ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 249 ถ้าขืนคุกเข่าล่ะก็ มีหวังโดนกองทัพผู้ข้ามมิติหัวเราะเยาะจนตายแน่ๆ!
- Home
- ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล
- บทที่ 249 ถ้าขืนคุกเข่าล่ะก็ มีหวังโดนกองทัพผู้ข้ามมิติหัวเราะเยาะจนตายแน่ๆ!
โม่หยิงเฉินและมู่ชิงเจวี๋ยเดินเคียงคู่กันไปตามถนนปูหินที่มุ่งหน้าไปยังโบสถ์ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดในใจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
เหมือนมาก
เค้าโครง โครงสร้าง หรือแม้กระทั่งลวดลายที่สลักอยู่บนบานประตูของโบสถ์หลังนี้
ล้วนถอดแบบมาจากวิหารเทพขนาดยักษ์ที่ใหญ่โตจนบดบังท้องฟ้าภายนอกมิติลับแห่งนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
ราวกับเป็นโมเดลจำลองที่ถูกหล่อออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เพียงแต่ใช้ขนาดและวัสดุที่แตกต่างกันเท่านั้น
โม่หยิงเฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ
ภายในหมู่บ้านมีเสียงหัวเราะหยอกล้อของเด็กๆ ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่บริเวณรอบๆ โบสถ์กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
มีเพียงสายลมพัดผ่าน หอบเอาใบไม้ร่วงสองสามใบหมุนวนไปตามถนนปูหิน
ทว่าในตอนนั้นเอง บานประตูไม้อันหนักอึ้งของโบสถ์ก็ถูกผลักเปิดออกจาดด้านใน หญิงสาวในชุดแม่ชีเรียบง่ายคนหนึ่งเดินออกมา
เมื่อเธอเห็นมู่ชิงเจวี๋ย รอยยิ้มคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เธอรีบเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
ชิงเจวี๋ย มาแล้วเหรอจ๊ะ
สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่มือของมู่ชิงเจวี๋ยที่ยังคงคล้องแขนโม่หยิงเฉินอยู่ แววตาของเธอแฝงรอยยิ้มมากขึ้นเล็กน้อย
แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นความจริงจังที่เจือปนด้วยความห่วงใย
ทำไมวันนี้มาสายขนาดนี้ล่ะ?
ฉันจะบอกอะไรให้นะ การสวดภาวนาต่อเทพเจ้าน่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือความศรัทธาและความสม่ำเสมอ
น้ำเสียงของแม่ชีดูอ่อนโยน ราวกับกำลังสั่งสอนน้องสาวที่ไม่ค่อยรู้ประสีประสา
ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องมาเป็นคนแรกที่โบสถ์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อสวดภาวนา เทพเจ้าถึงจะสัมผัสได้ถึงความศรัทธาของเธอนะ
เธอชะงักไปเล็กน้อย กดเสียงให้เบาลง สายตาเหลือบมองไปทางอื่นในหมู่บ้านอย่างมีเลศนัย
วางใจเถอะ ไม่ต้องกังวลใจไปหรอก เทพเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา มาบ่อยๆ เดี๋ยวก็มีเองแหละจ้ะ
อย่าไปฟังคำนินทาของพวกชาวบ้าน แล้วไปพึ่งพาไอ้พวกวิชามารนอกรีตพรรค์นั้นเด็ดขาดเลยนะ นั่นมันเป็นการลบหลู่เทพเจ้า จะไม่มีจุดจบที่ดีหรอกนะ
ประกายแสงวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของโม่หยิงเฉิน
เดี๋ยวก็มีเองแหละ?
เขามองดูมู่ชิงเจวี๋ยที่ยืนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ข้างๆ
สลับกับมองสีหน้า ฉันเข้าใจเธอนะ ของแม่ชี สมองของเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว
ไอ้ที่พูดมาเนี่ย… ฟังดูยังไงมันก็เหมือนการมาขอลูกชัดๆ!
เขาเผลอเอาประโยคนี้ ไปเชื่อมโยงกับคำพูดของคุณป้าเพื่อนบ้านที่บอกว่า เมื่อคืน… เหนื่อยกันไปหน่อยล่ะสิ โดยสัญชาตญาณ
ซี้ด
ภูมิหลังของมิติลับแห่งนี้ มันจะเล่นตลกเกินไปหน่อยแล้วมั้ง?
และเมื่อเทียบกับความคิดเตลิดเปิดเปิงของโม่หยิงเฉิน มู่ชิงเจวี๋ยกลับสามารถจับจุดสำคัญในคำพูดนั้นได้อย่างเฉียบแหลม
วิชามารนอกรีต
สี่คำนี้ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าภายในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังมีขุมกำลังอื่นอยู่นอกเหนือจากโบสถ์
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ มันมีอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหา
นี่อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญในการเคลียร์ด่านเลยก็ได้
มู่ชิงเจวี๋ยคิดคำนวณอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ายังคงรักษาความเย็นชาเอาไว้
เธอทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้ถามอะไรต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ความแตก
โม่หยิงเฉินก็ให้ความร่วมมือด้วยการปิดปากเงียบ ทั้งสองคนเดินตามแม่ชีเข้าไปในโบสถ์เคียงข้างกัน
โครงสร้างภายในโบสถ์ ในที่สุดก็มีความแตกต่างจากการตกแต่งภายในของวิหารเทพขนาดยักษ์ภายนอกเสียที
ไม่มีรูปปั้นที่มีรูปลักษณ์เว่อร์วัง หรือบรรยากาศการต่อสู้ที่เดือดพล่านอีกต่อไป
พื้นที่ภายในโบสถ์แห่งนี้กว้างขวางและดูเงียบสงบศักดิ์สิทธิ์ แสงสว่างสาดส่องลงมาจากกระจกสีบานสูง ทิ้งจุดแสงหลากสีสันด่างดวงไว้บนพื้น
ณ สุดปลายโถงโบสถ์ ตรงตำแหน่งกึ่งกลางพอดี มีเทวรูปสูงกว่าสามเมตรตั้งตระหง่านอยู่
เทวรูปถูกสลักเสลาได้อย่างมีชีวิตชีวา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี
สองมือที่กางออก ราวกับพร้อมจะโอบกอดสาวกทุกคนที่มาสวดภาวนา
คิ้วของโม่หยิงเฉินขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
ตามที่แม่ชีบอกเมื่อกี้ ขั้นตอนต่อไปก็คือการสวดภาวนาแล้ว
แต่ขั้นตอนที่ว่านั่นมันต้องทำยังไงบ้างล่ะ? เขาทำเป็นซะที่ไหน
โชคดีที่แม่ชีคนนั้นดูเหมือนจะมองออกถึงความเก้ๆ กังๆ ของพวกเขา
จึงเดินเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เดี๋ยวฉันจะนำพวกเธอสวดภาวนาเอง จำไว้นะ ต้องศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมล่ะ
โม่หยิงเฉินกับมู่ชิงเจวี๋ยสบตากัน ต่างฝ่ายต่างลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทั้งสองคนเดินตามหลังแม่ชี ทำตามท่าทางของเธอทุกระเบียดนิ้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ล้างมือ จุดเทียน ปากพึมพำบทสวดที่ฟังไม่ได้ศัพท์
พิธีกรรมอันซับซ้อนและน่ารำคาญดำเนินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ การเคลื่อนไหวของโม่หยิงเฉินก็หยุดชะงักลง
เพราะแม่ชีที่อยู่ด้านหน้า หลังจากท่องบทสวดประโยคสุดท้ายจบ เธอก็จัดแจงชายกระโปรงด้วยความเคารพศรัทธาอย่างถึงที่สุด แล้วคุกเข่าทั้งสองข้างลงเบื้องหน้าเทวรูปองค์นั้น
มู่ชิงเจวี๋ยที่อยู่ข้างๆ ก็แทบจะไม่มีความลังเลใดๆ เลย
เธอคุกเข่าลงตามการเคลื่อนไหวของแม่ชีทันที
สำหรับธิดาสวรรค์ผู้นี้ การบรรลุเป้าหมายถือเป็นความสำคัญอันดับแรก
ในเมื่อกฎของมิติลับเป็นแบบนี้ การคุกเข่าสวดภาวนาก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนที่จำเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น
เธอจะไม่ยอมเสียอารมณ์และพลังงานไปกับเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด
ทว่า โม่หยิงเฉินกลับยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย
เขาจ้องมองเทวรูปหินอันเย็นเฉียบอย่างเงียบๆ สายตาสงบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเฉยเมยที่ไม่อาจปฏิเสธได้
คุกเข่ารึ?
ล้อเล่นหรือเปล่า
เขามีชีวิตมาสองชาติภพ ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ คุกเข่าให้ฟ้าดิน คุกเข่าให้พ่อแม่
เคยคุกเข่าให้ก้อนหินที่ไร้ชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในกระดูกของเขา คือความภาคภูมิใจของดวงวิญญาณจากยุคปัจจุบัน
คุณเคยเห็นผู้ข้ามมิติบ้านไหนที่พกโปรแกรมโกงติดตัวมาด้วย ยอมคุกเข่าให้กับเทวรูปของโลกต่างมิติบ้างล่ะ?
อย่าว่าแต่เทวรูปกิ๊กก๊อกองค์หนึ่งเลย
ต่อให้เป็นร่างจริงของเทพเจ้าที่เทวรูปองค์นี้เป็นตัวแทนจุติลงมาประทับอยู่ตรงนี้ ก็ไม่มีสิทธิ์… ที่จะทำให้โม่หยิงเฉินคนนี้ต้องยอมก้มหัวให้!
ถ้าขืนคุกเข่าไปจริงๆ ขืนเอาไปเล่าให้ใครฟัง มีหวังโดนกองทัพผู้ข้ามมิติหัวเราะเยาะจนตายแน่ๆ!
โม่หยิงเฉิน ทำไมเธอถึง…
เสียงสงสัยของแม่ชีดังมาจากด้านหน้า เธอหันกลับมา มองดูโม่หยิงเฉินที่ยืนตัวตรงแหน่ว
บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและแฝงด้วยความตำหนิติเตียนอยู่ลึกๆ
ไม่เข้าใจว่าโม่หยิงเฉินกำลังทำอะไรอยู่
มู่ชิงเจวี๋ยก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน
เธอคุกเข่าอยู่บนเบาะรอง หันหน้ามา ดวงตาที่เย็นชาสะท้อนภาพของโม่หยิงเฉิน คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ผู้ชายคนนี้… กำลังจะทำบ้าอะไรอีกเนี่ย?
ในวินาทีที่แม่ชีกำลังจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
เหตุไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!
วูม——
ทั่วทั้งโบสถ์ ส่งเสียงครางทุ้มต่ำออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เทวรูปสีขาวบริสุทธิ์ที่ตั้งตระหง่านมาอย่างยาวนานองค์นั้น จู่ๆ ก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาออกมา
แสงสว่างนั้นบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ดุจสายน้ำ เข้มข้นดุจน้ำนม สาดส่องไปทั่วทั้งโถงโบสถ์จนสว่างไสวเห็นทุกอณู!
วินาทีต่อมา แสงทั้งหมดราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังที่มองไม่เห็น พุ่งทะยานไปรวมตัวกันที่เหนือศีรษะของเทวรูปอย่างบ้าคลั่ง
จนท้ายที่สุด ก็ควบแน่นกลายเป็นกลุ่มแสงอันเจิดจรัส
ภายในกลุ่มแสงนั้น ร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏรูปเป็นร่างขึ้น
มันคือนางฟ้ามีปีกที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ไร้ที่ติ
เธอมีขนาดตัวพอๆ กับฝ่ามือของผู้ใหญ่เท่านั้น เรือนผมสีทองอร่ามเป็นลอนสวยงาม เครื่องหน้าประณีตงดงามราวกับผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุดของพระผู้เป็นเจ้า
นี่คือ… นางฟ้าผู้พิทักษ์งั้นเหรอ?
ไม่สิ
เมื่อเทียบกับคำว่านางฟ้าแล้ว
โม่หยิงเฉินรู้สึกว่า… การใช้คำว่า ภูตจิ๋ว หรือ พิกซี่ มาบรรยาย ดูจะเหมาะสมกว่าเยอะเลย
ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนถึงขีดสุดของแม่ชีและมู่ชิงเจวี๋ย
นางฟ้าตัวน้อยตนนั้นค่อยๆ กระพือปีกแห่งแสง ลอยร่อนลงมาจากเหนือศีรษะของเทวรูป และท้ายที่สุดก็มาหยุดลอยตัวอยู่ตรงหน้าโม่หยิงเฉิน
สายตาของโม่หยิงเฉิน สบประสานเข้ากับดวงตาสีทองคู่นั้นอย่างจัง
เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เพราะจากดวงตาคู่เล็กๆ คู่นั้น เขาอ่านอารมณ์ความรู้สึกได้มากมายและซับซ้อนเหลือเกิน
มีความเย่อหยิ่ง มีความสับสน มีความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจระงับได้ และยังมีความ… อัปยศอดสู?