ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 253 ธงใหญ่ที่ปักอยู่บนลานหลวง
ภายในลานหลวงแห่งลั่วอวิ๋น
หลี่เต้านำจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ฟาดฟันอาวุธในมือไม่หยุด สังหารผู้คนภายในลานหลวงของลั่วอวิ๋นอย่างไร้ความปรานี
พวกเขามองดูผู้คนในลานหลวงของลั่วอวิ๋นที่แรกเริ่มยังต่อต้านสุดกำลัง จนกระทั่งวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง ทว่าในดวงตาของพวกเขากลับไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย
ตราบใดที่เป็นชาวเป่ยหมาน ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็หนีไม่พ้นคมดาบของพวกเขา
ที่พวกเขาโหดเหี้ยมเช่นนี้ ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าชาวเป่ยหมานเหล่านี้มีนิสัยเช่นไร
หากวันนี้เจ้าเมตตาสงสารพวกมัน พรุ่งนี้มีดของพวกมันก็อาจจะแทงเข้าร่างของชาวต้าเฉียนคนอื่น
ความเมตตาสุดท้ายที่หลี่เต้าและคนอื่น ๆ จะมอบให้ได้ก็คือ การส่งพวกมันไปพบกับเทพหมีที่พวกมันบูชาอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปอย่างไม่คอยท่า ในพริบตา ราตรีก็เปลี่ยนเป็นรุ่งสาง
เมื่อหลี่เต้าและคนอื่น ๆ หยุดอาวุธในมือ ทั้งลานหลวงของลั่วอวิ๋นก็เปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง
ลานหลวงที่เคยเป็นระเบียบ กลับกลายเป็นยุ่งเหยิงไร้ทิศทาง กระโจมภายในถูกทำลายไปเกือบครึ่ง ไม่ว่าจะโดยหลี่เต้าหรือโดยพวกมันเอง
แต่สิ่งที่มีมากที่สุดไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ หากแต่เป็นซากศพที่เกลื่อนกลาดตามถนนสายยาว
ยามนี้ภายในวังราชวงศ์ลั่วอวิ๋น แทบจะกล่าวได้ว่าเงียบสงัดราวป่าช้า อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
แน่นอนว่าเพียงแค่คืนเดียว หลี่เต้าและกองกำลังไม่ถึงพันนาย ไม่อาจสังหารผู้คนในวังราชวงศ์ลั่วอวิ๋นได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยกำลังภายในของราชวงศ์ลั่วอวิ๋นก็ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่น้อย
กองทัพถูกทำลายจนย่อยยับ ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงผู้คนที่หลบซ่อนตามซอกมุมมืดในวังแห่งนี้ และผู้โชคดีที่หนีรอดไปได้เท่านั้น
ณ ลานโล่งใกล้ประตูใหญ่วังราชวงศ์ลั่วอวิ๋น
หลี่เต้าสะบัดเลือดสดบนง้าวมังกรทมิฬแล้วทรุดกายลงนั่งบนแท่นหิน
นัยน์ตาของเขาจับจ้องไปยังจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่มีกลิ่นอายสังหารและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ก่อนเอ่ยขึ้น
“พักผ่อนกันเถอะ”
ประโยคนี้ราวกับเป็นประกาศิตบางอย่าง ทำให้กลิ่นอายสังหารที่แผ่ซ่านจากร่างของทุกคนผ่อนคลายลงในทันที
จางเมิ่งถอดหมวกเกราะบนศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น
คนที่เหลือต่างก็ทำเช่นเดียวกัน พากันถอดเกราะออกและพักผ่อน
เว่ยอวิ๋นนวดบ่าของตัวเอง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“หัวหน้า ข้าเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่าการสังหารคนจะเหนื่อยได้ถึงเพียงนี้”
“พี่เว่ย อย่าพูดเช่นนั้น”
“หืม?”
เสวียปิงเชิดคางขึ้น สายตามองไปยังราชาแห่งลั่วอวิ๋นที่มีสีหน้าเหม่อลอยอยู่ไม่ไกล
“หากเจ้าพูดเช่นนั้น ราชาแห่งลั่วอวิ๋นผู้นี้คงทนไม่ไหวแล้ว”
ทันใดนั้น ราชาแห่งลั่วอวิ๋นก็ได้สติกลับมา สายตากวาดมองไปรอบ ๆ
ราชสำนักของเขากลายเป็นซากปรักหักพัง ทหารของเขาล้มตายอย่างอนาถ และราษฎรส่วนใหญ่ก็ล้มตายในการสังหารอันโหดร้ายครั้งนี้
เขาตะโกนด้วยความปวดร้าวใจ
“พวกเจ้าเหล่าเพชฌฆาต พวกเจ้าคือปีศาจ พวกเจ้าต้องได้รับกรรมแน่นอน พวกเจ้า…”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าเงยจึงหน้าขึ้นเอ่ยว่า
“เสวียปิง เสียงดังเกินไป”
“ได้เลยขอรับ!”
เสวียปิงลุกขึ้นจากพื้น ปัดฝุ่นที่ก้น แล้วเดินอย่างร่าเริงไปหาองค์ราชาแห่งลั่วอวิ๋น
“เจ้า… เจ้าจะทำอะไร?”
องค์ราชาแห่งลั่วอวิ๋นที่เมื่อครู่ยังร่าไห้คร่ำครวญ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็แสดงสีหน้าหวาดกลัว
“จะทำอะไรหรือ?”
เสวียปิงยิ้มบาง ๆ ไม่พูดอะไร เพียงแค่ล้วงมีดเล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อแล้วเดินเข้าใกล้องค์ราชาแห่งลั่วอวิ๋น
ผ่านไปหลายลมหายใจ เสวียปิงเช็ดมีดเล่มเล็กในมือด้วยสีหน้ารังเกียจ
ส่วนราชาลั่วอวิ๋น เลือดไหลนองจากปาก ส่วนบนพื้นดินสีเหลืองข้าง ๆ มีลิ้นที่ถูกตัดครึ่งเปื้อนเลือดตกอยู่
“อื้ออา!”
ราชาลั่วอวิ๋นได้แต่ส่งเสียงครางอู้อี้
เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างกายหลี่เต้าเอียงหัวมองราชาลั่วอวิ๋นแวบหนึ่ง ราวกับกำลังสงสัยว่าทำไมมนุษย์ผู้นี้ถึงต้องเลียนแบบเสียงของพวกมัน
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น พบว่าเป็นหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ที่สวมหน้ากากปีศาจขี่ม้าเข้ามาจากนอกประตูเมือง
บนร่างของพวกนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่ไม่อาจกำจัดออกได้เช่นเดียวกับพวกจางเมิ่งก่อนหน้านี้ เมื่อรวมกับหน้ากากปีศาจ ก็ทำให้รู้สึกราวกับเป็นยมทูตจากนรกภูมิ
หลังจากขี่ม้าเข้าใกล้หลี่เต้าและคนอื่น ๆ เสียงฝีเท้าม้าก็หยุดลง พวกหลิวซิ่วเอ๋อร์ถอดหน้ากากปีศาจออก ในเวลาเดียวกัน กลิ่นอายสังหารบนร่างของพวกนางก็จางหายไปด้วย
หลังจากพวกนางลงจากม้า ก็คุกเข่าต่อหน้าหลี่เต้าก้มหน้าพลางกล่าว
“ท่านแม่ทัพ พวกข้าจัดการได้ไม่ดีพอ ยังมีคนหนีรอดไปได้บางส่วน”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าพลางยิ้มกล่าว
“พอเถอะ พวกเจ้าจัดการได้ดีมากแล้ว มีคนหนีออกไปมากมายขนาดนั้น จะให้พวกเจ้าจัดการได้หมดได้อย่างไร ลุกขึ้นเถิด”
แม้จะไม่รู้ว่ามีผู้คนจากราชสำนักลั่วอวิ๋นหนีรอดไปเท่าไหร่ แต่ตามการประเมินน่าจะมีอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
ถึงแม้จะเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา แต่คนสองร้อยคนก็ไมอาจสังหารพวกเขาได้หมดในชั่วครู่ จึงไม่มีความผิดที่ต้องถูกลงโทษ
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จึงผ่อนคลายลง
ในตอนนั้นเอง เว่ยอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“หัวหน้า พวกเราจะทำอะไรต่อไป”
“ต่อไปเหรอ?”
หลี่เต้ากวาดตามองราชสำนักลั่วอวิ๋น แล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า
“กำจัดคนที่เหลืออยู่ที่นี่ไปพลาง แล้วรอหยางเหยียนกับพวกเขามาถึงก็แล้วกัน”
“อย่างไรเสีย ของบางอย่างพวกเราคนเดียวก็ขนกลับไปไม่ไหวหรอก”
…
เพราะชนเผ่าเป่ยหมานและเผ่าอื่น ๆ ล้วนเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ดังนั้นแม้แต่ค่ายใหญ่ก็มีคนอยู่แค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น
นอกจากพวกเขาจะล่วงรู้ล่วงหน้าว่าต้าเฉียนจะโจมตี และรวบรวมกำลังทหารไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพสี่หมื่นนาย พวกเขาก็ไมอาจต้านทานได้ และจะถูกบดขยี้อย่างง่ายดาย
ภายใต้การนำของไป๋เฉี่ยนและโม่เฉี่ยน กองทัพสองส่วนที่แยกออกมาจากหลี่เต้าได้เดินทัพกวาดล้างชนเผ่าเล็กใหญ่ในดินแดนของเผ่าลั่วอวิ๋นไปตลอดทาง แม้จะช้ากว่าการบุกตรงของหลี่เต้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช้ามากนัก
สองวันต่อมา ณ จุดห่างจากราชสำนักลั่วอวิ๋นยี่สิบลี้ กองกำลังสี่หมื่นนายที่นำโดยหยางเหยียนได้มาบรรจบกับกองกำลังอีกสี่หมื่นนายสำเร็จ
เมื่อกองกำลังทั้งสองฝ่ายมาพบกัน ทั้งสองฝ่ายก็เข้าใจปัญหาหนึ่ง นั่นคือต่อจากนี้พวกเขาอาจต้องเผชิญหน้ากับราชสำนักของเผ่าลั่วอวิ๋นแล้ว
“พวกเจ้าพบรองแม่ทัพหรือไม่?”
หลังจากทั้งสองฝ่ายรวมกำลังกัน หยางเหยียนก็เอ่ยถามขึ้น แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำถาม เอ่ยตอบว่า
“ทางข้าไม่ได้พบรองแม่ทัพเลย”
หยางเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า
“ไม่ได้พบรองแม่ทัพหรือ? แล้วรองแม่ทัพอยู่ที่ใด? ตามหลักแล้วพวกเราทั้งสามฝ่ายไม่ควรมาบรรจบกันที่นี่หรอกหรือ? หรือว่ารองแม่ทัพยังมาไม่ถึงที่นี่”
มีคนเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า รองแม่ทัพไปถึงราชสำนักลั่วอวิ๋นแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้ รองแม่ทัพมีกำลังพลเพียงพันคน จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะใช้คนเพียงเท่านี้ไปโจมตีราชสำนักของชนเผ่าใหญ่”
หยางเหยียนโต้แย้งอย่างไม่ลังเล
“เป็นไปได้!”
ในตอนนั้น มีคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้น ทุกคนหันไปมอง คนที่พูดคือเฉินโหยว คนอื่นอาจไม่เข้าใจ แต่เขาย่อมเข้าใจดี เพราะเขาเคยผ่านศึกที่ด่านฟู่เฟิงมาก่อน
เมื่อหยางเหยียนเห็นเฉินโหยวเอ่ยปาก ก็อยากจะพูดอะไรสักสองสามคำโดยสัญชาตญาณ แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเหยี่ยวร้องดังขึ้นบนท้องฟ้า
จากนั้นทุกคนก็เห็นไป๋เฉี่ยนและโม่เฉี่ยนบินไปยังทิศทางหนึ่ง
เฉินโหยวมองดูแวบหนึ่ง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องที่หยางเหยียน ก่อนจะเอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า
“จะเป็นไปได้หรือไม่ ตามพวกมันไปดูก็รู้”
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อกลุ่มคนเข้าใกล้ราชสำนักลั่วอวิ๋น ต่างก็ชะงักงัน เพราะพวกเขาเห็นศพมากมาย และยิ่งพวกเขาเข้าใกล้มากขึ้นเท่าไร ศพรอบ ๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าพวกเขาจะผ่านการฆ่าฟันมาตลอดทาง แต่ภาพที่เห็นก็ยังทำให้ใจสั่นสะท้าน
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เข้าใจว่าหลี่เต้าและคณะได้บุกเข้าโจมตีราชสำนักลั่วอวิ๋นก่อนพวกเขาจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ในที่สุด เมื่อกองกำลังแปดหมื่นนายมาถึงหน้าราชสำนักลั่วอวิ๋น แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปยังบนกำแพงเมืองนั้น สีหน้าของทุกคนต่างก็ตะลึงงัน
เห็นเพียงธงใหญ่ปักอักษร ‘เฉียน’ ปรากฏอยู่บนจุดสูงสุดของกำแพงเมืองราชสำนักลั่วอวิ๋น โบกสะบัดไปมาในสายลม