ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 142 ความหวังที่เฝ้ารอ
บทที่ 142 ความหวังที่เฝ้ารอ
หลังออกจากห้อง หลี่เต้าก็ตรงไปยังชั้นล่างทันที จางเมิ่งและคนอื่น ๆ กำลังรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
พอผลักประตูเข้าไป หลี่เต้าก็เห็นผู้คนแน่นขนัดอยู่ในห้อง
“คืนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันขอรับ” เสวียปิงเอ่ยถาม
หลี่เต้าไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่กลับถามว่า “มีกระดาษกับพู่กันหรือไม่?”
แม้จะไม่เข้าใจ แต่ทุกคนก็ยังคงเชื่อฟังและช่วยกันหากระดาษกับพู่กันมาให้
หลี่เต้ารับกระดาษและพู่กันมา แล้ววางลงบนโต๊ะเริ่มขีดเขียน
ไม่นานนักเขาก็หยุดมือ ข้างกายมีกระดาษเพิ่มขึ้นปึกใหญ่ เมื่อทุกคนที่อยู่รอบข้างเห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาษ ต่างก็ตะลึงงันกันไปตาม ๆ กัน
บนกระดาษไม่ใช่สิ่งใด แต่เป็นแผนที่หลายแผ่น ดูท่าจะเป็นแผนที่ของเมืองบาปที่พวกเขาอยู่
แม้แผนที่จะเหมือนกัน แต่จุดที่ทำเครื่องหมายไว้นั้นแตกต่างกัน สถานที่ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้เหล่านี้ไม่ใช่ที่อื่น แต่เป็นสถานที่ที่หลี่เต้าได้ไปมาในวันนี้
ด้วยความจำอันเป็นเลิศ การวาดตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่เหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
หลี่เต้าชี้ไปที่แผนที่พลางกล่าวว่า “เป้าหมายของพวกเจ้าในคืนนี้คือปลดปล่อยทาสในสถานที่เหล่านี้ สร้างความวุ่นวายให้มากที่สุด ทำให้เมืองนี้เกิดความโกลาหล”
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ มองแผนที่แล้วพยักหน้า จากนั้นก็แบ่งแผนที่กันไป
หลี่เต้ามองดูทุกคนแล้วเอ่ยเสียงทุ้มขึ้น “ข้าขอเตือนพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ภารกิจคืนนี้อันตรายยิ่ง พวกเจ้าต้องระวังตัวให้มาก แม้จะดูเป็นไปได้ยาก แต่ข้าก็หวังว่าสุดท้ายแล้วพวกเจ้าทุกคนจะสามารถกลับไปต้าเฉียนพร้อมกับข้า”
“วางใจเถิดหัวหน้า พวกเรากองทัพฝูถูไร้เทียมทานในใต้หล้า ทุกคนต้องรอดกลับไปแน่” จางเมิ่งตบอกตนเองพูดอย่างห้าวหาญ
เสวียปิงก็ยิ้มกล่าว “หัวหน้าดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว อย่าว่าแต่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เลย ต่อให้ไปถึงราชสำนักชนเผ่าเป่ยหมาน พวกเราก็ไม่กลัว”
คนอื่น ๆ ต่างก็แสดงความคิดเห็นของตนออกมา
หลี่เต้าพยักหน้าแล้วกล่าวสำทับ “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็เตรียมตัวเถิด อีกครึ่งชั่วยาม รอให้ผู้คนในเมืองบาปเข้านอนกันหมดแล้ว พวกเจ้าก็ออกเคลื่อนไหวในความมืด สร้างความวุ่นวาย แล้วมารวมตัวกันที่หน้าประตูเมืองก่อนฟ้าสาง”
“ขอรับ”
หลังแยกจากจางเมิ่งและคนอื่น ๆ แล้ว หลี่เต้าก็พบเสี่ยวเฮยที่ถูกขังไว้ชั่วคราวในลานเรือนแห่งหนึ่ง
เมื่อเห็นหลี่เต้า เสี่ยวเฮยก็กัดเชือกขาดได้อย่างง่ายดายแล้ววิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
“เสี่ยวเฮย ช่วยข้าตามหาที่อยู่ของเว่ยอวิ๋นและคนอื่น ๆ ที”
เสี่ยวเฮยส่งเสียงครางเบา ๆ หลังได้ยินคำพูด จากนั้นก็ดมกลิ่นในอากาศแล้วเดินนำไปทางหนึ่ง ไม่นานทั้งสองก็มาถึงด้านนอกลานเรือนแห่งหนึ่งในความมืด
“โฮ่ง ๆ!” เสียงเห่าต่ำ ๆ สองครั้งจากเสี่ยวเฮยดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“ข้างในมีคนแปดคนอย่างนั้นรึ?”
“โฮ่ง ๆ”
“เข้าใจแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ” หลี่เต้าชักดาบเหล็กทมิฬออกจากเอว เดินตรงเข้าไปในลานเรือนอย่างโจ่งแจ้ง
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ เขาก็เดินออกมาพร้อมดาบเหล็กทมิฬที่เปื้อนเลือด พลางโบกมือให้สัญญาณแก่เสี่ยวเฮย
เมื่อคนกับหมาป่าเดินกลับเข้าไปในลานเรือนอีกครั้ง จู่ ๆ เสี่ยวเฮยก็วิ่งไปทางภูเขาจำลองที่อยู่ด้านข้าง หลี่เต้าเดินตามไป และพบอุโมงค์ทางเดินอยู่ด้านหลังภูเขาจำลอง
“พวกมันขังคนไว้ข้างในนั่นหรือ”
“โฮ่ง ๆ”
“ได้ เจ้าเฝ้าอยู่ที่ปากทางนี่แหละ ข้าจะเข้าไปดู หากมีคนมา เจ้าก็รีบเข้ามาเรียกข้า”
“โฮ่ง ๆ”
หลังจากที่หนึ่งคนหนึ่งหมาป่าสื่อสารกันเรียบร้อยแล้ว หลี่เต้าก็ถือดาบเหล็กทมิฬเดินเข้าไปในทางเดิน เมื่อเดินเข้าไปในทางเดินได้ระยะหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าตนเองมาถึงใต้ดินแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น สายตาของเขาก็เห็นพื้นที่กว้างขึ้น
“ใครน่ะ!?”
ทันทีที่หลี่เต้าปรากฏตัวก็ดึงดูดความสนใจของยามที่อยู่ด้านในทันที
เขากวาดตามองคร่าว ๆ กะจำนวนศัตรู โดยไม่เสียเวลาพูดจาก็ลงมือโจมตีทันที
หลังผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ หลี่เต้าสะบัดเลือดบนดาบเหล็กทมิฬ พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นข้างหู
[ฆ่าศัตรู 16 คน ได้รับคุณสมบัติ: 24.76]
ต้องบอกว่าสมกับเป็นสมาคมค้าทาสอันดับหนึ่งของเมืองบาป ระดับวรยุทธ์ของพวกองครักษ์ล้วนไม่ธรรมดา
หลังจัดการยามเสร็จ หลี่เต้าก็เดินอย่างโจ่งแจ้งเข้าไปในคุกที่ขังทาสด้านใน
เมื่อเดินเข้าไป หลี่เต้าพบว่าทั้งสองฝั่งของทางเดินยาวร้อยจั้งเต็มไปด้วยห้องขัง ภายในเต็มไปด้วยทาสที่แตกต่างกันไป
เมื่อเห็นหลี่เต้าปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงร้องโวยวาย เพียงแต่ขดตัวอยู่ที่มุมกำแพงอย่างไร้ความรู้สึก แววตาของพวกเขาดูสิ้นหวังยิ่งกว่านักโทษประหารในค่ายนักโทษประหารเสียอีก
หลี่เต้าเดินไปจนถึงส่วนในสุด ก็พบเว่ยอวิ๋นและคนอื่น ๆ ที่ถูกขังอยู่
“หัวหน้า ในที่สุดท่านก็มา!”
เมื่อเห็นหลี่เต้า เว่ยอวิ๋นก็ตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที
คงมีเพียงผีเท่านั้นที่รู้ว่าการแสร้งทำเป็นทาสนั้นอึดอัดเพียงใด
เพียงดาบเดียวหลี่เต้าก็ฟันกุญแจที่ประตูคุกขาด เขาเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ ต่อจากนี้พวกเจ้าก็ระบายอารมณ์ได้ตามใจแล้ว”
“ท่านพูดเองนะ”
เว่ยอวิ๋นเดินออกมาจากคุกด้วยรอยยิ้มร่าเริง หลิวเหนิงและคนอื่น ๆ ก็เดินตามออกมา
เพราะภาพความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ทำให้พวกทาสในห้องขังอื่น ๆ ตกตะลึง
คุกที่เงียบสงัดมีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นในพริบตา
“พวกท่านจะแหกคุกหรือ! ช่วยข้าด้วย ข้าจะไปกับพวกท่าน”
“ขอร้องละ พาพวกข้าไปด้วยเถิด ที่บ้านข้ายังมีครอบครัวรออยู่”
“ใต้เท้า พวกท่านเป็นชาวต้าเฉียนใช่หรือไม่ พวกข้าก็เป็นชาวต้าเฉียนเช่นกัน พาพวกข้าไปด้วยเถิด”
เมื่อได้ยินเสียงร้องขอของพวกเขา เว่ยอวิ๋นหันไปมองหลี่เต้า
“การมาครั้งนี้นอกจากจะพาเจ้าออกไปแล้ว ข้าก็ตั้งใจจะปล่อยพวกเขาด้วย ส่วนพวกเขาจะหนีรอดหรือไม่ก็แล้วแต่โชคชะตา” หลี่เต้าเอ่ย
เว่ยอวิ๋นพยักหน้า แล้วสั่งผู้ใต้บังคับบัญชา “ไปปล่อยทาสทั้งหมดที่นี่ออกมา”
ไม่นานนัก กรงขังทั้งหมดในคุกใต้ดินก็ถูกเปิดออก แต่พวกทาสทั้งหมดยังไม่ขยับเขยื้อน พวกเขาต่างจ้องมองไปที่กลุ่มของหลี่เต้า
หลี่เต้ามองดูครู่หนึ่ง แล้วส่งดาบเหล็กทมิฬในมือคืนให้เว่ยอวิ๋น
“ดาบเล่มนี้ข้าคืนให้เจ้าก่อน”
เว่ยอวิ๋นรับดาบมา เห็นหลี่เต้ามือว่างเปล่าจึงถาม “แล้วท่านเล่า”
ในชั่วขณะถัดมา หลี่เต้าก็ดึงธนูไม้เหล็กพันปีออกมาจากด้านหลัง
“คืนนี้ข้าจะใช้อันนี้เป็นหลัก”
จากนั้นเขาก็ตบบ่าเว่ยอวิ๋น “ฝากเจ้านำพวกทาสเหล่านี้ด้วย รออีกครึ่งชั่วยามค่อยออกเดินทาง เมื่อออกเดินทางแล้ว ช่วยข้าไปรับคนสามคนที่ห้องรับรองบนหอด้วย แล้วรีบไปรวมตัวกันที่หน้าประตูเมืองก่อนฟ้าสาง ตอนนี้ข้ายังมีธุระอื่นต้องไปจัดการ”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวจากไปทันทีโดยไม่ลังเล
หลังออกจากคุกใต้ดิน หลี่เต้าลูบหัวเสี่ยวเฮยที่อยู่ด้านนอกพลางกล่าวว่า “เจ้าอยู่ที่นี่กับพวกเขาเถอะ”
“โฮ่ง ๆ”
“เข้าใจแล้ว เจ้าก็ระวังตัวด้วย”
เมื่อพูดจบ หลี่เต้าก็ทะยานร่างขึ้นไปบนชายคา กระโดดต่อเนื่องจนมาถึงจุดสูงสุดของหลังคาอย่างรวดเร็ว
ในความมืดของราตรี หลี่เต้าใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบด้าน
แม้เมืองบาปจะเป็นเมือง แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก เพราะการจะสร้างเมืองที่แท้จริงบนทุ่งหญ้านั้นเป็นเรื่องยาก
หากจะพูดว่าเมืองบาปเป็นเมือง เรียกว่าเป็นตำบลขนาดใหญ่คงจะเหมาะมากกว่า ทั้งความกว้างและความยาวมีไม่ถึงสามพันจั้ง
หลี่เต้ามองหาไปรอบ ๆ ในที่สุดสายตาก็จับจ้องไปยังหอคอยที่สูงที่สุดซึ่งตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองบาป
ประมาณครึ่งชั่วยาม
หลี่เต้านั่งยอง ๆ อยู่บนยอดหอคอยสูง
ข้างกายนอกจากง้าวมังกรทมิฬที่พกติดตัว ยังมีถุงลูกธนูที่ซื้อมาจากในเมืองบาปเมื่อตอนกลางวันวางอยู่มากมาย
เขาหยิบธนูเหล็กพันปีออกมาจากด้านหลัง พลางลูบคลำลูกธนูในมือ พร้อมกับจ้องมองออกไปยังที่ไกล ๆ อย่างเงียบ ๆ กำลังรอคอยอยู่
ในความมืดของราตรี พระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ
ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองบาปต่างเข้านอนกันหมดแล้ว ทั้งเมืองจมอยู่ในความเงียบสงัด ราวกับว่าความชั่วร้ายทั้งหลายได้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง เหลือเพียงยามเฝ้าที่ออกลาดตระเวนเป็นครั้งคราว หรือไม่ก็คนเมาที่เดินอยู่ตามท้องถนน
แต่นั่นเป็นเพียงภาพที่เห็นภายนอก เบื้องหลังความมืดมิด ความชั่วร้ายในเมืองบาปแห่งนี้ยังคงแพร่กระจายไม่หยุดหย่อน
อย่างไรก็ตาม ตามมุมมืดของเมืองในยามนี้ เงาร่างของผู้คนมากมายรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เริ่มเคลื่อนไหวไปทั่วในความมืด
บนถนนยาวสายหนึ่ง
ชายเมาผู้หนึ่งเดินโซเซไปตามถนน มีกลิ่นอายของความเสื่อมทรามติดตัว ขณะเดินไปก็พร่ำพรรณนาถึงหญิงที่เขาเพิ่งร่วมหลับนอนด้วยเมื่อไม่นานมานี้
“จุ๊ ๆ สมแล้วที่เป็นสตรีแคว้นต้าเฉียน ช่างสดใสงดงามเสียจริง รอให้ข้าเก็บเงินได้มากพอ จะต้องซื้อสักคนมาไว้เชยชมในบ้านทั้งวันทั้งคืน”
แต่ในตอนที่เขากำลังจะเดินผ่านตรอกแห่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมือยื่นออกมาจากความมืด คว้าคอและปิดปากเขาไว้
“อื้อ!”
ชายเมาผู้นั้นเพิ่งจะดิ้นรนต่อต้านก็ได้ยินเสียงกร๊อบดังขึ้น ร่างของเขาสิ้นลมในทันที จากนั้นศพก็ถูกลากเข้าไปในตรอก
“พี่จาง พวกเราจะฆ่าทุกคนที่เห็นแบบนี้หรือ” ทหารนายหนึ่งที่อยู่ข้างกายจางเมิ่งถามเสียงเบา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเมิ่งหันกลับไปจ้องมองด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะเอ่ยตอบว่า “ที่นี่มีแต่พวกเป่ยหมานไม่มีคนดีสักคน ฆ่าไปก็ช่างมัน” จากนั้นก็เตือนคนที่เหลือว่า “จำไว้ ในเมืองบาปนี้นอกจากทาสบางส่วนแล้ว ไม่มีคนดีเหลืออยู่ ไม่ต้องปรานี!”
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากกำชับเสร็จ จางเมิ่งก็พาคนมาถึงข้างตึกสูงที่แขวนโคมแดงไว้มากมาย
จางเมิ่งชะโงกหน้าออกไปมองแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้มลงดูแผนที่ในมือแล้วพูดว่า “ที่ที่หัวหน้าทำเครื่องหมายพิเศษไว้น่าจะเป็นที่นี่”
“พร้อมกันหรือยัง?” เขาหันกลับไปถามทุกคน
คนที่เหลือล้วงดาบยาวที่เอวออกมาพลางพยักหน้า “พร้อมแล้ว”
“พร้อมแล้วก็ไป จำไว้ ภารกิจหลักของพวกเราคือปลดปล่อยทาส รองมาคือสังหาร!”
“ขอรับ!”
พูดจบจางเมิ่งก็นำคนปีนกำแพงเข้าไปทันที
ชั่วครู่ต่อมา ตึกสูงที่เงียบสงบอยู่เมื่อครู่ก็มีเสียงร้องตื่นตระหนกตกใจของผู้คนดังขึ้น ตามด้วยเสียงกรีดร้องระงม
ประตูใหญ่ถูกเปิดออกจากด้านใน เห็นบุรุษในชุดไม่เรียบร้อยจำนวนมากวิ่งออกมาจากข้างใน
หลังจากผ่านไปเพียงชั่วครู่
มีผู้คนจำนวนมากเดินออกมาจากประตูใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นสตรีในอาภรณ์หรูหรา รวมถึงคนพิการที่แขนขาด้วน และกลุ่มสุดท้ายเป็นชายหญิงในชุดขาดวิ่น พวกเขาล้วนเป็นทาสที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่
จางเมิ่งมองกลุ่มคนพลางพูด “วันนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดที่พวกเจ้าจะหนีออกจากเมืองบาป หากต้องการจะจากไปก็วิ่งไปที่ประตูเมืองเถิด อย่าได้หันกลับมามอง”
ทันใดนั้น มีคนหนึ่งในฝูงชนก้าวออกมาถาม “ท่านเป็นผู้ใดกัน”
“ข้าคือจางเมิ่ง ผู้บังคับหมวดจากค่ายทหารเมืองหวงซาแห่งต้าเฉียน” จางเมิ่งตอบตามตรง
“พวกท่านเป็นทหารต้าเฉียนหรือ!?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าทาสทั้งหมดต่างตะลึงงัน
พวกเขาคิดว่าอาจเป็นการก่อกบฏของพวกทาส หรือการต่อสู้ทางการค้าภายในเมืองบาป แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นคนของต้าเฉียน
เพราะเมืองบาปอยู่ห่างไกลจากต้าเฉียนมาก หลายคนอยู่ในเมืองบาปมาหลายสิบปี เคยได้ยินแต่เรื่องทหารต้าเฉียนถูกจับมาเป็นทาส แต่ไม่เคยเห็นทหารต้าเฉียนบุกเข้ามาในเมืองบาปเลย จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะตกตะลึง
ทันใดนั้น ชายขาเป๋วัยราวห้าสิบปีเดินออกมาจากฝูงชน “ท่านจาง ข้าขอไปช่วยเหลือผู้คนที่เหลือร่วมกับพวกท่านด้วย”
จางเมิ่งพินิจมองเขาด้วยความสงสัย “ท่านคือ?”
ชายขาเป๋ยิ้มกว้างตอบ “ข้าคือหลี่เอ้อร์หู จากค่ายทหารเมืองหนานไค เคยเป็นทหารต้าเฉียนเช่นเดียวกับท่าน สิบห้าปีก่อนถูกจับตัวมาที่นี่โดยบังเอิญ ประคองชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านก็เห็นขาที่เป๋ของข้าแล้ว คงวิ่งไปได้ไม่ไกล ข้าขอช่วยเหลือท่านดีกว่า”
เมื่อได้ยินว่าเคยเป็นทหารแห่งต้าเฉียน สีหน้าของจางเมิ่งก็เปลี่ยนไปในทันที
เขามองเห็นแววตาอาฆาตและความเกลียดชังที่ซ่อนอยู่ลึกในดวงตาของชายขาเป๋ จางเมิ่งจึงปลดดาบที่เอวส่งให้เขา พลางยิ้มกว้างพูดด้วยว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนพี่ชายช่วยดูแลพวกเราพี่น้องด้วยแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างของชายขาเป๋ก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ขณะรับดาบมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทว่าจริงใจยิ่ง “ขอบคุณ”
เมื่อเห็นภาพนี้ ทาสที่ได้รับการช่วยเหลือหลายคนก็ก้าวออกมาด้วยความสมัครใจ
การที่พวกเขาต้องมาเป็นทาสและมีชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไร้ซึ่งความกล้าหาญ แต่เป็นเพราะตลอดมาไม่เคยมีผู้ใดที่จะนำพาพวกเขา ให้พวกเขาเห็นความหวังในการหลบหนี
และวันนี้การกระทำของจางเมิ่งและพรรคพวก ได้ปลุกความกล้าหาญที่ถูกกดทับในใจมานานของพวกเขาให้ปะทุขึ้นมา
“ท่าน พาข้าไปด้วยเถิด ข้าก็อยากช่วยผู้คนร่วมกับพวกท่าน”
“ข้าอยากช่วยคน แต่ยิ่งอยากฆ่าพวกเป่ยหมาน ภรรยาและบุตรของข้าต้องตกตายด้วยน้ำมือของพวกมัน ขอดาบสักเล่มให้ข้าได้ร่วมต่อสู้กับพวกท่านด้วยเถิด”
“ข้าก็ต้องการด้วย!”
จางเมิ่งสบตากับผู้คนข้างกาย จากนั้นเขาก็สุ่มเลือกคนบางส่วนแล้วมอบอาวุธให้พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าตามพวกเรามาเถิด”
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้พิการ และผู้ที่มีแววตาไร้ประกาย เมื่อเห็นภาพตรงหน้า คนที่เหลืออยู่ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จางเมิ่งก็ขัดจังหวะเสียก่อน
“พวกเจ้าไม่ต้องเข้าร่วมหรอก มองดูสตรีข้างกายพวกเจ้าสิ พวกนางต้องการความช่วยเหลือจากพวกเจ้ามากกว่า พาพวกนางหนีไปยังประตูเมืองเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่เหลืออยู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นร่างของเหล่าสตรีที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พวกเขาก็ไม่พูดอะไรอีก
“พวกเจ้ารีบหนีไปเถิด พวกข้าก็จะไปแล้ว”
พูดจบ จางเมิ่งก็นำผู้คนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปโดยไม่หันกลับมามองอีก