ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 188 ผู้ชมปริศนา
จวบจนวินาทีนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เปลวเพลิงแห่งความกระหายในพลัง ลุกโชนขึ้นในใจของโม่หยิงเฉินอย่างบ้าคลั่ง!
มันคือความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!
เขาปรารถนา… ปรารถนาที่จะทะลวงขีดจำกัด ก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกสัตว์ระดับห้าให้จงได้!
ในยามนี้ แม้ภายนอกเขาจะดูแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว ทว่าแท้จริงแล้ว ความแข็งแกร่งเหล่านั้นล้วนมาจากสัตว์อสูร ตัวเขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกสัตว์ ยังคงเป็นจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด!
มีเพียงการก้าวล่วงสู่ระดับห้า ครอบครองความสามารถในการ ผสานวิญญาณ กับสัตว์อสูรเท่านั้น ที่จะหลอมรวมพลังทำลายล้างสวรรค์และปฐพีเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสายเลือดและเนื้อหนังของเขาเอง!
เมื่อนั้น… เขาถึงจะได้รับความปลอดภัยอย่างสัมบูรณ์!
เมื่อนั้น… เขาถึงจะสามารถหลับตาลงได้อย่างไร้ซึ่งความหวาดระแวงใดๆ!
ความคิดนับร้อยพันแล่นผ่านโสตประสาทรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ทว่าในความเป็นจริง ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบและเย็นเยียบดุจบ่อน้ำนิ่ง
สองเท้าก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเลหรือสะดุดหยุดพักแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เขาเดินตามทิศทางสายตาของโยวเหมี่ยน ก้าวเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างรูปทรงวงแหวนที่ผุพัง
สถานที่แห่งนี้คล้ายคลึงกับวิหารเคลื่อนย้ายโบราณกาล โดมหลังคาพังทลายลงมาเนิ่นนานแล้ว หลงเหลือเพียงเสาศิลาขนาดยักษ์ที่ไหม้เกรียม คอยค้ำยันซากปรักหักพังเอาไว้อย่างดื้อดึง
แสงสีโลหิตหม่นจากฟากฟ้าสาดส่องลอดผ่านรอยโหว่เบื้องบน กระทบเข้ากับละอองธุลีที่ล่องลอยเคว้งคว้าง และอาบไล้ลงบนค่ายกลเวทขนาดมหึมาที่สลักอยู่บนพื้นดิน
ค่ายกลนั้นถูกปูลาดด้วยผลึกศิลาสีดำขลับที่ไม่อาจระบุชื่อ บนพื้นผิวสลักลวดลายเวทมนตร์ที่สลับซับซ้อน บิดเบี้ยว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด
รูปลักษณ์ของมันคล้ายคลึงกับค่ายกลเคลื่อนย้ายกลางลานกว้างที่โม่หยิงเฉินพบเห็นตอนก้าวเข้าสู่มิติห้วงลึกครั้งแรก เพียงแต่ค่ายกลแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่ามาก น่าจะจุคนได้เพียงสิบคนเท่านั้น
ซ้ำยังดูโบราณและทรุดโทรมยิ่งกว่า เส้นสายของลวดลายเวทมนตร์หลายส่วนขาดสะบั้น ผลึกศิลาดำที่ประกอบกันเป็นค่ายกลก็เต็มไปด้วยรอยร้าวแตกระแหงดั่งใยแมงมุม
ทว่าโม่หยิงเฉินกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า… มีคลื่นพลังมิติอวกาศที่แม้จะแผ่วเบา แต่กลับบริสุทธิ์ถึงขีดสุด กำลังค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากรอยแยกเหล่านั้น
มันราวกับเครื่องจักรโบราณที่ใกล้จะพังทลายเต็มทน แต่ยังคงฝืนทำงานหยัดยืนอยู่เหนือกาลเวลา
โม่หยิงเฉินก้าวเดินอย่างเงียบงันไปหยุดยืนอยู่ ณ กึ่งกลางค่ายกล
เขาหยุดนิ่ง
เบื้องหลังของเขา น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล และทรงเสน่ห์ของโยวเหมี่ยนดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
เตรียมตัวให้พร้อม แขกของข้า
การเคลื่อนย้าย…
เริ่มได้
สิ้นคำกล่าว เสียงดีดนิ้วอันคมชัดก็ดังประกบ!
วูมมม!
ค่ายกลโบราณที่หลับใหล ราวกับถูกฉีดอัดด้วยพลังชีวิตเฮือกสุดท้าย มันระเบิดแสงสีโลหิตเจิดจ้าบาดตาออกมาอย่างเกรี้ยวกราดในพริบตา!
ลวดลายเวทมนตร์ที่เคยขาดสะบั้น ถูกกระชากให้เชื่อมต่อกันอย่างบ้าคลั่ง รอยร้าวบนศิลาดำถูกกระแสพลังงานอันเชี่ยวกรากบีบอัดจนแนบสนิท
โซ่ตรวนพลังงานสีโลหิตนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกจากขอบค่ายกล เข้าพัวพันและรัดรึงเรือนร่างของโม่หยิงเฉินเอาไว้แน่น ตรึงเขาให้อยู่กับที่ ณ ใจกลางลำแสง!
วินาทีต่อมา… มิติอวกาศรอบด้านบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง!
โลกทั้งใบเบื้องหน้าโม่หยิงเฉินแตกสลายกลายเป็นมวลสีสันอันโกลาหล ความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับร่างกายกำลังจะถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ!
เพียงหนึ่งวินาทีให้หลัง… แสงสว่างพลันมลายหาย มิติอวกาศหวนคืนสู่ความสงบ
ณ กึ่งกลางค่ายกลเคลื่อนย้าย ร่างของโม่หยิงเฉินได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทั่วทั้งวิหารเคลื่อนย้ายกลับคืนสู่ความเงียบสงัดดั่งสุสานอีกครั้ง
จะมีก็เพียงค่ายกลที่เพิ่งสาดแสงเรืองรองเมื่อครู่ ที่บัดนี้สูญเสียประกายไปโดยสมบูรณ์ รอยแตกร้าวลุกลามขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เสียงดังกึกก้องจะปะทุขึ้น… มันแหลกสลายกลายเป็นเพียงกองทรายระเอียดบนพื้นดิน
โยวเหมี่ยนยืนนิ่งงัน ทอดสายตามองค่ายกลที่ว่างเปล่า บนใบหน้าที่มักประดับด้วยความสง่างามอยู่เสมอ บัดนี้กลับปรากฏร่องรอยของอารมณ์อันซับซ้อนเป็นครั้งแรก
ปีศาจร้ายทอดถอนใจยาว น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบในห้วงฝัน
ไอ้หนูผู้น่าสงสารเอ๋ย
ไม่รู้เลยจริงๆ… ว่าเจ้าจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่
แต่ทว่า…
มุมปากของมันค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มวิปริต
ต่อให้รอดกลับมาได้ แต่การถูก ราชันย์ ผู้นั้นเพ่งเล็งและตั้งตนเป็นศัตรูตั้งแต่จุดเริ่มต้นแบบนี้…
เกรงว่าวันเวลาหลังจากนี้ของเจ้า คงนรกแตกน่าดูเชียวล่ะ
ทันใดนั้น มันก็แผดเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป เสียงหัวเราะแหบพร่าดุจนกแสกกึกก้องสะท้อนไปทั่วนครร้างอันว่างเปล่า
แต่ว่านะไอ้หนู… หากเจ้าสามารถกัดฟันฝ่าฟันมันไปได้จริงๆ ล่ะก็…
มันคงจะเป็นอะไรที่น่าสนุกสุดๆ ไปเลยล่ะ
หวังว่าเรา… จะยังมีโอกาสได้พบกันอีกนะ…
ลานประลองห้วงลึก
ณ สถานที่แห่งนี้ คือห้วงมิติขนาดยักษ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลจนภาษาใดก็ไม่อาจอธิบายได้
พื้นที่ทั้งหมดก่อตัวเป็นรูปทรงวงแหวนอันสมบูรณ์แบบ คล้ายคลึงกับดวงตาของดวงดาวขนาดยักษ์ที่ถูกควักออกมา และกำลังจ้องมองจักรวาลด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป… ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าท้องฟ้า มีเพียงกลุ่มเนบิวลาสีทะมึนที่บิดเบี้ยวและหมุนวน ปลดปล่อยแสงแห่งความตายที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน
เมื่อก้มมองลงเบื้องล่าง… คือสมรภูมิรูปวงกลมที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
พื้นดินถูกปูลาดด้วยโลหะประหลาดสีดำขลับที่เรียบลื่นดุจกระจกเงา แผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกแห่งบรรพกาลออกมาไม่หยุดหย่อน
รายล้อมสมรภูมิรบ คืออัฒจันทร์ผู้ชมที่ทอดยาวเป็นชั้นๆ สูงตระหง่านขึ้นไปเบื้องบน
ที่นั่งเหล่านั้นราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเผ่าพันธุ์ยักษ์ไททัน แต่ละขั้นบันไดมีความสูงนับร้อยเมตร! พวกมันถูกหล่อหลอมขึ้นจากการผสมผสานระหว่างซากกระดูกสีขาวซีดและหินออบซิเดียน
สถาปัตยกรรมนั้นทั้งดุดัน น่าสะพรึงกลัว และวิจิตรตระการตา ทอดยาวไปจนสุดขอบสายตา กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับกลุ่มดาวทะมึนเบื้องบน
เพียงแต่ในยามนี้ บนอัฒจันทร์ขนาดยักษ์ที่สามารถจุสิ่งมีชีวิตได้นับหมื่นล้านชีวิต กลับว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาผู้คน
เงียบสงัดดั่งสุสาน
ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับสุสานแห่งทวยเทพที่ถูกกาลเวลาทอดทิ้ง ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่ที่ผุพังและเน่าเปื่อย
ทว่า… ณ จุดสูงสุดของห้วงมิติแห่งนี้
เบื้องหลังม่านแห่งกฎเกณฑ์ที่สายตาและการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตธรรมดาไม่อาจสัมผัสถึง
บัลลังก์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่โตจนเหลือเชื่อสิบกว่าตัว ตั้งตระหง่านเรียงรายโอบล้อมดุจหมู่ดาว
บัลลังก์แต่ละตัว ล้วนเป็นตัวแทนของอำนาจสูงสุดแห่งโลกแต่ละใบ!
ในยามนี้ บัลลังก์ส่วนใหญ่ล้วนว่างเปล่า ถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งความโกลาหลอันหนาทึบ
จะมีก็เพียงบัลลังก์สามตัวเท่านั้น ที่ปรากฏร่างเงาเลือนรางสามสายประทับอยู่ ร่างเงาที่แผ่ซ่านกลิ่นอายความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ชนิดที่ทำให้แม้แต่มิติและกาลเวลายังต้องสั่นสะท้าน!
จ้าวแห่งห้วงลึก… เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าคำทำนายโบราณนั่น ในที่สุดก็ปรากฏเป็นจริงในเขตแดนของเจ้าแล้ว?
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความป่าเถื่อนดุดันดังกระหึ่มขึ้น รอบบัลลังก์ของร่างเงานั้นลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงมารที่โหมกระหน่ำ ราวกับจะแผดเผาห้วงมิติแห่งนี้ให้เป็นจุณ
ที่เจ้าเชิญพวกเรามา ก็เพื่อร่วมเป็นพยานให้กับ ตัวแทน แห่งโลกห้วงลึกของเจ้าอย่างนั้นหรือ?
นี่ก็รอกันมาหลายวันแล้ว… ทำไมคนของเจ้ายังไม่มาปรากฏตัวเสียทีล่ะ?
ร่างเงาที่ถูกขนานนามว่า จ้าวแห่งห้วงลึก ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอันบริสุทธิ์ที่สุด ชนิดที่แม้แต่แสงสว่างก็ไม่อาจรอดพ้น เมื่อได้ยินเช่นนั้น มันจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจบ่อน้ำนิ่ง
อย่าใจร้อนไปเลย จ้าวมาร... คงจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้แหละ
จะว่าไปแล้ว ตัวแทนจากแดนมารของเจ้าน่ะ ปรากฏตัวออกมาก่อนใครเพื่อนเลยนี่ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างล่ะ?
ร่างเงาที่ถูกล้อมรอบด้วยเพลิงมาร หรือก็คือจ้าวมาร แสยะยิ้มและแค่นเสียงเย็นชา
ก็งั้นๆ แหละ… เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะหืดจับทะลวงผ่านระดับเอสมาได้
กว่ามันจะเก่งพอมาเป็นกำลังสำคัญช่วยพวกเราได้… ยังต้องใช้เวลาอีกยาวไกลนัก
สิ้นคำกล่าวของจ้าวมาร น้ำเสียงที่สามก็ดังแทรกขึ้นมาในทันที
น้ำเสียงนี้เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และหยิ่งผยอง ราวกับผู้ชี้ชะตาจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า
ข้าล่ะนึกไม่ถึงจริงๆ…
ห้วงลึก แดนมาร ขุมนรก ห้วงมิติโกลาหล… ขุมกำลังพวกเจ้าที่แต่เดิมเป็นตัวแทนของความวุ่นวายและการทำลายล้าง กลับหลงเชื่อคำทำนายที่เลื่อนลอยไร้แก่นสารนั่นกันเป็นตุเป็นตะ
ถึงขนาดพากันลดตัวลงไปควานหาขยะที่เรียกว่า ตัวแทน อะไรนั่น ในโลกมนุษย์อันแสนต่ำต้อยกันทีละคนสองคน…