ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 112 ปะทะฝีมือกัน
บทที่ 112 ปะทะฝีมือกัน
“ท่านผู้ช่วย ข้า…” ขณะที่หัวหน้ากองพันกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เซินไห่ก็พูดตัดขึ้นมาทันที
“เจ้าจงต้านทานเขาไว้สักครู่ ข้าจะไปตามแม่ทัพเซินเจ๋อมาจัดการเขา”
พูดจบก็ไม่สนใจว่าหัวหน้ากองพันผู้นั้นจะเห็นด้วยหรือไม่ แล้วหมุนตัววิ่งจากไป
หัวหน้ากองพัน “???” ในใจขณะนี้อยากจะด่าทอเสียจริง ให้เขาต้านทานงั้นหรือ?
เจ้าไม่ลองฟังดูบ้างหรือว่าตนเองพูดอะไรออกไป มองดูเงาร่างของเซินไห่ที่จากไป
เขาเข้าใจดีว่าตนเองถูกทอดทิ้งแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพราะศัตรูตรงหน้าเป็นปีศาจร้าย
หลี่เต้าเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่เลือกที่จะขัดขวาง ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นต้นนั้น
เขายังสามารถอาศัยร่างกายอันแข็งแกร่งสังหารได้ แต่หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นกลางที่ตั้งใจจะหนี
เขาก็ยากที่จะหยุดยั้งได้ อีกอย่างตอนนี้ยังมีเหยื่อที่ยังไม่ได้จัดการไม่ใช่หรือ?!
เขามองออกว่าหัวหน้ากองพันที่เหลืออยู่ตรงนั้นกำลังตื่นตระหนก แต่ช่วยไม่ได้
ใครใช้ให้วิ่งช้ากว่าผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นกลางผู้นั้นเล่า ในธรรมชาติ ผู้ที่วิ่งช้าย่อมกลายเป็นเหยื่อเท่านั้น
หัวหน้ากองพันคนสุดท้ายสูดหายใจลึก สายตาจับจ้องไปที่หลี่เต้า “ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก”
“อืม” ขณะที่พูด หลี่เต้าก็เดินเข้าไปหาหัวหน้ากองพันผู้นั้น
หัวหน้ากองพันมองดาบในมือตัวเอง แล้วมองไปที่ง้าวมังกรทมิฬยาวสามจั้งในมือของหลี่เต้า
ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า “การใช้อาวุธมันไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริง ลูกผู้ชายตัวจริงต้องต่อสู้ด้วยมือเปล่า เจ้ากล้าหรือไม่?”
หลี่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าต้องการเช่นไร?”
หัวหน้ากองพันพูดตรง ๆ ว่า “พวกเราทิ้งอาวุธ แล้วต่อสู้กันด้วยมือเปล่า เป็นอย่างไร?”
หลี่เต้าลังเลครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าพลางกล่าว “ได้” หัวหน้ากองพันดีใจมาก โยนดาบในมือทิ้งไป
แม้จะรู้ว่าถึงไม่มีอาวุธโอกาสชนะก็ยังน้อยอยู่ดี แต่อาวุธของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขามากอย่างเห็นได้ชัด
อย่างน้อยการไม่มีอาวุธก็ช่วยลดช่องว่างลงได้บ้าง หากเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมา
และหากเขาสามารถพลิกกลับมาฆ่าอีกฝ่ายได้?! หัวหน้ากองพันพูด “ถึงตาเจ้าแล้ว”
หลี่เต้าพยักหน้า “ดี”
ฉัวะ! ในชั่วขณะถัดมา ง้าวมังกรทมิฬก็พุ่งทะลุร่างของหัวหน้ากองพันผู้นั้น พร้อมกับตรึงร่างเขาติดกับพื้น
เลือดสดพุ่งออกจากปากของหัวหน้ากองพัน สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ
เมื่อเห็นหลี่เต้าเดินเข้ามา เขาพูดอย่างยากลำบาก “ทั้งที่… ทั้งที่ตกลงกันแล้ว…”
หลี่เต้ายักไหล่พลางเอ่ยเสียงเบา “ข้าแค่ขว้างมันไปเฉย ๆ เป็นความผิดเจ้าเองที่มาขวางทางมัน”
“เจ้า…” หัวหน้ากองพันจ้องมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด ชี้นิ้วไปที่หลี่เต้าราวกับจะพูดอะไรต่อ
แต่หลี่เต้ากลับดึงง้าวมังกรทมิฬออกมาอย่างไม่ลังเล ทำให้คำพูดสุดท้ายของเขาต้องจบลงกลางคัน
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ : 13.64]
ในยามนี้หัวหน้ากองพันที่กุมกำลังทหารสามพันนายต่างล้มตายด้วยน้ำมือของหลี่เต้า
และพวกเขาก็ได้มอบคุณสมบัติที่มีค่าให้แก่หลี่เต้า หลี่เต้าถึงกับให้ฉายาทั้งสามคนนั้นในใจว่าช่างเป็นคนดีมีน้ำใจจริง ๆ
หลังจากนั้น เขาสะบัดง้าวมังกรทมิฬให้เลือดที่เปรอะเปื้อนกระเด็นออก แล้วเหลียวมองไปด้านหลัง
ในขณะที่เขาต่อสู้กับเซินไห่และคนอื่น ๆ อยู่นั้น เหล่าทหารที่เคยล้อมเขาอยู่ก็ได้เลือกที่จะไปโจมตีค่ายหวงซาทั้งหมดแล้ว
แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง เขาก็ยังมองเห็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นใต้กำแพงเมืองหวงซาได้
ในขณะเดียวกัน เขาก็สังเกตเห็นทหารบางส่วนปีนขึ้นกำแพงเมืองไปปะทะกับจางเมิ่งและคนอื่น ๆ แล้ว
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ หลี่เต้ากลับไม่ขยับเขยื้อน ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนกำแพงเมือง
เขาได้ใช้ธนูไม้เหล็กพันปียิงสังหารพวกทหารเผ่าถ่ามู่ที่มีวรยุทธ์สูงไปจนหมดแล้ว
หลังจากนั้นก็ได้เข่นฆ่าไปทั่วทั้งกองทัพสองพันนาย สังหารผู้ที่มีวรยุทธ์ไปเกือบหมด
ถึงกระนั้นแล้วหากพวกเขายังรับมือไม่ได้ ก็คงจะไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว
แน่นอน ที่จริงแล้วเขาก็อยากจะกลับไปเก็บศพอยู่เหมือนกัน แต่ช่วยไม่ได้
เพราะเขายังมีศัตรูที่น่าปวดหัวกว่านั้นรออยู่ หลี่เต้าหันกลับไป
เห็นเซินไห่กับอีกหลายคนขี่ม้าค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเขา เขารีบจับจ้องไปที่คนที่อยู่ตรงกลาง
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแม่ทัพใหญ่ สามารถควบคุมผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นกลางได้ เช่นนั้นย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าแน่นอน
หลี่เต้ารู้สึกว่าสถานการณ์นี้เหมือนกับการที่เขาต้องฝ่าด่านมาเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ได้พบกับหัวหน้าใหญ่
เขาคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายน่าจะอยู่ในขั้นเซียนเทียนช่วงปลาย ตามหลักการที่ว่าขั้นปลายแข็งแกร่งกว่าขั้นกลางอย่างมาก
ผู้นี้คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีลูกสมุนชั้นยอดอีกหลายคนอยู่ข้างกาย
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะทะลวงขีดจำกัดอีกครั้ง เขาพึมพำในใจ ‘ระบบ’
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 200.32]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 147.69]
เมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าต่างคุณสมบัติ แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว หลี่เต้าก็ยังตกใจกับคุณสมบัติที่ตนมีอยู่
เพียงแค่การต่อสู้ครั้งเดียว ก็ทำให้เขาสะสมคุณสมบัติได้มากกว่าร้อยแล้ว สนามรบนี่แหละ
คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาของเขา เมื่อเห็นแม่ทัพจากเผ่าถ่ามู่กำลังเข้ามาใกล้
หลี่เต้าก็ตัดสินใจทันทีโดยไม่ลังเล “เพิ่มค่าพลังกาย!”
ในชั่วพริบตาถัดมา ค่าคุณสมบัติที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดลดลงเป็นศูนย์ แปรเปลี่ยนเป็นกระแสความร้อนที่ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกาย
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 348.01]
[ค่าคุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
ค่าคุณสมบัติพลังกายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ผิวหนังทั่วร่างของหลี่เต้าเปลี่ยนเป็นสีแดง
พร้อมกันนั้นกล้ามเนื้อของเขาก็เริ่มขยายตัวควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของพลังกาย
แควก! ทันใดนั้น พร้อมกับเสียงผ้าฉีกขาด ชุดศึกบนร่างของหลี่เต้าก็ขาดออก
เผยให้เห็นร่างกายที่บึกบึนกำยำล่ำสัน หลี่เต้าสูดหายใจเข้าลึกโดยสัญชาตญาณ
ด้วยปริมาตรปอดที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเขาผ่อนลมหายใจออกจากปาก ลมหายใจนั้นกลายเป็นไอขาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
รูขุมขนของเขาเริ่มเปิดออก ปลดปล่อยความร้อนจำนวนมากที่เกิดจากการเพิ่มพลังกาย
ภายใต้การนำของเซินไห่ เซินเจ๋อและผู้ช่วยอีกหลายคนที่อยู่ข้างกายเดินมาทางหลี่เต้า
“คนผู้นี้ใช่หรือไม่?” เซินเจ๋อมองเห็นหลี่เต้าจากระยะร้อยจั้ง เขากล่าวพลางขมวดคิ้ว “ใช่ขอรับ”
เซินไห่อธิบายว่า “ท่านแม่ทัพอย่าได้ดูถูกคนผู้นี้เป็นอันขาด! ร่างกายของเขาผิดแผกไปจากคนทั่วไป
ราวกับเป็นอสูรกาย แม้แต่คมดาบของผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนก็ยากจะทำร้ายร่างกายของเขาได้
แม้แต่ข้าก็แทบจะทำร้ายอีกฝ่ายได้เพียงเล็กน้อย จึงได้เชิญท่านแม่ทัพมาลงมือด้วยตัวเอง”
“ในขณะเดียวกัน ข้าสงสัยว่ากองกำลังที่ส่งไปก่อนหน้านี้ที่พ่ายแพ้ ก็เป็นเพราะอสูรกายผู้นี้อยู่ในเมืองหวงซา”
เซินเจ๋อแสดงสีหน้าไม่ค่อยเชื่อ แต่เซินไห่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขามาหลายปี คงไม่กล้าหลอกลวงแน่
เขาหันหน้าไปกล่าวว่า “หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง ข้าก็อยากลองดูว่าเขาจะเป็นอสูรกายขนาดไหน”
แม้ว่าระหว่างเขากับเซินไห่จะต่างกันเพียงแค่ระดับเดียว แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าในด้านวรยุทธ์
ความแข็งแกร่งนั้นไม่อาจเทียบเคียงกันได้ ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือไม่?
ในสายตาของเขา หากเซินไห่ที่อยู่ขอบเขตเซียนเทียนขั้นกลางยังสามารถทำร้ายอีกฝ่ายได้
เช่นนั้นเขาที่อยู่ขอบเขตเซียนเทียนขั้นปลายก็ย่อมมีความสามารถสังหารอีกฝ่ายได้
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างกายเขายังมีผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นกลางอีกสามคนรวมทั้งเซินไห่
หนึ่งคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลาย เมื่อรวมกับสามคนที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นกลาง
ในกรณีที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ปรากฏตัว นี่เกือบจะเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
หลังจากผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ กระแสความร้อนในร่างกายของหลี่เต้าก็ค่อย ๆ หายไป
ร่างกายที่ขยายตัวก็ค่อย ๆ หดตัวลง แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ก็ยังคงกำยำขึ้นอยู่บ้าง
ด้วยสภาพที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเกือบเท่าตัว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย
เมื่อก้มมองชุดศึกที่ขาดวินบนร่าง เขายื่นมือฉีกเสื้อท่อนบนทิ้งลงบนพื้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนบนที่แข็งแรง
กระแสความร้อนจางหายไป แต่เลือดในใจเขายังคงเดือดพล่าน ในยามที่พละกำลังถึงจุดสูงสุด
เขาอยากจะหาคนมาต่อสู้ให้หนำใจสักครา และผู้คนที่อยู่ไม่ไกลนั่นก็คือเป้าหมายที่ดีที่สุดของเขา!
สายตามองไปยังศัตรูที่อยู่ห่างออกไปร้อยจั้ง มือขวาของเขากำง้าวมังกรทมิฬแน่น
ตูม! พื้นดินใต้เท้าของหลี่เต้าแตกกระจายออกในพริบตา เขาก็หายไปจากที่เดิมทันที
อีกด้านหนึ่ง “ระวัง!” เนื่องจากเซินไห่คอยจับตาดูหลี่เต้าอยู่ตลอด จึงสังเกตเห็นทันทีที่เขาหายตัวไป
“ช่วยข้าที!” เซินไห่เอ่ยกับผู้ช่วยทั้งสองข้างเมื่อเห็นหลี่เต้าพุ่งเข้ามา
ผู้ช่วยทั้งสองไม่รีรอ รีบก้าวขึ้นมาประกบข้างเซินไห่ทันที ยามนี้เมื่อเห็นคนทั้งสามขวางอยู่เบื้องหน้า
หลี่เต้ายิ้มกว้าง มือที่ถือง้าวมังกรทมิฬฟันลงมาที่เซินไห่ที่อยู่ตรงกลางในทันที
ง้าวมังกรทมิฬที่เคลือบด้วยปราณพิฆาตฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน เห็นภาพเช่นนั้น
ทั้งสามคนจึงร่วมมือกันยกดาบขึ้นรับในทันที ตูม!
ง้าวมังกรทมิฬฟาดลงบนดาบยาวของทั้งสามคนอย่างหนักหน่วงจนเกิดเสียงดังสนั่น
ใบหน้าของเซินไห่และอีกสองคนแดงก่ำในทันที พวกเขารู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ส่งผ่านใบดาบมาถึงร่าง
โชคดีที่พวกเขาสามคนร่วมกันรับมือ หากพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ตกลงบนร่างของคนใดคนหนึ่ง
ก็คงไม่มีผู้ใดต้านทานได้ คาดว่าคงถูกบดขยี้เป็นจุณในพริบตา