ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 28 ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน
บทที่ 28 ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน
สองวันต่อมา ด้านนอกเมืองจ่างกู่
หลี่เต้าและอีกสี่คนขี่ม้ามาเหมือนครั้งก่อน แต่ต่างจากครั้งที่แล้วตรงที่คราวนี้มีผู้คนมากมายรายล้อมพวกเขา
“เก้าห้าสองเจ็ด นานทีเดียวที่ไม่ได้พบกัน”
“หัวหน้าหลิว”
เสียงทักทายดังขึ้นจากคนคุ้นเคยที่เดินเข้ามาใกล้หลี่เต้า
หลี่เต้ามองไปยังผู้มาเยือน เป็นหัวหน้าหลิวที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับเขามาก่อน
หัวหน้าหลิวเดินออกมามองหลี่เต้าและคนทั้งสี่ที่อยู่ข้างกาย แล้วกล่าวว่า “หากภารกิจครั้งนี้สำเร็จ พวกเจ้าคงได้พ้นจากค่ายนักโทษประหารแล้วกระมัง”
“ยังขาดอีกสองครั้ง”
หลี่เต้าไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ เพราะอีกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้ว
“จุ๊ จุ๊” หัวหน้าหลิวอดที่จะเอ่ยชื่นชมไม่ได้ “ดูท่าทางพวกเจ้าคงจะตกลงกันแล้วสินะ”
หลี่เต้าได้แต่ยักไหล่ “ใครจะไปรู้ผลลัพธ์ได้ถ้ายังไม่ถึงตอนจบ?”
สำหรับเรื่องเช่นนี้ เขายังไม่กล้ารับปาก เว้นแต่ว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นอิสระจริง ๆ
ทั้งสองคนได้พูดคุยกันอีกสองสามประโยค หัวหน้าหลิวก็จากไป เขาเป็นหัวหน้า นอกจากเว่ยอวิ๋นแล้วก็มีเขาและอีกไม่กี่คนที่มีตำแหน่งสูงสุด จำเป็นต้องนำทัพ
ไม่นานหลังจากนั้น เว่ยอวิ๋นก็ขี่ม้าออกมา พร้อมกับคำสั่งของเขา กองทัพก็ออกเดินทางมุ่งหน้าออกจากหุบเขา
เนื่องจากเป็นการเคลื่อนพลล่วงหน้า ภายใต้การนำของเว่ยอวิ๋น กองกำลังเว่ยอู่จึงมาถึงจุดซุ่มโจมตีก่อนกำหนด
บริเวณรอยต่อระหว่างเผ่าเลี่ยหั่วและเผ่าถ่ามู่
เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เป็นที่ราบทะเลทรายและมีเส้นทางผ่านเพียงเส้นเดียว จึงถือเป็นเส้นทางที่ขบวนขนส่งของเผ่าถ่ามู่ต้องผ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เว่ยอวิ๋นจึงนำผู้คนมาซุ่มดักอยู่รอบ ๆ เส้นทางนี้
หลี่เต้าหาที่ซ่อนตัวได้เรียบร้อยแล้ว จึงพบว่าหัวหน้าหลิวพา ลูกน้องของเขามาอยู่ใกล้ ๆ
เขาแสดงสีหน้าสงสัย “หัวหน้าหลิว ท่านนี่……”
หัวหน้าหลิวโบกมือ “ไม่ต้องสนใจพวกข้า พวกข้าแค่อยากจะซุ่มดักพร้อมกับเจ้าเท่านั้น อย่างนี้จะปลอดภัยกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่ก็ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจ หัวหน้าหลิวไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้ ยังมีเสิ่นซานและคนอื่น ๆ อีกด้วย
พวกเขาต่างแอบซุ่มอยู่บริเวณใกล้ ๆ หลี่เต้าเช่นกัน
……
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า กระทั่งหนึ่งคืนผ่านพ้นไป แต่ก็ยังคงไม่เห็นขบวนลำเลียงของเผ่าถ่ามู่ปรากฏกายขึ้นมา
ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาอยู่เหนือศีรษะ เสิ่นซานเหงื่อท่วม ใบหน้าพลางเอ่ยว่า “ไอ้คนแซ่เว่ยจำผิดหรือไม่ ทำไมยังไม่มีใครมาเลย หากไม่มีใครมาสักที พวกเราก็ต้องยืนรออยู่อย่างนี้หรือ?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าทหารที่อยู่ข้างกายหัวหน้าหลิว ต่างจ้องมองเสิ่นซานด้วยสายตาไม่พอใจที่เขาเรียกเว่ยอวิ๋นด้วยถ้อยคำเช่นนั้น
แต่หากเขาจะใส่ใจเรื่องพวกนี้ คงไม่ใช่เสิ่นซานแล้ว
“ทำไมจะพูดไม่ได้เล่า แม้แต่นักโทษประหารก็ยังมีสิทธิ์มีเสียงด้วยกันทั้งนั้น”
“หยุดพูดเถอะ ข้าได้ยินความเคลื่อนไหวแล้ว” หลี่เต้าเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นซานก็หุบปากทันที ส่วนคนที่เหลือต่างลุกขึ้นสังเกตการณ์
เมื่อมองไปยังที่ไกล ๆ ก็เห็นขบวนรถม้าคณะหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
ธงของขบวนรถนั้นเป็นธงประจำเผ่าถ่ามู่ ดูเหมือนจะเป็นขบวนที่ขนส่งลูกธนูหนึ่งแสนดอกนั่นเอง
หัวหน้าหลิวลุกขึ้นมองไปยังที่ไกล ๆ พลางขมวดคิ้ว “ขบวนนี้ดูเหมือนจะมีคนมากเกินไปหรือไม่? อย่างน้อยก็มีคนพันคน”
หนึ่งพันคน นี่มากพอที่จะก่อสงครามขนาดเล็กได้แล้ว
หลี่เต้าชำเลืองมองแวบหนึ่ง จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นว่าในขบวนรถม้านี้มีธงประจำเผ่าสองเผ่าที่แตกต่างกัน จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ในนี้นอกจากคนของเผ่าถ่ามู่แล้ว ยังมีคนของเผ่าเลี่ยหั่วด้วย เลยดูเหมือนขบวนมีคนมากกว่าปกติ”
“เผ่าเลี่ยหั่วหรือ?”
หัวหน้าหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่งก็วิเคราะห์สาเหตุออกอย่างรวดเร็ว “คงเป็นเพราะเรื่องของเผ่าลั่วอวิ๋นก่อนหน้านี้ ทำให้คนของเผ่าถ่ามู่ระแวดระวังมากขึ้น จึงขอยืมคนจากเผ่าเลี่ยหั่วมาคุ้มกันสินค้าชุดนี้”
ได้ยินว่าจำนวนศัตรูมีการเปลี่ยนแปลง สีหน้าของทุกคนเริ่มเคร่งเครียด แต่เดิมภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ตอนนี้กลับมีตัวแปรเพิ่มขึ้นมาอีก นับว่าเป็นการเพิ่มความยากมากขึ้น
หลี่เต้าเห็นว่าทางด้านเว่ยอวิ๋นไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เช่นนั้น ก็คงจะต้องดำเนินภารกิจต่อไป
ซึ่งการซุ่มโจมตีต่อไปก็เป็นความคิดของเขาเช่นกัน
สำหรับเขาแล้ว ตราบใดที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งที่น่าเกรงขามมาปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนทั่วไปหรือยอดฝีมือขั้นโฮ่วเทียนที่อ่อนแอกว่า ยิ่งมีคนมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ผิวหนังของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งแล้ว การโจมตีด้วยกำลังคนมหาศาลแทบจะไร้ผลต่อเขาโดยสิ้นเชิง
ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่แม้แต่จะทำให้ผิวหนังของเขาถลอกยังทำไม่ได้ จึงไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้เลย และสำหรับผู้ที่ไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้นั้น ในสายตาของเขาก็เป็นเพียงลูกแกะที่รอถูกเชือด
ด้วยพละกำลังและความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป หากให้เวลาแก่เขา เขารู้สึกว่าตนเองเพียงคนเดียวก็สามารถสังหารกองกำลังพันนายนี้ได้จนหมด
เมื่อเวลาผ่านไป กองกำลังของเผ่าถ่ามู่และเผ่าเลี่ยหั่วก็เคลื่อนเข้าใกล้จุดซุ่มโจมตีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดไม่นานหลังจากนั้น ขบวนของฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาในรัศมีการซุ่มโจมตี
และในขณะนั้นเอง เสียงผิวปากก็ดังขึ้นบนทุ่งราบ
เมื่อได้ยินสัญญาณ หัวหน้าหลิวก็ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “ทุกคนลุกขึ้นยิงธนู”
ในชั่วพริบตา บนเนินเขาทั้งสองข้างของขบวนรถม้าปรากฏนักธนูสองร้อยนาย สายฝนลูกธนูรอบแรกพุ่งตรงเข้าโจมตีขบวนรถม้าทันที
ในเวลาเดียวกันชาวเผ่าถ่ามู่และเผ่าเลี่ยหั่วก็สังเกตเห็นว่าพวก ตนตกอยู่ในการซุ่มโจมตี จึงรีบตะโกนสั่งให้ผู้คนของตนเตรียมพร้อมรับมือ แต่ยังช้าเกินไป สายฝนลูกธนูพุ่งลงมา ทำให้ผู้คนในขบวนล้มตายเป็นจำนวนมาก
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว ภายใต้การบัญชาของเว่ยอวิ๋น สายฝนลูกธนูระลอกสองก็พุ่งบุกโจมตีขบวนเกวียนเบื้องล่างอีกครั้ง
“พวกเจ้าสมควรตาย!” เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นดังขึ้นกลางขบวนรถ
ในวินาทีถัดมา ร่างหนึ่งก็กระโดดขึ้นสู่อากาศจากขบวนรถของเผ่าถ่ามู่
เห็นเพียงเงาร่างนั้นโบกสะบัดมือทั้งสองในอากาศ สายฝนธนูส่วนหนึ่งถูกพลังลึกลับบิดเบือนทิศทางไปทั้งหมด ส่งผลให้ลูกธนูเหล่านั้นร่วงหล่นลงบนพื้นที่ว่างเปล่า
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่เต้าเอ่ยพึมพากับตัวเอง “พลังลมปราณเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน”
คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนที่แฝงตัวอยู่ในกองกำลังของเผ่าถ่ามู่
ในเวลานี้ เว่ยอวิ๋นสังเกตเห็นร่างที่กระโดดออกมาอย่างกะทันหันนั้นเช่นกัน
“กองหน้าบุกเข้าโจมตี กองหลังคอยคุ้มกัน ทำลายลูกธนูให้หมด”
เมื่อสั่งการเสร็จ เขาก็ชักดาบยาวที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา แล้วพุ่งตรงเข้าหาผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนที่สกัดสายฝนธนูเอาไว้
เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีขบวนรถ อีกครึ่งยังคงยิงธนูต่อเพื่อให้ความคุ้มกันแก่พวกพ้อง
อีกด้านหนึ่ง
หลี่เต้าเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบคว้าดาบเหล็กทมิฬขึ้นมาแล้วตามกองกำลังที่นำหน้าบุกไปทางทิศตะวันตกทันที
อย่างไรเสียการบุกเร็วย่อมได้เปรียบในการเก็บเกี่ยวคุณสมบัติ
หัวหน้าหลิวเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รีบออกคำสั่งทันที “ทุกคนฟังคำสั่ง ตามหน่วยเก้าห้าสองเจ็ดเข้าโจมตี”
ครั้งนี้เขาเน้นเรื่องความเชื่อใจและการติดตาม
เช่นเดียวกัน เมื่อสวีหู่และคนอื่น ๆ เห็นหลี่เต้าออกเดินทาง พวกเขาก็ไม่ได้ลังเลอะไรแล้วรีบติดตามไปทันที
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ทุกอย่างยังสงบราบเรียบ แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองกองทัพก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด