ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 187 กองทัพแตกแยก
บทที่ 187 กองทัพแตกแยก
เมื่อเห็นเซินเหล่ยไม่พูดอะไร ราชาถ่ามู่ดูเหมือนจะพบช่องทางระบายความโกรธ จึงเริ่มต่อว่าเซินเหล่ยไม่หยุดหย่อน
ตอนแรกเซินเหล่ยยังพอรับฟังได้ แต่สุดท้ายในใจเขาก็เต็มไปด้วยความคับข้องใจและความขุ่นเคือง
เมื่อทนไม่ไหว เขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาตวาดใส่ราชาถ่ามู่
“อะไรกัน ทุกอย่างเป็นปัญหาของข้าไปหมดหรือ?”
“ฝ่าบาท ท่านต้องรู้ว่าแต่เดิมข้าสามารถยึดด่านฟู่เฟิงได้อย่างมั่นคงแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะท่าน เป็นเพราะท่านพาปีศาจตัวนั้นมาที่แนวหน้า หากไม่ใช่เพราะท่านล่อพวกมันมา ตอนนี้ด่านฟู่เฟิงคงเป็นของพวกเราไปแล้ว ดังนั้น ความผิดของท่านร้ายแรงกว่าข้าเสียอีก”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็แข็งค้างไป ใบหน้าเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง จากแดงเป็นดำ และสุดท้ายจากดำกลายเป็นม่วง
เขาอยากจะโต้แย้ง แต่หลังจากได้ฟังก็รู้สึกว่าสิ่งที่เซินเหล่ยพูดมานั้นสมเหตุสมผลแล้ว
ปัญหาในการศึกที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากเขา แต่เขาจะทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้ปีศาจตนนั้นไล่ล่าเขาไม่หยุด
หากรู้ว่าฝั่งของเซินเหล่ยเองก็ไม่อาจต้านทานได้ เขาก็เสียใจที่ไม่วิ่งไปทางเผ่าเลี่ยหั่วและเผ่าลั่วอวิ๋น หากวิ่งไปทางนั้น บางทีอีกฝ่ายอาจจะฆ่าจนพอใจแล้วปล่อยเผ่าถ่ามู่ของพวกเขาไป
แต่พูดอะไรตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การที่โดนเซินเหล่ยซักไซ้ไล่เลียงเช่นนี้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีเหตุผล แต่ก็ทำให้เขาไม่พอใจ
ดังนั้น… ราชาถ่ามู่จ้องเซินเหล่ยอย่างดุดัน แล้วตรัสอย่างไม่ไว้หน้าว่า
“เซินเหล่ย ข้าคือองค์ราชา ข้าไม่มีทางมีปัญหาได้ ดังนั้นปัญหาจึงต้องอยู่ที่เจ้าเท่านั้น!”
เซินเหล่ย “???”
เมื่อเห็นราชาถ่ามู่ยืนกรานเช่นนั้น เซินเหล่ยถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขาเหลือบมองดูศัตรูที่กำลังสังหารผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาในสนามรบ แล้วเอ่ยออกมา
“ฝ่าบาท ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแยกแยะถูกผิด สู้คิดหาวิธีจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ดีกว่า”
“กองทัพวิญญาณถูกทำลายแล้ว ดูจากความเร็วในการสังหารของพวกเขา สักพักพวกมันก็จะบุกมาถึงตัวพวกเราแน่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาถ่ามู่ที่ตอนแรกยังทรงกริ้วอยู่ก็หันไปมอง ทันใดนั้นความโกรธก็มลายหายไป เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อ?” พระองค์ตรัสถาม
“หนีเถอะ!”
“อะไรนะ?” ราชาถ่ามู่มองเซินเหล่ย “พวกเราจะหนีแบบนี้เลยหรือ?”
เซินเหล่ยกล่าวตอบ
“ฝ่าบาท ท่านว่าตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรได้? จะสู้กับพวกมันตรง ๆ หรือ? จากพละกำลังที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงออกมา ข้าไม่อยากพูดให้เสียหู แต่ว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครรับมือไหว”
สีหน้าของราชาถ่ามู่ดูไม่สู้ดีอีกครั้ง เขาหนีจากเมืองหลวงมาถึงด่านฟู่เฟิง ไม่คิดว่าตอนนี้จะต้องหนีอีกครั้ง
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่หนีก็รอความตายเพียงอย่างเดียว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ราชาถ่ามู่กัดฟันพยักหน้า
“งั้นก็หนีกันเถอะ”
เลี่ยชิงและจินโม่ทั้งสองคนที่อยู่ด้านข้างพอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็ดูไม่สู้ดี
“ราชาถ่ามู่ หากพวกพระองค์หนีไป แล้วคนของพวกข้าจะทำอย่างไร”
พวกเขาทั้งสองเป็นตัวแทนของเผ่า หากหนีไปเช่นนี้ จะกลับไปอธิบายอย่างไร พึงรู้ว่าในจำนวนคนที่เหลืออยู่สี่หมื่นกว่าคนนั้น มีคนของพวกเขาอยู่หนึ่งหมื่นกว่าคน
ยามนี้ราชาถ่ามู่ไม่อาจสนใจเรื่องมากมายเหล่านั้น ตัวเองยังรักษาไว้ยาก แล้วจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร
“พวกเจ้าอยากทำอย่างไรก็ทำไป หากพวกเจ้าสามารถเอาชนะพวกเขาได้ ด่านฟู่เฟิงยกให้พวกเจ้าก็ได้ อย่างไรเสียตอนนี้พวกเราก็ไม่ต้องการแล้ว”
ราชาถ่ามู่มองไปยังหลินอีและองครักษ์ที่อยู่ข้างกาย
“หลินอี พวกเจ้าคุ้มกันข้าออกไป”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
บรรดาแม่ทัพที่เหลือของเผ่าถ่ามู่จึงเริ่มหาวิธีแอบถอนกำลังออกจากกองทัพใหญ่ภายใต้การนำของราชาถ่ามู่ เหลือเพียงชาวเผ่าเลี่ยหั่วและเผ่าลั่วอวิ๋นบางส่วนที่ยังคงยืนจ้องอยู่ที่เดิม
เลี่ยชิงทนไม่ไหว ด่าออกมา
“ราชาถ่ามู่ช่างสารเลวจริง ๆ คนบอกว่าจะสู้ก็เป็นเขา คนบอกว่าจะหนีก็เป็นเขา ทำเอาพวกเราเป็นลิงให้เขาเล่นไปได้”
จินโม่เองก็จ้องมองเงาร่างของราชาถ่ามู่ที่กำลังจากไปด้วยแววตาวูบไหว ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เลี่ยชิง เจ้าไม่คิดหรือว่านี่คือโอกาสอันดี”
“โอกาส?” เลี่ยชิงขมวดคิ้วถาม “โอกาสอะไร?”
“โอกาสที่จะให้ราชาถ่ามู่อยู่ที่นี่ตลอดไป” จินโม่ลดเสียงลง
“เจ้าหมายความว่า…” เลี่ยชิงดวงตาสั่นไหว พูดพลางทำมือลากผ่านลำคอ
จินโม่พยักหน้า
“ตามที่ราชาถ่ามู่กล่าว พวกเขาหนีมาจากเผ่าถ่ามู่ นั่นหมายความว่าเผ่าถ่ามู่ทางนั้นสูญเสียอย่างหนัก”
“หากคำนวณเช่นนี้ กำลังที่เหลือทั้งหมดของเผ่าถ่ามู่ก็รวมอยู่ที่นี่ หากสามารถกักตัวราชาถ่ามู่และบรรดาแม่ทัพของเขาไว้ที่นี่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ดินแดนของเผ่าถ่ามู่…”
ดวงตาของเลี่ยชิงสว่างวาบขึ้นทันที ก่อนจะพูดว่า
“แผนการครั้งนี้ของเผ่าถ่ามู่ล้มเหลว ทำให้พวกเราต้องสูญเสียอย่างหนักไปด้วย จากท่าทีของเขาเมื่อครู่ก็เห็นชัดว่าไม่คิดจะรับผิดชอบแล้ว”
“เขาไม่มีน้ำใจ ก็อย่าโทษว่าพวกเราไร้คุณธรรม”
ท่ามกลางความวุ่นวายของกองทัพ ราชาถ่ามู่ เซินเหล่ย และเหล่าแม่ทัพ ต่างถอดสิ่งที่แสดงถึงตำแหน่งของตนออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดที่คล้ายกับทหารธรรมดาทั่วไป
จุดประสงค์ก็คือเพื่อไม่ให้เหล่าทหารรอบข้างสังเกตเห็น จะได้แอบหลบหนีไปได้ เพราะถ้าหากทหารใต้บังคับบัญชารู้ว่าองค์ราชาและแม่ทัพผู้นำเหล่านี้คิดจะหนีไปก่อน สถานการณ์คงจะน่าอับอายยิ่งนัก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดเผยตัวตนเช่นนั้นจะดึงดูดความสนใจของกองทหารม้าปีศาจนั่นได้ง่าย หากพวกเขาถูกฝ่ายตรงข้ามมุ่งเป้าเข้ามาโจมตี การหลบหนีคงจะยากลำบากยิ่งนัก
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเห็นว่าตนเองและคณะอยู่ห่างจากด่านฟู่เฟิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ห่างไกลจากใจกลางสนามรบ ราชาถ่ามู่ เซินเหล่ย และเหล่าแม่ทัพก็เริ่มมีความหวัง
ราชาถ่ามู่อดไม่ได้ที่จะพึมพำด้วยความแค้นเคือง
“รอข้ากลับไป รอข้ากลับไปฟ้องราชสำนัก ข้าต้องได้กลับมาในเร็ววันนี้”
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงของเลี่ยชิงก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ทหารเผ่าถ่ามู่ทั้งหลาย องค์ราชาและแม่ทัพของพวกเจ้ากำลังจะทิ้งพวกเจ้าหนีไปแล้ว!”
เนื่องจากเลี่ยชิงใช้พลังปราณแท้ เสียงจึงดังก้องไปทั่วสนามรบอย่างรวดเร็ว
ความสนใจของเหล่าทหารทั้งหมดพลันถูกดึงดูดด้วยเสียงของเลี่ยชิง โดยเฉพาะทหารเผ่าถ่ามู่ที่พากันแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“องค์ราชาจะหนีไป? เป็นไปไม่ได้!”
“ถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ องค์ราชาและบรรดาแม่ทัพไม่มีวันทอดทิ้งพวกเราหนีไปเพียงลำพัง”
“ใครกันที่กล้ามาพูดจาหลอกลวง ยุยงปลุกปั่นขวัญกำลังใจของทหารพวกเรา”
เมื่อได้สติกลับมา ทหารของเผ่าถ่ามู่ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อมั่นในองค์ราชาและแม่ทัพของตน
แต่ไม่นาน เสียงของเลี่ยชิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“จะจริงหรือไม่ พวกเจ้าสามารถรู้ได้ด้วยตาตนเอง ตอนนี้มีผู้ใดสามารถหาแม่ทัพและองค์ราชาของพวกเจ้าพบหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ นอกจากทหารที่กำลังถูกสังหารฝ่ายเดียว ทหารเผ่าถ่ามู่ที่เหลือต่างเริ่มมองหาร่างขององค์ราชาและแม่ทัพไปทั่วทุกทิศ
แต่ผลก็คือไม่มีผู้ใดสามารถหาพบได้
“หรือว่าองค์ราชาและแม่ทัพหนีไปจริง ๆ”
“อย่าคิดเพ้อเจ้อ บางทีพวกเราอาจมองไม่เห็น สนามรบกว้างใหญ่เพียงนี้ องค์ราชาและแม่ทัพอาจอยู่อีกทิศทางหนึ่ง”
“แต่ว่า…”
ครั้งนี้ทหารเผ่าถ่ามู่ไม่มั่นใจเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป ในใจบางส่วนเริ่มมีเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยงอกเงยขึ้นมา