ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 168 เยือนเมืองหลวง
บทที่ 168 เยือนเมืองหลวง
มองไปด้านหลังของเซินเชียนซาน เห็นเพียงรอยแยกบนพื้นดินที่ทอดยาวหลายร้อยจั้ง
“แค่ก แค่ก!” ทันใดนั้น เซินเชียนซานก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ละอองเลือดสีแดงพุ่งออกจากปากของเขา มีเศษเนื้อปะปนอยู่บ้าง ภายนอกดูเหมือนเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ความจริงแล้วการโจมตีเมื่อครู่ได้ทำลายอวัยวะภายในของเขาจนแหลกละเอียด ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ในตอนนี้ เป็นเพราะใช้พลังงานที่เหลืออยู่ทั้งหมด ทำให้สมองสามารถฟื้นคืนสติก่อนความตาย
หลี่เต้าเก็บง้าวมังกรทมิฬแล้วถามออกมา “ตาแก่ ตอนนี้ยังทนไหวอยู่หรือ?”
ดวงตาทั้งสองของเซินเชียนซานไร้แววชีวิต ในชั่วขณะนั้นเขาดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้าเขาก็ได้ใช้แรงเฮือกที่เหลืออยู่เงยหน้าขึ้น จ้องมองหลี่เต้าแล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “เจ้าหนู หลังจากข้าตาย ในเผ่าถ่ามู่จะไม่มีใครต้านทานเจ้าได้อีก และข้าก็รู้ดีว่าเจ้าต้องไปเมืองหลวงแน่ ถ้าเช่นนั้น เจ้าจะสามารถละเว้นราษฎรในเมืองหลวงได้หรือไม่ หากเจ้าตกลง ข้าจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าให้เจ้า”
หลี่เต้าอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“เพราะเหตุใด?”
“ไม่มีเหตุผล” แววตาของหลี่เต้าสงบนิ่งในขณะที่เขาพูด “พวกเจ้าชาวเป่ยหมานปฏิบัติต่อชาวต้าเฉียนเช่นไร พวกข้าก็จะปฏิบัติต่อชาวเป่ยหมานเช่นนั้น”
“กงเกวียนกำเกวียน เวรสนองเวร กรรมสนองกรรม นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าสมควรได้รับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินเชียนซานก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มขื่น พึมพำ “กงเกวียนกำเกวียนไม่จบสิ้น? สมควรตาย ทุกคนล้วนสมควรตาย” เสียงพูดเพิ่งขาดคำ ลมหายใจสุดท้ายของเขาก็ดับสิ้น
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นข้างหูหลี่เต้าทันที
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ : 267.76]
แม้ในใจจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนจากระบบ หลี่เต้าก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ หากคำนวณตามนี้ ตาแก่ผู้นี้มีคุณสมบัติโดยรวมสูงถึงสองพันหกร้อยกว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนแรกสามารถกดข่มเขาได้ แต่น่าเสียดายที่แม้ว่าจะกดข่มเขาได้ สุดท้ายก็ยังต้องตายในมือเขาอยู่ดี
“โฮ่ง ๆ!” เสียงเห่าดังขึ้น เมื่อหลี่เต้าหันไปมอง ก็พบว่ามีเงาดำพุ่งเข้ามากระโจนใส่เขาจนล้มลงบนพื้นหิมะ เงาดำนั้นจะเป็นใครไปได้นอกจากเสี่ยวเฮย
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าการต่อสู้จบลงแล้ว ก็รีบควบม้าเข้ามาทันที
“หัวหน้า ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” จางเมิ่งกระโดดลงจากม้า เข้ามาจะตรวจร่างกายหลี่เต้า แต่ทันใดนั้นก็โดนเท้าข้างหนึ่งเตะกระเด็นออกไป กลิ้งไปบนพื้นหิมะหลายตลบ
“อยู่ให้ห่างข้า” หลี่เต้ายกเสี่ยวเฮยออก ลุกขึ้นยืนจ้องเขาพลางเอ่ย
“ถุย ๆ” จางเมิ่งถุยหิมะออกจากปาก หัวเราะแห้ง ๆ “แรงเตะยังเหมือนเดิม ดูท่าหัวหน้าคงไม่เป็นไร”
“หัวหน้า ระวังจะเป็นหวัดนะขอรับ” เสวียปิงไม่ได้เซ่อเหมือนจางเมิ่ง เมื่อเห็นหัวหน้าเหลือกางเกงเพียงครึ่งท่อน จึงรีบหยิบเสื้อคลุมขนแกะตัวใหญ่มาคลุมให้หลี่เต้า
หลี่เต้ามองหิมะขาวที่ยังคงโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า แล้วเอ่ยขึ้น “หาที่หลบหิมะกันก่อนเถอะ”
“แล้วเขาล่ะ” เสวียปิงชี้ไปที่ร่างของเซินเชียนซานที่อยู่ไม่ไกลพลางเอ่ยถาม
หลี่เต้าหันไปมองร่างเซินเชียนซานที่ถูกหิมะขาวปกคลุม ก่อนจะเอ่ยตอบ “ไปตัดหัวมันมา จากนี้พวกเราจะไปเยือนเมืองหลวงของเผ่าถ่ามู่ จะไปมือเปล่าได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของทุกคนรอบข้างก็เป็นประกายวาบขึ้น ตามความหมายของหัวหน้า เป้าหมายต่อไปของพวกเขาก็คือเมืองหลวง
เสวียปิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถาม “หัวหน้า เชื่อถือได้หรือ?”
หลี่เต้ามองร่างของเซินเชียนซานแล้วตอบว่า “แม้แต่ผู้เฒ่าใกล้ลงโรงเช่นนี้ยังถูกลากออกมาได้ เจ้าคิดว่าเผ่าถ่ามู่จะยังมียอดฝีมือขั้นปรมาจารย์หลงเหลืออยู่อีกหรือ?”
เสวียปิงชะงัก มองร่างที่อยู่ไม่ไกลนั้นแล้วคิดในใจว่าแก่จริง ๆ ด้วย แต่ก็เขาก็ยังเข้าใจถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือในเมืองหลวงของเผ่าถ่ามู่คงไม่มีกำลังพลที่เป็นภัยคุกคามเหลืออยู่มากนัก อย่างน้อยที่สุด สำหรับหัวหน้าของพวกเขาแล้ว คงไม่มีใครสามารถขัดขวางไว้ได้อีก
“พอเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รีบไปหาที่พักผ่อน” หลี่เต้าพูดขึ้นมาอีกครั้ง
เสวียปิงดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง จึงอดถามไม่ได้ “หัวหน้า ร่างกายของท่าน…”
“อืม ใช้กำลังมากเกินไป เกิดปัญหาเล็กน้อย” หลี่เต้าพยักหน้าไม่ได้ปฏิเสธ เแล้วพูดต่อ “แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พักสักหน่อยก็หายแล้ว”
แม้ภายนอกเขาจะดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ความจริงแล้วสภาพร่างกายของเขาเป็นอย่างไร มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ อันดับแรก เพราะการสูญเสียเลือดวิเศษทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ จากนั้นก็เป็นเพราะการใช้พลังสภาวะจิตจนหมดสิ้น ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้า ถึงอย่างไรเขาก็ใช้พลังติดต่อกันถึงสามชั่วยามโดยไม่ยั้งเลย แล้วก็เป็นการระเบิดพลังครั้งสุดท้าย การใช้เส้นเอ็นทั่วร่างระเบิดพลังออกมาในการโจมตีครั้งนั้น ทำให้ตอนนี้ทั่วร่างของเขาปวดเมื่อยไปหมด
สรุปคือ ตอนนี้เขาอยากจะล้มตัวลงนอนหลับให้สบาย
…
สามวันต่อมา ณ ท้องพระโรงของเผ่าถ่ามู่
เนื่องจากไม่มีข่าวคราวจากแนวหน้ามาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีเรื่องของกองกำลังทหารม้านิรนามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ราชาถ่ามู่มีสีหน้าหม่นหมองทุกครั้งที่ว่าราชการ ผู้คนเบื้องล่างเองต่างก็รู้สึกกดดัน
“ทูลฝ่าบาท!” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังมาจากนอกท้องพระโรง ตามด้วยเซินต๋าที่วิ่งเข้ามาพร้อมสิ่งของในมือ
บทที่ 169 ของขวัญ
ก่อนที่ราชาถ่ามู่จะได้ตรัสอันใด เซินต๋าก็คุกเข่าลงกับพื้น พลางกราบทูลด้วยสีหน้ายินดี “ฝ่าบาท มีข่าวดีจากแนวหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าที่หม่นหมองของราชาถ่ามู่ก็เปลี่ยนไปในทันที รีบตรัสถามว่า “เร็วเข้า มีข่าวดีอะไร หรือว่าพวกเราได้ด่านฟู่เฟิงมาแล้ว?”
“ยังยึดมาไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” เซินต๋าคุกเข่ากราบทูล
“ยังไม่ได้ เจ้า…” ราชาถ่ามู่ได้ยินดังนั้นก็ทรงจะพิโรธ
เซินต๋ารีบกราบทูลต่อ “แต่ถึงแม้จะยังยึดครองไม่ได้ แต่ก็ใกล้จะได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตามรายงานจากแนวหน้า ด่านฟู่เฟิงของต้าเฉียนผ่านการรบมาเป็นเวลาเดือนกว่า กำลังพลลดลงอย่างมาก บัดนี้เหลือทหารรักษาการณ์ไม่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เนื่องจากพวกเราเริ่มทำศึกเร็ว จึงสามารถตัดการติดต่อค้าขายระหว่างด่านฟู่เฟิงกับภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อเข้าฤดูหนาว พวกเขาก็จะไม่มีเสื้อผ้าฝ้ายและถ่านไม้เพียงพอสำหรับการเอาชีวิตรอดให้ผ่านฤดูหนาวไปได้”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน คลื่นความเย็นได้โจมตีด่านฟู่เฟิงอย่างฉับพลัน ทหารของพวกเราเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้วจึงไม่เป็นไร แต่ว่ามีข่าวลือว่าภายในด่านฟู่เฟิงมีทหารตายเพราะความหนาวแล้ว เช่นนั้นแล้ว ตามการคาดการณ์ ไม่เกินเจ็ดวัน แม้ด่านฟู่เฟิงจะยังไม่ถูกพวกเราบุกทลาย แต่ภายในก็คงทนไม่ได้นานแล้ว ถึงตอนนั้นกองกำลังรวมสามฝ่ายของพวกเราก็สามารถบุกตรงเข้าไปยึดด่านฟู่เฟิงได้ในคราวเดียว”
หลังจากฟังคำเหล่านี้จบ ราชาถ่ามู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วสถานการณ์ทางกองกำลังสนับสนุนของต้าเฉียนเป็นอย่างไรบ้าง”
เซินต๋ายิ้มน้อย ๆ กล่าวอย่างมั่นใจ “เรื่องนี้ฝ่าบาททรงวางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ คลื่นความเย็นนั้นหลังจากผ่านด่านฟู่เฟิงแล้วก็พัดตรงลงไปทางแคว้นอวิ๋น ด้วยผลกระทบจากคลื่นความเย็นนี้ การสนับสนุนจากทางต้าเฉียนจะต้องช้าลงอย่างมาก ในเวลาอันสั้นคงไม่มีทางไปถึงด่านฟู่เฟิงได้ และเมื่อพวกเรายึดด่านฟู่เฟิงได้แล้ว ถึงกองกำลังสนับสนุนของต้าเฉียนมาก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่มองดูพวกเราตั้งทัพอยู่ที่ด่านฟู่เฟิงเท่านั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาถ่ามู่ก็แย้มพระสรวลที่ไม่ได้เห็นมานานในช่วงนี้ “ดี! เซินต๋าจงนำคำสั่งของข้าไปบอกเหล่านักรบแนวหน้าของเผ่าถ่ามู่ หากสามารถยึดด่านฟู่เฟิงได้ ทรัพย์สินที่ยึดได้จากต้าเฉียนทั้งหมดจะเป็นของพวกเขาเอง ข้าจะไม่เอาแม้แต่น้อย”
เซินต๋าคุกเข่าคำนับในทันที ร้องว่า “ข้าน้อยขอกราบขอบพระทัยแทนเหล่านักรบแนวหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่า ๆ” ข่าวดีที่ยากจะได้ยินนี้ทำให้ราชาถ่ามู่ทรงแย้มพระสรวลอย่างเบิกบาน ขอเพียงแค่สามารถยึดด่านฟู่เฟิงได้ ต่อให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเท่าใดก็คุ้มค่า
ในขณะที่ทรงพระสรวลอยู่นั้น ราชาถ่ามู่ก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่ง รอยแย้มพระสรวลจางลงเล็กน้อย พระองค์ตรัสถามขึ้นมา “เซินถู แม่ทัพบอกเจ้าว่าจะใช้เวลาสามวันในการนำหัวของศัตรูกลับมายังเมืองหลวง บัดนี้สามวันผ่านไปแล้ว เจ้ามีข่าวคราวจากแม่ทัพบ้างหรือไม่”
เซินถูร่างกลมป้อมก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วคุกเข่าลง จากนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าว “ทูลฝ่าบาท ยังไม่มีข่าวคราวจากท่านแม่ทัพเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าเป็นเพราะช่วงนี้ข้างนอกมีพายุหิมะหนัก ทำให้การค้นหาศัตรูเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ความคืบหน้าของแม่ทัพล่าช้าไป”
ราชาถ่ามู่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกท้องพระโรง รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง จึงโบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า “เจ้าถอยไปได้ หากมีข่าวคราวจากแม่ทัพให้รีบมารายงานข้าทันที เพราะหลังจากยึดด่านฟู่เฟิงได้แล้ว ยังต้องให้แม่ทัพไปประจำการที่อื่นอีก”
เซินถูพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากนอกท้องพระโรง ไม่นานนัก ทหารเผ่าถ่ามู่ในชุดองครักษ์ก็วิ่งฝ่าหิมะเข้ามาในท้องพระโรง
“ใครกัน!” ในชั่วพริบตา องครักษ์นับสิบนายก็ชักดาบออกมาขวางผู้มาเยือนจากทั้งสองด้าน ทหารเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจ รีบคุกเข่าลงกับพื้น ร้องตะโกนว่า “ทหารยามเมืองมีเรื่องสำคัญจะรายงานองค์ราชา”
ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้วพลางโบกมือ ทหารองครักษ์จึงหลีกทางให้ ทหารยามคลานมาที่ด้านล่างแท่นบัลลังก์ “องค์ราชา กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะรายงาน”
“มีเรื่องอันใด พูดมา”
“ฝ่าบาท มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่นอกประตูเมือง ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ พวกเขาบอกว่าจะมอบของขวัญให้องค์ราชา”
“ไม่น่าไว้วางใจ? ของขวัญ?” ราชาถ่ามู่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามด้วยสีหน้าฉงน “พวกเขาได้บอกหรือไม่ว่าจะมอบสิ่งใด?”
“ของนั้นกระหม่อมนำมาด้วยแล้ว” ทหารยามหยิบห่อรูปทรงกลมออกมาจากด้านหลังด้วยความระมัดระวัง สายตาของทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่ห่อนั้น เพียงแค่แวบเดียว ทุกคนในที่นั้นก็รู้ว่าในห่อมีอะไร เพราะบนห่อมีคราบเลือดติดอยู่มากมาย เห็นได้ชัดว่าเป็นศีรษะคน
เมื่อเห็น ‘ของขวัญ’ ที่ว่านี้ สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็มืดครึ้มทันที ก่อนจะตรัสเสียงเข้ม “นี่เป็นศีรษะของผู้ใด?”
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่กล้าเปิดดู จึงไม่ทราบเช่นกัน”
“ฮึ!” ราชาถ่ามู่แค่นเสียงเย็นชา “ใครสักคนมาเปิดมันให้ข้าที ข้าอยากรู้นักว่าใครกล้าดีถึงเพียงนี้”
เมื่อได้รับคำสั่ง องครักษ์นายหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าแล้วค่อย ๆ แกะห่อของออก ไม่นานนัก ศีรษะที่เปื้อนเลือดก็ปรากฏต่อสายตาผู้คนทั้งหลาย เมื่อมองเห็นใบหน้าของศีรษะนั้นชัดเจน ทุกคนต่างมีสีหน้าฉงน ศีรษะนี้มีผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ชรา อีกทั้งยังเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด จนไม่อาจมองออกว่าเป็นผู้ใด ราชาถ่ามู่ที่ประทับบนราชบัลลังก์ทอดพระเนตรแวบหนึ่งก็ยังจำไม่ได้
ด้านข้าง เซินถูเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ กำลังจะรอดูเหตุการณ์ต่อไปอย่างเงียบ ๆ แต่ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แข็งค้าง ตามด้วยการค่อย ๆ หันคอที่แข็งทื่อไปมองศีรษะนั้นอีกครั้ง หลังจากพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว เขาก็ขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองมิได้มองผิด
ทันใดนั้น… ตึง! เสียงดังกึกก้องดึงดูดความสนใจของทุกคนในท้องพระโรง ทุกคนหันกลับไปมอง พบว่าเซินถูชี้นิ้วไปที่ศีรษะ ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับได้เห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นเซินถูมีท่าทีผิดปกติเช่นนั้น ราชาถ่ามู่จึงตรัสถาม “เซินถู เจ้ารู้จักเจ้าของศีรษะนี้หรือ”
เมื่อได้ยินคำถาม เซินถูก็พูดติดอ่างเสียงสั่น “ท่าน… ท่าน ท่านแม่ทัพ!”
ท่านแม่ทัพ? “ศีรษะนี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านแม่ทัพ” ราชาถ่ามู่ขมวดคิ้วถาม
เซินถูหันกลับมามองราชาถ่ามู่ แสดงสีหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา พูดเสียงสั่นว่า “ฝ่าบาท นี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็แข็งค้างในชั่วขณะนั้น
“เป็นไปไม่ได้!” ครู่ต่อมา ราชาถ่ามู่สะบัดมือพลางกัดฟันกล่าว “เซินถู เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล จะเป็นไปได้อย่างไรว่านี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพ เจ้าคิดว่าข้าจำท่านแม่ทัพไม่ได้หรือ”
เซินถูทรุดตัวคุกเข่าลงที่ด้านล่าง พลางกราบทูลด้วยใบหน้าโศกเศร้า “ฝ่าบาท เซินถูไม่ได้จำผิดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากไม่เชื่อ โปรดทอดพระเนตรให้ละเอียดอีกครั้ง”
ราชาถ่ามู่เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน มีรับสั่งขึ้นมา “เซินต๋าเจ้าช่วยข้าดูที”
“พ่ะย่ะค่ะ” เซินต๋าค่อย ๆ หยิบศีรษะขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ปัดเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าออก ไม่สนใจคราบเลือดที่เปื้อน ใช้แขนเสื้อเช็ดทำความสะอาดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อใบหน้าเจ้าของศีรษะปรากฏชัดขึ้น เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นม่านตาก็หดเล็กลงทันที มือที่ถือศีรษะอยู่คลายออกโดยไม่รู้ตัว
ตุบ! ศีรษะร่วงลงพื้น กลิ้งออกไป “เซินต๋าเจ้าเห็นชัดแล้วหรือไม่?” เมื่อได้ยินคำถาม เซินต๋าจึงได้สติกลับมา ทันใดนั้นเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น กราบทูลราชาถ่ามู่อย่างเลื่อนลอย “ฝ่าบาท เซินถูมิได้พูดผิด นี่คือศีรษะของท่านแม่ทัพจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ตุบ! ราชาถ่ามู่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยากเชื่อ ท่านแม่ทัพผู้ทรงเกียรติที่มีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ เหตุใดจึงเหลือเพียงศีรษะ แล้วยังถูกส่งมาถึงเบื้องหน้าเขา ราชาถ่ามู่คิดว่าตนเองกำลังฝันไป
“เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” ราชาถ่ามู่ลุกพรวดขึ้นยืน ชี้ไปที่ศีรษะพลางตรัสอย่างมั่นใจ “นี่จะต้องเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดีที่จงใจใช้ศีรษะปลอมมาหลอกข้า ด้วยความสามารถของท่านแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ เว้นแต่จะมีผู้มีวรยุทธ์สูงส่งจากราชสำนักลงมือด้วย ดังนั้นนี่ต้องเป็นของปลอมแน่นอน”
“รายงาน!” ในตอนนั้นเอง มีเสียงดังขึ้นนอกท้องพระโรง และทหารอีกนายก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในท้องพระโรง คุกเข่าลงต่อหน้าทุกคน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท มีกองกำลังทหารม้าบุกเข้ามาในเมืองหลวงอย่างกะทันหัน”
“อะไรนะ!” ราชาถ่ามู่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น โต๊ะแตกกระจายในพริบตา พระองค์จ้องทหารพลางกดข่มความโกรธถาม “เจ้าบอกว่ามีกองกำลังทหารม้าบุกเข้ามา แล้วพวกมันมีกำลังพลเท่าไร?”
“ทูลฝ่าองค์ราชาพวกมันมีกำลังพลราวสามร้อยนาย” ทหารทูลตอบตัวสั่นเทา
“สามร้อยนาย?” ราชาถ่ามู่โกรธจนหัวเราะออกมา กัดฟันกรอดพลางตรัส “พวกเจ้าสนุกนักหรือที่หยอกล้อข้าเล่นเช่นนี้ เมื่อครู่บอกข้าว่าแม่ทัพตาย แล้วตอนนี้ก็มาบอกว่ามีทหารม้าสามร้อยนายบุกเข้าเมืองหลวง เดี๋ยวพวกเจ้าคงจะบอกว่าข้ากำลังจะขึ้นสวรรค์แล้วสินะ!”
ทหารทั้งสองนายอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา พวกเขาไม่ได้โกหกจริง ๆ ทหารคนที่สองที่วิ่งเข้ามารีบกล่าว “ฝ่าบาท มันเป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าจงบอกข้ามา ทหารม้าบุกเข้าเมืองหลวงได้อย่างไร เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่าพวกเจ้าเปิดประตูให้พวกเขาเข้ามาเองกระมัง”
“มิใช่พ่ะย่ะค่ะ ในหมู่พวกเขามีคนผู้หนึ่งที่เก่งกาจยิ่งนัก โจมตีเพียงครั้งเดียวก็ทำลายประตูเมืองได้ จากนั้นพวกเขาก็บุกเข้ามา ทหารรักษาการณ์ไม่อาจต้านทานคนเหล่านั้นไว้ได้เลย”