ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 160 แม่ทัพใหญ่เผ่าถ่ามู่
บทที่ 160 แม่ทัพใหญ่เผ่าถ่ามู่
ผ่านการฝึกฝนมามากมาย บัดนี้ในกลุ่มคนกว่าสามร้อยคนนี้ ผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำที่สุดก็ยังอยู่ในขั้นโฮ่วเทียนระดับสามขั้นกลาง
ไม่นานทุกคนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้น พวกเขาต่างก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตน
ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงขึ้น รู้สึกมีพลังล้นเหลือ จิตใจและพลังงานภายในร่างกายได้รับการยกระดับขึ้น
มองดูแล้ว แม้แต่ชาวเป่ยหมานที่มีชื่อเสียงในด้านความแข็งแกร่งก็ยังสู้จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ไม่ได้ ตอนนี้ร่างกายของพวกเขามีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการเป็นทหารเกราะหนัก บางคนถึงขั้นเกินมาตรฐานไปมาก
สิ่งเดียวที่ขาดในตอนนี้คือชุดเกราะที่เหมาะสมกับพวกเขาเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน จากการรับรู้ของหลี่เต้าเขายังสังเกตเห็นว่า หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ พลังลมปราณในตัวทุกคนแข็งแกร่งขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างกันก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พลังลมปราณของพวกเขาเชื่อมโยงกับตัวเขาลึกซึ้งขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าความจงรักภักดีของจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่มีต่อเขาก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
โดยรวมแล้ว ศักยภาพในตัวพวกเขาได้รับการเสริมสร้างจนแข็งแกร่งขึ้นมาก
คิดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็อดพึมพำไม่ได้ “น่าเสียดายที่มีคนน้อยเกินไป หากมีคนมากกว่านี้ คงสามารถรวมพลังสร้างกองทัพวิญญาณได้เลย”
ไม่นานเขาก็สลัดความคิดที่ยังไม่อาจเป็นจริงได้ในตอนนี้ทิ้งไป ค่อย ๆ ทำไปทีละขั้น สุดท้ายแล้วก็จะมีทุกอย่างที่ควรมีเอง
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็เตรียมพร้อมอีกครั้ง ต่างจัดเก็บข้าวของให้เรียบร้อยแล้วขึ้นม้า
จางเมิ่งถือหอกยาวในมือ เนื่องจากเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงมา เขาจึงรู้สึกตื่นเต้น เอ่ยถามออกมา “หัวหน้า พวกเราจะไปทำลายค่ายพวกนั้นกันต่อใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ส่ายหน้าพลางกล่าว “คราวนี้เราไม่ไปหาค่ายแล้ว”
“แล้วจะไปหาอะไร” จางเมิ่งทำหน้างุนงง
หลี่เต้ามองไปยังไป๋เฉียนที่บินอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นก็มองไปยังทิศทางหนึ่ง พูดออกมาว่า “ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับหางที่แอบตามมาเสียที”
หางที่เขาพูดถึงไม่ใช่หางในความหมายจริง ๆ แต่เป็นหน่วยลาดตระเวนทุ่งหญ้าที่คอยแอบติดตามพวกเขามาตลอด
เหตุผลที่ก่อนหน้านี้ปล่อยไว้เพราะเขาคิดว่าถ้ากำจัดคนพวกนี้ไป จะเป็นการดึงความสนใจจากเมืองหลวงของเผ่าถ่ามู่มากเกินไป จนฝ่ายนั้นอาจส่งกำลังทหารจำนวนมากหรือผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ออกมา
แต่ หลังจากที่พลังกายของเขาถึงสองพันและผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สี่แล้ว มันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขามั่นใจว่าสามารถเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งขั้นปรมาจารย์ได้แล้ว
…
เผ่าถ่ามู่ ภายในเรือนหลังของจวนแม่ทัพใหญ่
ชายแก่ผมขาวผู้หนึ่ง แม้ว่าจะชราแล้ว แต่ร่างกายกลับกำยำผิดปกติ เขายืนเปลือยท่อนบนอยู่กลางลานเรือน
ในมือของชายชราถือดาบวงพระจันทร์ยาวเกือบสามจั้งโบกสะบัดอย่างเป็นจังหวะในอากาศ ทุกที่ที่ดาบวงพระจันทร์ผ่านไป พลังมหาศาลของมันทำให้อากาศสั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงลมออกมา
ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเซินเชียนซาน แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าถ่ามู่ และเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เพียงผู้เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของเผ่าถ่ามู่
ที่ศาลาด้านข้าง เซินถูยืนอยู่อย่างประหม่า
“ท่านแม่ทัพ ฝ่าบาทต้องการให้ท่านช่วยจัดการคนบางกลุ่ม”
หลังจากรอครู่หนึ่ง เซินถูก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากพูดกับเซินเชียนซานที่อยู่ในลานเรือน
ฉัวะ! ทันใดนั้น เซินเชียนซานก็กำดาบวงพระจันทร์ฟันลงในแนวดิ่งไปยังภูเขาจำลองที่อยู่ไม่ไกล
ชั่วขณะนั้น อากาศรอบข้างหยุดนิ่ง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกไปตามคมดาบ
โครม! และในชั่วขณะถัดมา ภูเขาจำลองก็ระเบิดแตกออกภายใต้พลังที่มองไม่เห็น แตกเป็นก้อนหินหลายสิบก้อนที่มีพื้นผิวเรียบเกลี้ยง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซินเชียนซานก็หยุดเคลื่อนไหว สะบัดมือเบา ๆ ดาบวงพระจันทร์ก็ลอยไปปักอยู่บนแท่นวางดาบที่อยู่ไม่ไกล
“ท่านแม่ทัพใหญ่ วรยุทธ์ดาบของท่านยอดเยี่ยมนัก!” เมื่อเห็นภาพนี้ตรงหน้า เซินถูก็รีบปรบมือชื่นชม
เซินเชียนซานหยิบผ้าเช็ดหน้าจากโต๊ะหินข้าง ๆ มาซับเหงื่อบนร่างกาย ก่อนหันไปมองเซินถูแล้วเอ่ยถาม “เจ้าเข้าใจมันหรือ?”
สีหน้าของเซินถูแข็งค้างไป ตัวเขาเองเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็ต้องฝืนพูดต่อ
“วรยุทธ์ดาบของท่านแม่ทัพใหญ่ล้ำเลิศ การเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำไหล ไม่มีผู้ใดต้านทานได้…”
“พอแล้ว ๆ!” เซินเชียนซานพูดตัดบทเซินถูที่กำลังพูดแบ่งรับแบ่งสู้อยู่
“เจ้าที่ยังไม่ถึงขั้นเซียนต้นอย่าทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลย พลังดาบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าในตอนนี้จะประเมินได้” เขาพูดออกไปตามตรง
“ถูกต้อง ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่พูดถูกแล้ว ข้าน้อยโง่เขลาเอง”
เมื่อเห็นท่าทางประจบประแจงของเซินถู เซินเชียนซานก็จิบชาพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “พูดมาตรง ๆ เถอะ ฝ่าบาทจะให้ข้าจัดการใครหรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินถูรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงให้ฟัง ตอนที่เล่าไปได้ครึ่งหนึ่ง เซินเชียนซานที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็ชะงักไป หลังจากได้สติก็รีบถามทันทีว่า “เซินหลัวตายแล้วหรือ?”
“เจ้าเมืองเซินหลัวสิ้นชีพที่เมืองบาปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เมืองบาปเองก็ถูกทำลายด้วย” เซินถูพยักหน้า
ปัง! โต๊ะหินข้างตัวเซินเชียนซานแตกกระจาย สีหน้าของเขามืดครึ้มทันที
“หนึ่งเดือนแล้ว เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดมาแจ้งข้า”
เซินถูมีสีหน้าลำบากใจ หากไร้คำสั่งจากราชาถ่ามู่ ผู้ใดเล่าจะกล้ารบกวนท่านผู้นี้
เซินเชียนซานดูเหมือนจะเข้าใจในประเด็นนี้ เขาสูดหายใจลึก แล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงทุ้ม “บอกข้ามา พวกนั้นอยู่ที่ใด”
เซินถูเล่าสถานการณ์ที่ตนรู้มาอย่างว่าง่าย หลังจากฟังจบ เซินเชียนซานก็ลุกขึ้นยืน สายตาจ้องมองเซินถูพลางกล่าว “ช่วยบอกองค์ราชาด้วย อย่างช้าภายในสามวัน ข้าจะนำหัวของศัตรูกลับมาให้แน่”
เซินถูได้ยินดังนั้นก็ดีใจ รีบกล่าว “งั้นก็รบกวนท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว”
พูดจบ เขาก็พบว่าเซินเชียนซานหายตัวไปจากลานเสียแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่เมื่อใด
หนึ่งวันต่อมา บนทุ่งหญ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน หิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด
กองกำลังม้าที่สวมใส่ชุดของชนเผ่าเป่ยหมานกำลังควบม้าห้อตะบึงไปตามทุ่งหญ้าอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาวิ่งไปพลางหันกลับไปมองเป็นระยะ ราวกับมีสิ่งน่าสะพรึงกลัวไล่ล่าพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมยาวดังมาจากท้องฟ้า เมื่อเสียงนั้นแว่วเข้าหูของพวกชนเผ่าเป่ยหมาน ทุกคนก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา
ผู้นำชนเผ่าเป่ยหมานรีบพูดขึ้นทันที “ระวังด้านบน ยิงธนู!” เมื่อได้ยินคำสั่ง พวกชนเผ่าเป่ยหมานก็รีบหยิบธนูออกมาจากด้านหลัง
ในตอนนั้นเอง เงาดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พุ่งดิ่งลงมาหาพวกเขาด้วยความเร็วสูง
สีหน้าของผู้นำชนเผ่าเป่ยหมานเปลี่ยนไป รีบตะโกนเสียงดัง “มันมาแล้ว รีบยิงมันเร็ว อย่าให้มันเข้ามาใกล้”
พวกคนเป่ยหมานที่เหลือยกธนูขึ้นยิงอย่างไม่ลังเล แต่เมื่อห่าธนูที่ยิงออกไปเข้าใกล้เงาดำบนท้องฟ้า เงาดำนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างว่องไวผิดปกติ ร่างกายราวกับสายลมที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างลูกธนูไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็หลบลูกธนูทั้งหมดได้ แล้วพุ่งดิ่งลงมาดังเดิม
พวกเผ่าเป่ยหมานเมื่อเห็นภาพนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป รีบจะยกธนูขึ้นยิงอีกครั้ง แต่เพียงชั่วพริบตาเงาดำก็พุ่งลงมาถึงแล้ว
เมื่อมองในระยะใกล้ โฉมหน้าที่แท้จริงของเงาดำก็ปรากฏ มันคือเหยี่ยวไห่ตงชิงขนาดมหึมาที่กางปีกยาวถึงห้าจั้ง ลำตัวสีดำสนิท ปลายขนแซมด้วยสีขาวเล็กน้อย ดูสง่างามยิ่งนัก
หากเป็นยามปกติ พวกเขาเห็นนกศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ คงถือว่าเป็นลางมงคล แต่ยามนี้ นกศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้กลับดูเหมือนปีศาจร้ายในสายตาพวกเขา
“สัตว์เดรัจฉานนี่ อย่าได้บังอาจนัก”
ขณะที่ไป๋เฉียนกำลังจะเข้าใกล้ ผู้นำชนเผ่าเป่ยหมานก็ลงมือทันที มือแม้น้ำดาบยาวฟันออกมาเป็นคลื่นพลังดาบ พุ่งตรงไปยังไป๋เฉียน
ไป๋เฉียนเห็นภาพนั้น ดวงตาสีทองก็ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ส่งเสียงร้องยาวหนึ่งครั้ง ก่อนจะควบคุมปีกใหญ่โตให้กระพืออย่างรุนแรง
เห็นเพียงคลื่นพลังดาบที่พุ่งเข้ามาถูกกระแสลมรุนแรงเบี่ยงทิศทางไป
หลังจากนั้น ไป๋เฉียนก็ใช้กรงเล็บจิกเข้าที่ไหล่ทั้งสองข้างของชายผู้หนึ่ง จิกแน่นลึกลงไปในเนื้อแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา บินออกจากรัศมีการโจมตีของผู้นำชนเผ่าเป่ยหมาน
ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดตามมา เงาดำร่างหนึ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า กระแทกลงบนพื้นหญ้าอย่างรุนแรง ร่างทั้งร่างแหลกเละเป็นโคลนตม ตายคาที่
ผู้นำชนเผ่าเป่ยหมานมองศพด้วยสีหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วตะโกนขึ้นด้วยความโกรธแค้น “ควบม้าต่อไป! มุ่งหน้าไปทางเมืองหลวง! พวกมันไม่กล้าเข้าใกล้เมืองหลวงหรอก พอกลับถึงเมืองหลวงพวกเราก็จะปลอดภัย”
“ขอรับ!” เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาชนเผ่าเป่ยหมานได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างจริงจัง แต่สายตายยังคงเหลือบมองท้องฟ้าเป็นระยะ
เมื่อเผชิญหน้ากับนกศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้น ยกเว้นผู้นำชนเผ่าเป่ยหมานแล้ว พวกเขาทุกคนที่เหลือถูกจับได้เมื่อไหร่ก็เท่ากับความตาย