ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 199 กลยุทธ์เมืองร้าง
บทที่ 199 กลยุทธ์เมืองร้าง
ในเวลาเดียวกัน หยางหลินและหยางเหยียนทั้งสองคนก็ได้เห็นสภาพของด่านฟู่เฟิง
ขณะนี้ สีหน้าของหยางหลินเพียงแค่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่วนหยางเหยียนกลับแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เฉินโหยวที่อยู่ด้านข้าง ชี้ไปยังด่านฟู่เฟิงพลางเอ่ยว่า
“ฉีเซิ่ง ตอนนี้เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่”
ฉีเซิ่งได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ดำทะมึน จนไม่รู้จะเอ่ยวาจาใดออกมา
หยางเหยียนเห็นฉีเซิ่งท่าทางไม่ชอบมาพากล ไม่รู้คิดอย่างไร จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากกระซิบว่า
“พูดเช่นนั้นไม่ได้ เพียงแค่ประตูเมืองเปิดออกเท่านั้น ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าด่านฟู่เฟิงจะยังไม่แตก”
“หากว่า…” สายตาของหยางเหยียนพลันสว่างวาบ รีบกล่าวว่า
“ข้าหมายถึง หากว่า หากว่านี่เป็นกลอุบายของศัตรู จงใจล่อพวกเราเข้าไป แล้วจับพวกเราทั้งหมดไว้ในคราวเดียวเล่า”
พอได้ยินคำพูดนี้ เฉินโหยวก็ตะลึงงัน ไม่คิดว่าแม้จะมาถึงนอกด่านฟู่เฟิงแล้ว ยังจะมีคำอธิบายที่ฝืนเหลือเกินเช่นนี้
ยามนี้สีหน้าของหยางหลินก็ดำทะมึนอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก่อนเขาคิดว่าหลานชายวัยกลางคนผู้นี้ชอบคบมิตรสหายไม่ดี แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ที่แท้หลานชายของตัวเขานั่นแหละคือมิตรเลวเสียเอง
ฉีเซิ่งได้ยินคำพูดของหยางเหยียนก็พูดไม่ออก ยามนี้เขาไม่รู้ว่าหยางเหยียนกำลังช่วยหรือกำลังทำร้ายเขากันแน่
หยางเหยียนเห็นปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง อดไม่ได้ที่จะพูดต่อว่า
“สิ่งที่ข้าพูดไม่มีเหตุผลหรือ?”
“ข้ายังตั้งชื่อให้กลอุบายของชาวเป่ยมหานนี้ด้วย เรียกว่า ‘กลยุทธ์เมืองร้าง’ พวกท่านเห็นเป็นเช่นไร”
ในที่สุดหยางหลินก็ทนไม่ไหว เอ่ยเรียกขึ้นมา “ทหาร”
“ท่านผู้บัญชาการเรียกหาข้าหรือ?” หยางเหยียนรีบเข้าไปหาทันที
“ไปให้พ้น”
ไม่นาน แม่ทัพคนหนึ่งจากในกลุ่มคนก็เดินเข้ามา
หยางหลินมองหยางเหยียนแวบหนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่ง “เจ้าจงนำกำลังหนึ่งหน่วยไปดูที่ด่านฟู่เฟิง ดูซิว่าเป็นอย่างที่รองแม่ทัพหยางเหยียนกล่าวว่ามีกลยุทธ์เมืองร้างอะไรนั่นหรือไม่”
หยางเหยียน “…”
ยามนี้ ต่อให้หยางเหยียนโง่เพียงใดก็เข้าใจ กลยุทธ์เมืองร้างที่เขาพูดถึงนั้นช่างน่าขันเหลือเกิน แค่หน่วยลาดตระเวนเพียงหน่วยเดียวก็สามารถพิสูจน์ได้
ไม่นานหลังจากนั้น หน่วยที่ถูกส่งไปก็กลับมา แม่ทัพผู้นำหน่วยรายงานว่า
“เรียนท่านแม่ทัพ ภายในด่านฟู่เฟิงไม่พบการซุ่มโจมตีแต่อย่างใด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางเหยียนก็หมดหวังโดยสิ้นเชิง เขาหันไปมองเฉินโหยวแล้วถามว่า
“หรือว่าด่านฟู่เฟิงจะไม่ได้แตกจริง ๆ อย่างที่เจ้าว่า?”
เฉินโหยวมองฉีเซิ่งแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพูด
“หากด่านฟู่เฟิงแตก สิ่งที่พวกท่านจะได้เห็นก็คงมีเพียงศพของข้าเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉีเซิ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ่งรู้สึกว่าเสียหน้า จนอยากจะหาช่องดินสักแห่งให้ตัวเองมุดหนีไป
แต่สุดท้ายเขาก็อดกลั้นเอาไว้ได้ ยังไม่ถึงทางตัน เขายังคงยืนหยัดต่อไปได้
ดังนั้นเขาจึงฝืนยิ้มเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ด่านฟู่เฟิงไม่แตก นี่เป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ หากรู้แต่แรกว่าเสิ่นจงแม่ทัพจะไม่เป็นอันตราย ข้าก็คงอยู่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเจ้า”
เฉินโหยวสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ได้จากไปเองหรอกหรือ?”
“ข้าไม่ละอายใจ ทุกสิ่งที่ข้าทำล้วนเพื่อปกป้องแม่ทัพเสิ่น”
ฉีเซิ่งกล่าวอย่างชอบธรรม
“เจ้า… ช่างไร้ยางอาย”
เฉินโหยวแสดงออกว่าเขาไม่เคยพบผู้ใดหน้าด้านเช่นนี้มาก่อน ชัดเจนว่าเจ้านั่นหนีไปเพราะรักตัวกลัวตาย แต่กลับพูดจาไพเราะเสนาะหู
ฉีเซิ่งส่ายหน้า
“ตอนที่ข้าจากไป ก็ได้รับความเห็นชอบจากท่านแม่ทัพผู้บัญชาการแล้ว อีกทั้งข้าก็ทำไปเพื่อปกป้องแม่ทัพเสิ่นจริง ๆ นี่คือหน้าที่ของข้า”
สรุปคือ ตอนนี้ฉีเซิ่งยึดมั่นเพียงประเด็นเดียว ทุกอย่างที่ตนทำล้วนทำเพื่อเสิ่นจง ส่วนที่เหลือล้วนเป็นความเข้าใจผิด
อย่างไรเสีย ตอนนี้เสิ่นจงก็เกือบจะเป็นคนตายแล้ว คงไม่มีทางลุกขึ้นมากล่าวโทษเขาได้
เขาพูดออกมาเช่นนี้ ก็แค่ทำให้ภาพลักษณ์ในใจหยางหลินตกต่ำลงเท่านั้น ขอเพียงจับตัวหยางเหยียนได้ ภายหลังก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาส
แม้ไม่มีโอกาส เขาก็เชื่อว่า ‘พี่ชายที่ดี’ ผู้นี้ของเขาจะต้องหาทางสร้างโอกาสให้เขาแน่
เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของฉีเซิ่ง เฉินโหยวยังอยากจะพูดอะไรต่อ
ทันใดนั้น หยางเหยียนที่อยู่ด้านข้างก็ก้าวออกมาพูด
“แม่ทัพเฉินโหยว พอแล้ว ฉีเซิ่งก็ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงอะไร ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ทำไปเพื่อปกป้องแม่ทัพเสิ่น อีกทั้งเขาก็ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วด่านฟู่เฟิงจะไม่ถูกตีแตก”
เฉินโหยวเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็เข้าใจว่าเขาคนเดียวคงสู้ไม่ได้ ตอนนี้พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ได้แต่รอกลับเข้าด่านฟู่เฟิงแล้วค่อยว่ากันใหม่
เขาจึงหันตัวคำนับหยางหลินแล้วกล่าวว่า
“แม่ทัพใหญ่หยาง เชิญเข้าด่านก่อนเถิด”
เมื่อเห็นเฉินโหยวไม่ติดใจอะไรอีก หยางเหยียนก็ส่งยิ้มอย่างผู้มีชัยให้ฉีเซิ่ง
แต่ฉีเซิ่งกลับรู้สึกกดดันมากขึ้น เพราะการพบกับคนอื่น ๆ ต่อจากนี้ต่างหากที่จะเป็นการทดสอบอย่างแท้จริง
หยางหลินมองดูฉีเซิ่งกับหยางเหยียน ก่อนจะพูดว่า
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ให้กองทัพเข้าด่านเถอะ”
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนแม่ทัพในด่านฟู่เฟิง
หลี่เต้าที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานกำลังจะจัดการเรื่องการฟื้นฟูด่านฟู่เฟิงหลังสงคราม จู่ ๆ จ้าวถ่งก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก
หลังจากเข้ามาแล้ว จ้าวถ่งก็คุกเข่าครึ่งท่าพร้อมคำนับกล่าวว่า
“ท่านแม่ทัพ นอกด่านฟู่เฟิงมีกองกำลังที่ดูเหมือนจะเป็นกองทัพสนับสนุนของพวกเรามาถึงแล้ว”
“กองกำลังเสริมหรือ?”
หลี่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง วางของในมือลง เมื่อได้สติจึงกล่าวทันที
“รวบรวมคนที่เหลือ ตามข้าไปดูพร้อมกัน”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินนำออกไปนอกห้องโถง
จ้าวถ่งมองแผ่นหลังของหลี่เต้าที่เดินออกประตูไป ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับหลี่เต้า เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา สักวันต้องได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์อย่างแน่นอน
แต่ไม่คิดว่าทุกอย่างจะมาเร็วถึงเพียงนี้ เพียงไม่กี่เดือนก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งด่านฟู่เฟิง
แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราว แต่ดูจากผลงานที่เขาทุกคนในตอนนี้ เมื่อทุกอย่างสงบเรียบร้อย แล้วถึงเวลาพิจารณาความดีความชอบ เขาก็คงจะได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วแน่นอน
ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนที่เหลือในด่านฟู่เฟิงถูกเรียกมารวมตัวกัน รวมถึงจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ด้วย
เมื่อได้ฟังเรื่องการมาถึงของกองกำลังเสริม โหวหย่วนเลี่ยงและคนอื่น ๆ ก็ชะงักไป
“ตามที่ข้าคำนวณ กองกำลังเสริมน่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดวันกว่าจะมาถึง เหตุใดจึงมาเร็วถึงเพียงนี้?”
โหวหย่วนเลี่ยงกล่าวด้วยความสงสัย
หลี่เต้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“หากพวกเขาเดินทางติดต่อกันโดยไม่หยุดพัก ก็เป็นไปได้ที่จะมาถึงในเวลานี้”
หลังจากนั้น เขาก็มองไปทางจ้าวถ่งแล้วถามว่า “จ้าวถ่ง เจ้าเห็นสิ่งใดเป็นพิเศษบ้างหรือไม่ เช่นธงทิวหรือสิ่งใดทำนองนั้น”
“ข้าได้เห็น บนธงใหญ่ของพวกเขามีตัวอักษรหยาง”
“หยาง?” ดวงตาของโหวหย่วนเลี่ยงสว่างวาบ เอ่ยขึ้นทันใด
“หากเป็นหยาง บางทีท่านผู้นั้นอาจมาแล้ว”
หลี่เต้าครุ่นคิดในใจอย่างรวดเร็วครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กำหนดเป้าหมายได้แน่ชัด เขาคิดในใจว่าจะเป็นท่านผู้เฒ่าท่านนั้นหรือไม่
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็พากันมายังหน้าประตูจวนแม่ทัพใหญ่ ไม่นานนัก พวกเขาก็เห็นกองทัพใหญ่เคลื่อนขบวนมาตามถนนสายยาว และได้เห็นธงที่มีอักษร ‘หยาง’ ถนัดตา