ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 132 เว่ยอวิ๋นและหลิวเหนิงถูกจับ
บทที่ 132 เว่ยอวิ๋นและหลิวเหนิงถูกจับ
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ภายในชามของทุกคนล้วนได้รับยาวิเศษเพิ่มเติม
บังเอิญเหลือเกินที่ยาวิเศษครั้งนี้พอดีกับจำนวนคนพอดี ไม่มากไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าทุกคนมียาวิเศษแล้ว ทุกคนก็รีบดื่มยาวิเศษลงไปอย่างรวดเร็ว
“ฮู้ สุดยอด!”
เมื่อรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย จางเมิ่งก็ขว้างชามลงพื้นพลางตะโกนเสียงดัง
คนที่เหลือต่างก็เคลิบเคลิ้มไปกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเช่นเดียวกัน
แต่เนื่องจากเป็นการใช้ครั้งที่สอง ผลลัพธ์จึงไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่ก็เพียงพอแล้ว
พวกเขาไม่จำเป็นต้องโลภมากกับวิธีการเพิ่มพลังแบบนี้ เพราะมันเร็วกว่าการฝึกฝนด้วยตัวเองมากนัก
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือพวกเขาเข้าใจว่ายาวิเศษนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มวรยุทธ์เป็นหลัก แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพของพวกเขา
เพราะเมื่อไม่นานมานี้ หลายคนพบว่าหลังจากดื่มยาวิเศษแล้ว ความเร็วในการฝึกยุทธ์ของตนเองเพิ่มขึ้นมาก
เพียงแต่เพราะความไว้วางใจที่มีต่อหลี่เต้าในใจ จึงมองข้ามส่วนนี้ไปโดยสิ้นเชิง
เรื่องเช่นนี้เพียงแค่เก็บไว้ในใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องพูดออกไป
ไม่นานหลังจากที่ทุกคนดูดซึมฤทธิ์ยาหมดแล้ว ก็พร้อมใจกันโค้งคำนับหลี่เต้าอย่างลึกซึ้ง
แววตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพบูชานั้นเข้มข้นกว่าก่อนหน้านี้ ถึงขั้นเริ่มมีอารมณ์คลั่งไคล้ปะปนอยู่
หลี่เต้าลุกขึ้นจากท่อนไม้แล้วถามว่า “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
จางเมิ่งตบหน้าอกตัวเองพลางกล่าว “ยอดเยี่ยมไปเลย!! แต่ก่อนข้ารู้สึกว่าสามารถฆ่าวัวได้หนึ่งตัว แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าสามารถฆ่าเสือได้หนึ่งตัว”
คนที่เหลือต่างก็แสดงความรู้สึกของตนเองออกมา
โดยรวมแล้ว ทุกคนล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เต้าจึงกล่าวตรง ๆ ว่า “เมื่อพวกเจ้ารู้สึกดีถึงเพียงนี้ ก็สมควรเพิ่มความยากให้พวกเจ้าแล้ว”
“เพิ่มความยาก?” จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ต่างมีสีหน้างุนงง
นี่หมายความว่าอย่างไร หรือว่าที่ผ่านมาความยากยังต่ำอยู่?
แต่ดูเหมือนว่าความยากก็ค่อนข้างต่ำจริง ๆ นับตั้งแต่มาถึงทุ่งหญ้าแห่งนี้ การต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมา ในหมู่พวกเขาไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายเลยสักคน ทุกคนล้วนรอดมาได้
เสวียปิงเอ่ยถามขึ้น “หัวหน้า ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
หลี่เต้ากวาดตามองค่ายที่พวกเขาทำลายไว้รอบ ๆ แล้วกล่าวว่า “หลายวันมานี้ เพื่อให้พวกเจ้าได้ปรับตัวบ้าง ข้าจึงเลือกโจมตีเพียงค่ายธรรมดาของเผ่าถ่ามู่”
“แต่ต่อจากนี้ พวกเราจะโจมตีค่ายกองทัพประจำการในเขตแดนของเผ่าถ่ามู่”
เขาเงยหน้ามองทุกคนแล้วกล่าวต่อ “ต่อจากนี้ คู่ต่อสู้ที่ข้าจะจัดหาให้พวกเจ้าจะมีระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ หวังว่าจะไม่มีใครถอดใจ และทุกคนจะผ่านมันไปได้!”
หากเป็นก่อนหน้านี้ เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ คนในกลุ่มบางส่วนคงจะรู้สึกไม่มั่นใจ
แต่ในตอนนี้หลังจากการเปลี่ยนแปลงของเลือดวิเศษรวมถึงความมั่นใจที่ได้จากการต่อสู้หลายครั้ง พวกเขานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ล้นเหลือ
จางเมิ่งพูดกับเสวียปิงที่อยู่ข้าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอย่าได้ตายเชียวนะ มิเช่นนั้นปีหน้าข้าจะต้องนั่งหัวเราะเยาะอยู่บนหลุมศพเจ้าแน่”
เสวียปิงโต้กลับทันที “หากเจ้าตาย ปีหน้าข้าไม่เพียงแค่หัวเราะเยาะบนหลุมศพเจ้าเท่านั้น ข้าจะเต้นรำบนนั้นด้วย”
จางเมิ่งหัวเราะลั่น “งั้นพวกเราคอยดูกันไป”
เสวียปิงยิ้มตอบ “คอยดูก็คอยดู”
หลี่เต้าเห็นภาพตรงหน้าเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ใช้ปากเป่านกหวีดส่งเสียงขึ้นไปบนท้องฟ้า
ไป๋เฉี่ยนส่งเสียงตอบรับก่อนจะบินจากไปไกล
…
ภายในเขตแดนเผ่าถ่ามู่ ข้างทุ่งหญ้าเหลืองซีดแห่งหนึ่ง มีเส้นทางโบราณที่เกิดจากรอยเท้าคนและม้าเหยียบย่ำ
ขณะนี้ บนเส้นทางโบราณมีขบวนคนหลายร้อยกำลังเดินทางอยู่
ในกองทัพที่มีคนนับร้อยนี้ ยังมีรถม้าหลายคันเรียงรายอยู่
ด้านหลังรถม้าลากกรงขังที่ทำจากไม้แข็งและโซ่เหล็ก ในแต่ละกรงมีคนอยู่สิบกว่าคน รวมแล้วน่าจะมีราวหนึ่งถึงสองร้อยคน
คนเหล่านี้สวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยคราบเลือด มีเพียงไม่กี่คนที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่อ่อนระโหยโรยแรงและมีบาดแผลมากมายตามร่างกาย
หากชาวต้าเฉียนได้เห็นการแต่งกายของคนเหล่านี้ จะพบว่าพวกเขาสวมใส่ชุดทหารของต้าเฉียน และในขบวนที่จับพวกเขามานั้น มีธงประจำเผ่าปักอยู่ ซึ่งเป็นธงของเผ่าถ่ามู่
เห็นได้ชัดว่าทหารต้าเฉียนเหล่านี้ตกเป็นเชลยของทหารเผ่าถ่ามู่
ขณะนั้น ที่มุมหนึ่งของกรงขัง ชายผู้หนึ่งยื่นมือไปเขย่าร่างของชายที่มีเลือดเต็มตัวที่อยู่ข้าง ๆ
“ท่านแม่ทัพตื่นเถิด”
ภายใต้การเขย่าของชายผู้นั้น เปลือกตาของชายที่มีเลือดเต็มตัวขยับเล็กน้อย ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อมองเห็นคนตรงหน้าชัดเจน ชายที่มีเลือดเต็มตัวฝืนยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง “หลิวเหนิง ข้ายังไม่ตายหรือ?”
หลิวเหนิงส่ายหน้า “แม่ทัพเว่ย ท่านยังไม่ตาย และก็ต้องไม่ตายด้วย ท่านยังต้องนำคนของเรากลับไปแก้แค้นอีก”
สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือหัวหน้าหลิวเหนิงแห่งค่ายเว่ยอู่และแม่ทัพใหญ่เว่ยอวิ๋น
สาเหตุที่พวกเขาตกอยู่ในสภาพนี้ เป็นเพราะเมืองจ่างผิงที่พวกเขาอยู่นั้น เช่นเดียวกับเมืองหวงซาก็ตกเป็นเป้าหมายแรกในการโจมตีของเผ่าถ่ามู่
หลังจากเมืองจ่างผิงถูกโจมตีจนแตกพ่าย ผู้รอดชีวิตที่เหลือก็ถูกจับเป็นเชลย จากนั้นพวกมันก็พาคนเหล่านี้เดินทางมาเรื่อย ๆ ดูท่าทางตอนนี้คงจะพาพวกเขาไปยังค่ายของเผ่าถ่ามู่
“พาคนของเรากลับไปหรือ?” เว่ยอวิ๋นเม้มริมฝีปากที่แห้งแตก ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มขื่นขม “เจ้าดูสภาพข้าตอนนี้สิ ยังด้อยกว่าคนพิการเสียอีก จะพาคนของเรากลับไปได้อย่างไร?”
หลิวเหนิงมองดูเว่ยอวิ๋นโดยไม่รู้ตัว เห็นบาดแผลบนร่างของเขา อย่างน้อยก็มีหลายสิบแห่ง แม้จะห้ามเลือดแล้ว แต่หลายแผลก็เริ่มมีหนอง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าไม่นานนัก โดยไม่ต้องมีใครทำร้าย แค่บาดแผลบนร่างก็สามารถพรากชีวิตเว่ยอวิ๋นได้แล้ว
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสำคัญ สิ่งสำคัญคือตอนต่อสู้กับศัตรูก่อนหน้านี้ เว่ยอวิ๋นพลาดท่าโดนโจมตีที่ตำแหน่งตันเถียน
แม้ตันเถียนจะไม่ได้ถูกทำลายจนสิ้น แต่ก็ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถรวบรวมพลังปราณในร่างได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้พลังปราณควบคุมบาดแผล
ด้วยเหตุนี้เอง เขาถึงถูกจัดให้เป็นคนไร้ค่าและถูกขังรวมกับทหารธรรมดา มิเช่นนั้นสำหรับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน สิ่งแรกที่ต้องทำในการคุมขังคือการทำลายกระดูก เพื่อสกัดพลังปราณในร่างของอีกฝ่าย
เมื่อมองดูสหายทหารคนอื่น ๆ ที่อ่อนแรงในกรงขัง หลิวเหนิงเองก็ค่อย ๆ หมดเรี่ยวแรง พึมพำว่า “หรือว่าจะไม่มีหนทางอื่นแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น “จะมีหนทางอะไรอีกเล่า”
ในตอนนั้นเขาคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ อดไม่ได้ที่จะพูดเสียงต่ำ “ถ้าตอนนั้นหลี่เต้าอยู่ที่เมืองจ่างผิงก็คงดี หากมีเขาอยู่ ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนสองคนที่บุกเข้าค่าย คงไม่พอให้เจ้านั่นสู้คนเดียวด้วยซ้ำ”
“หลี่เต้า? เก้าห้าสองเจ็ด?” หลิวเหนิงเอ่ยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เว่ยอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนแรง “เจ้ายังจำได้อีกหรือ หมายเลขนักโทษประหารของเขา”
หลิวเหนิงอดยิ้มไม่ได้ “จะจำไม่ได้ได้อย่างไร เขาเป็นนักโทษประหารคนแรกที่ได้เดินออกจากค่ายเว่ยอู่ ค่ายนักโทษประหารของพวกเรา”
“หากไม่ใช่เพราะเก้าห้าสองเจ็ด ข้าคงตายไปนานแล้ว ไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เว่ยอวิ๋นก็รู้สึกเห็นด้วย พึมพำว่า “ใช่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเก้าห้าสองเจ็ด ข้าก็คงตายไปแล้วเช่นกัน ค่ายเว่ยอู่อาจไม่มีอยู่แล้วด้วยซ้ำ”
“น่าเสียดายนัก พวกเราทั้งสองคนต่างก็ไม่ได้ทะนุถนอมชีวิตที่หลี่เต้ามอบให้”
พูดถึงตรงนี้ เว่ยอวิ๋นพลันพึมพำเบา ๆ “หวังว่าหลี่เต้า เจ้านั่นจะไม่ไปที่เมืองจ่างผิง หากเขารู้ว่าพวกเราถูกพวกเป่ยหมานจับได้ทั้งรัง ไม่รู้ว่าจะหัวเราะเยาะพวกเราเช่นไร”
หลิวเหนิงกลับมีท่าทีตรงกันข้าม เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “หากให้เจ้านั่นได้หัวเราะเยาะสักครั้งก็คงดี บางทีเขาอาจช่วยพวกเราแก้แค้นก็ได้”
“แก้แค้นหรือ?” เว่ยอวิ๋นนึกถึงภาพตอนที่หลี่เต้าช่วยชีวิตเขาครั้งก่อน จู่ ๆ ก็หัวเราะพลางกล่าว “เป็นไปได้จริง ๆ ด้วยนิสัยของเจ้านั่น สักวันต้องได้ปะทะกับพวกเป่ยหมานแน่”
“แค่ก ๆๆ” ทันใดนั้น ความรู้สึกไม่สบายก็แล่นขึ้นมาในใจ เว่ยอวิ๋นไอติดต่อกันหลายครั้ง จนกระทั่งเลือดคล้ำก้อนหนึ่งถูกขับออกมาจากปาก
“แม่ทัพเว่ย!” หลิวเหนิงรีบร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง
“ฮึ!” เว่ยอวิ๋นถอนหายใจยาวพลางโบกมือ “ไม่เป็นไร เพียงแต่ตอนที่ตันเถียนได้รับบาดเจ็บ อาจทำให้อวัยวะภายในพลอยได้รับบาดเจ็บไปด้วย พอขับออกมาแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาไม่ทันสังเกตคือ ลมหายใจของตนเองยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ขับเลือดคล้ำออกมา
หลิวเหนิงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาพลันแดงก่ำ
เว่ยอวิ๋นฝืนยิ้มพลางกล่าว “เจ้าจะร้องไห้ไปไยกัน ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”
พูดจบ สายตาของเขาก็มองไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลในที่ไกล พลางพึมพำด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ “ข้าต้องทนต่อไปให้ได้”
“หากมี… หากมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้งล่ะ”