ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 208 สกัดฉีเซิ่ง
บทที่ 208 สกัดฉีเซิ่ง
ทันใดนั้น คนที่เหลือก็ฉวยโอกาสไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉีเซิ่งผู้มีวรยุทธ์ระดับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลาย ผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำกว่าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ การเข้าโจมตีมีแต่จะเพิ่มการบาดเจ็บล้มตายเปล่า พวกเขาจึงได้แต่ยืนคอยระวังอยู่ด้านข้าง ไม่ให้อีกฝ่ายหลบหนีไปได้ และคอยช่วยเหลือแม่ทัพระดับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายบางคนในการต่อสู้
แต่ในที่สุดกลุ่มคนเหล่านั้นก็พบปัญหาหนึ่ง
แม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายเหมือนกัน แต่ในการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉีเซิ่ง มีเพียงการรุมโจมตีพร้อมกันหลายคนเท่านั้น ที่จะสามารถกดดันฉีเซิ่งได้ชั่วครู่ การจะจับตัวฉีเซิ่งให้ได้นั้นยากยิ่งนัก
ในเวลานี้ ณ ที่ไม่ไกลจากจุดปะทะ หลี่เต้า หยางหลิน และเสิ่นจงทั้งสามคนยืนอยู่ด้วยกัน
มองดูกลุ่มคนที่กำลังรุมโจมตีฉีเซิ่งแต่ก็ไม่สามารถจับตัวได้เสียที หยางหลินอดที่จะเอ่ยชื่นชมไม่ได้
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าหนูคนนี้จะมีฝีมือไม่ธรรมดา”
เสิ่นจงส่ายหน้าพลางกล่าว
“ฉีเซิ่งมีฝีมือจริง แต่นิสัยแย่เหลือทน เป็นได้แค่ตัวอัปมงคล แต่ก่อนข้าเองก็มองคนผิดไป ตอนนี้ทำได้แค่พยายามแก้ไขให้ดีที่สุด”
“ไม่น่าเสียดายหรือ? หากลองขัดเกลาดูอีกสักหน่อยบางทีอาจใช้การได้?”
“ท่านหยาง งั้นข้าส่งมันให้ท่านดีหรือไม่?”
“ข้าไม่ต้องการของเสีย”
ขณะที่การต่อสู้ทางนั้นทวีความดุเดือด หยางหลินก็หันไปมองหลี่เต้าแล้วถาม
“แม่ทัพหลี่ ท่านพอจะมองออกหรือไม่ ว่าเหตุใดพวกเขามีคนมากมายเพียงนั้น แต่กลับยังจับตัวฉีเซิ่งไม่ได้เสียที?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นจงที่อยู่ข้าง ๆ ก็หันมามองด้วยเช่นกัน ในช่วงที่เขาหมดสตินั้น นอกจากจะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับฉีเซิ่งแล้ว เขายังได้รับรู้ว่าชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเขาผู้นี้ก็คือผู้ที่ช่วยด่านฟู่เฟิงเอาไว้ และยังเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของด่านฟู่เฟิงในปัจจุบัน
เมื่อมองดูใบหน้าอ่อนวัยของหลี่เต้า ในใจเขาก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ถึงชาติกำเนิดที่มาของอีกฝ่าย รวมถึงความสามารถที่มีด้วย
เมื่อเผชิญกับคำถามนี้ หลี่เต้าก็มีคำตอบอย่างรวดเร็วจากสิ่งที่ได้เห็นก่อนหน้านี้
เขาหันไปมองเสิ่นจง
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์ของฉีเซิ่งเคยเป็นหัวหน้าองครักษ์คนก่อนของแม่ทัพเสิ่น หากข้าเดาไม่ผิด อาจารย์ของฉีเซิ่งไม่ได้มาจากกองทัพ แต่เป็นคนจากสำนักใช่หรือไม่”
“ฉีเซิ่งมีอาจารย์ที่ไม่ได้มาจากตระกูลทหารแต่มาจากสำนักหนึ่ง ได้มาเป็นหัวหน้าองครักษ์ใต้บังคับบัญชาของข้าโดยบังเอิญ”
เสิ่นจงพยักหน้า
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็มองไปที่หยางหลิน แล้วกล่าวอย่างเชื่องช้า
“ดังนั้นมันจึงเป็นแบบนี้ แม่ทัพในกองทัพที่ต้องออกรบตลอด ย่อมชินกับการต่อสู้ในสนามรบ วิชาการต่อสู้จึงเน้นหนักและรุนแรง เน้นพละกำลังมากกว่าเคล็ดวิชา ถนัดการต่อสู้แบบกลุ่มและการรบในสนาม”
“ส่วนฉีเซิ่งมาจากสำนัก หรือก็คือยุทธภพ ไม่ค่อยอยู่รวมกลุ่ม มักพกดาบท่องยุทธภพ เน้นเคล็ดวิชามากกว่าพละกำลัง ถนัดการประลองอาวุธตัวต่อตัว ดังนั้น พวกแม่ทัพในกองทัพจึงไม่อาจเอาชนะฉีเซิ่งได้ในชั่วครู่”
แปะ แปะ แปะ!
หยางหลินที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะปรบมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม จากนั้นยังถอนหายใจพลางกล่าว
“เจ้าก็ชื่อหลี่เต้า หลานชายสหายเก่าของข้าก็ชื่อหลี่เต้า หากเจ้าเป็นหลานชายสหายเก่าของข้าก็คงดี คาดว่าเขาคงต้องดีใจจนต้องลุกขึ้นมาจากหลุมศพเพื่อจุดธูปให้บรรพบุรุษเป็นแน่”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เปลือกตาของหลี่เต้าพลันกระตุก ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่ยิ้มเก้อ ๆ อย่างสุภาพ
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากที่ไกล ๆ ทั้งสามคนเงยหน้ามอง ถึงได้พบว่าฉีเซิ่งสามารถฝ่าวงล้อมออกมาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้และดูเหมือนว่าจะหลบหนีไปไกลแล้ว
เมื่อเห็นภาพนั้น เสิ่นจงก็ขมวดคิ้ว ตอนนี้พลังของเขาถดถอยมาก อีกทั้งเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ หากออกโรงก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้ง ดังนั้น เขาจึงหันกลับมามองไปที่หยางหลินและหลี่เต้า
เมื่อเห็นสายตาของเสิ่นจง ทั้งหลี่เต้าและหยางหลินก็รู้ความหมายของเขาแล้ว หยางหลินกล่าวตามตรง
“ให้ผู้เฒ่าลงมือเอง คงดูเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กไปสักหน่อย ดังนั้น…”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้ามองไปยังทิศทางที่ฉีเซิ่งหลบหนีไปก่อนจะกล่าวออกมา
“งั้นมอบให้ข้าจัดการเถอะ”
หลี่เต้าใช้ปลายเท้าเป็นจุดศูนย์กลาง พลังมหาศาลระเบิดออกจากปลายนิ้วเท้า ในชั่วพริบตาต่อมา ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นจากพื้น แล้วหายวับไปจากที่เดิม
ในเวลาเดียวกัน หยางเหยียนและคนอื่น ๆ พยายามสกัดฉีเซิ่งไว้ แต่สุดท้ายก็ถูกเขาฝ่าวงล้อมออกไปได้ ทุกคนต่างสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที โดยเฉพาะหยางเหยียน เมื่อนึกถึงที่เขาเคยเอ่ยปากเรียกฉีเซิ่งว่าน้องชายฉีและคอยปกป้องเขา ก็เหมือนถูกตบหน้าอย่างไม่ไยดี ซ้ำยังถูกซ้อมอย่างหนัก ความโกรธในใจจึงพลุ่งพล่านขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งพลันพุ่งผ่านกลุ่มคนไป มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ฉีเซิ่งหลบหนี
เมื่อโหวหย่วนเลี่ยงและคนอื่น ๆ มองเห็นเงาร่างที่พุ่งออกไปชัดเจน ดวงตาก็เป็นประกายวาบขึ้น จ้าวถ่งยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า
“คราวนี้ฉีเซิ่งหนีไม่รอดแน่”
หยางเหยียนขมวดคิ้วมองร่างของหลี่เต้าที่ห่างออกไปพลางเอ่ยขึ้น
“คนผู้นั้นอายุยังน้อยนัก จะไว้ใจได้หรือ?”
แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหลี่เต้ามาบ้าง แต่เขาไม่เคยเห็นกับตา จึงคิดว่าคงเป็นการกล่าวเกินจริง
“ไม่มีผู้ใดที่น่าไว้วางใจยิ่งกว่าแม่ทัพผู้นี้ของพวกเราแล้ว”
โหวหย่วนเลี่ยงตบไหล่หยางเหยียนอย่างแรง ขณะพูด เขาก็นึกถึงภาพที่แม่ทัพคนใหม่ได้นำทุกคนบุกตะลุยท่ามกลางกองทัพนับหมื่น
ในเวลาเดียวกัน ฉีเซิ่งหลังจากที่ฝ่าวงล้อมของฝูงชนออกมาได้แล้ว ก็รีบวิ่งมุ่งหน้าออกไปนอกด่านฟู่เฟิงอย่างไม่หยุดพัก เพียงแค่หนีออกจากด่านฟู่เฟิงเข้าไปในป่าเขาได้ เขาก็จะปลอดภัยชั่วคราว
และเขาก็คิดออกแล้วว่าจะจัดการกับเรื่องยุ่งยากที่ติดตัวมาอย่างไร เมื่อปลอดภัยแล้วเขาก็จะหาทางกลับเมืองหลวง จากนั้นจะไปขอความคุ้มครองจากผู้มีอำนาจสักคน แล้วค่อย ๆ สั่งสมกำลัง รอจนเขาเติบใหญ่แล้วจึงกลับมาแก้แค้นพวกคนเหล่านี้
พอคิดถึงตรงนี้ ฉีเซิ่งก็รู้สึกมีพลังเต็มเปี่ยม ถึงขั้นลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ก้นไปชั่วขณะ
ไม่นาน ประตูเมืองของด่านฟู่เฟิงก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าฉีเซิ่ง สองร้อยก้าว… หนึ่งร้อยก้าว…
ขณะที่ห่างจากประตูเมืองเพียงห้าสิบก้าว จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งลงจากฟากฟ้ามาขวางทางเบื้องหน้าฉีเซิ่งเอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉีเซิ่งจึงรีบหยุดฝีเท้าทันที เมื่อมองเห็นบุคคลตรงหน้าชัดเจน สีหน้าของฉีเซิ่งก็ชะงักไป ก่อนจะเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เป็นเจ้าหรือ!”
ทันใดนั้น ความเกลียดชังปะปนกับความแค้นก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจากร่างของฉีเซิ่ง เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นอายนี้ หลี่เต้าขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ลงมือโจมตีในทันที กลับถามด้วยความสงสัยว่า
“พวกเราเคยรู้จักกันหรือ?”
หากเขาไม่ได้คิดไปเอง ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกับอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็มีความแค้นเคืองต่อเขาอย่างเข้มข้น แต่ในความทรงจำของเขากลับไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อน
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีเซิ่งก็มีภาพบางอย่างแวบผ่านเข้ามาในหัว จากนั้นก็กัดฟันพูด
“เจ้าไม่รู้จักข้า แต่ข้ารู้จักเจ้าดี ตั้งแต่ตอนที่เจ้าไปค่ายหวงซาข้าก็รู้จักเจ้าแล้ว”
“ค่ายหวงซา?” หลี่เต้าขมวดคิ้ว “ตอนนั้นเป็นเจ้าที่จัดการส่งข้าไปค่ายหวงซาหรือ?”
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใครเล่า?”
ใบหน้าฉีเซิ่งเต็มไปด้วยความแค้น “ตอนแรกคิดว่าเจ้าจะตายในค่ายหวงซา ไม่คิดว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้”