ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 290 เหมียวอวี่ถูกสั่งสอน
เมื่อได้ยินคำพูดของเถี่ยซาน หลี่เต้าก็ขยับหูเล็กน้อย
“หินเหล็กอุกกาบาตจากนอกโลกที่ทั้งหนักและแข็ง?”
สิ่งนี้ทำให้หลี่เต้าสนใจขึ้นมาทันที
เขารู้สึกว่าขาดอาวุธที่ถนัดมือไปตั้งแต้ง้าวมังกรทมิฬหัก
หากหินนี้ดีจริง เขาสามารถนำมาหลอมสร้างง้าวมังกรทมิฬขึ้นมาใหม่ได้
หลังแนะนำเสร็จ บรรยากาศในงานกลับเงียบสงัด
เพราะสำหรับชาวยุทธ์แล้ว อาวุธที่หนักเกินไปนั้นไม่สะดวกในการต่อสู้
เถี่ยซานเริ่มกังวลว่าของชิ้นนี้จะขายไม่ออก
ขณะที่เขากำลังจะประกาศปิดการประมูล เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากชั้นสอง
“หนึ่งพันตำลึงทอง!”
ผู้คนมากมายต่างหันความสนใจไปที่หลี่เต้า
สายตาของสามตระกูลใหญ่มองมาเพียงแวบเดียวและไม่มีใครขยับ
พวกเขาไม่อยากเป็นศัตรูกับท่านผู้ว่าการเพียงเพราะก้อนหินก้อนเดียว
เถี่ยซานเคาะค้อนพลางหัวเราะกล่าว
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคาแข่ง”
“หินเหล็กจากนอกโลกชิ้นนี้ก็เป็นของท่านผู้ว่าการแล้ว”
หลังประมูลได้ หลี่เต้าก็กลับมานั่งลงตามเดิม
สิ่งของชิ้นต่อ ๆ ไปไม่ได้ดึงดูดใจเขาอีก
หลี่เต้าเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการนั่งนิ่ง ๆ
เขาลุกขึ้นยืนและพูดกับจิ่วเอ๋อร์
“จิ่วเอ๋อร์เจ้าอยู่ที่นี่ต่อเถิด”
“ข้าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย”
“อืม ข้าจะรอคุณชายอยู่ที่นี่”
หลี่เต้าเดินออกจากห้องรับรองไป
เขาสังเกตเห็นสาวใช้สองคนที่เถี่ยซานจัดไว้ให้
“ที่นี่ข้าสามารถเดินไปมาได้ตามใจชอบหรือไม่”
สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อม
“นอกจากชั้นบนสุดแล้ว ที่อื่น ๆ ท่านสามารถไปได้ตามสบาย”
“อืม เช่นนั้นพวกเจ้าก็เฝ้าอยู่ที่นี่ต่อเถอะ”
หลี่เต้าเดินไปตามระเบียงทางเดิน ชื่นชมความใหญ่โตของสถานที่
เขาเดินผ่านห้องรับรองหนึ่งที่มีร่วมยามสวมชุดแปลกตายืนอยู่
น่าจะเป็นคนของตระกูลเหมียว หนึ่งในสามตระกูลใหญ่
หลี่เต้ารู้สึกว่ายามทั้งคู่มองเขาด้วยสายตาหลบเลี่ยง
เขาส่ายหน้าและเดินผ่านไป
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ยามคนนั้นถึงกับขาอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นทันที
“ท่านผู้ว่าการคนใหม่นี่น่ากลัวเหลือเกิน”
“เมื่อครู่ข้าคิดว่าหนอนกู่ประจำตัวของข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว”
อีกคนก็เหงื่อท่วมตัวพิงกำแพงไว้
“หากเขายู่อยู่ที่นี่นานกว่านี้ ข้าคงทนไม่ไหวแล้ว”
ในเวลาเดียวกัน เหมียวอวี่ที่อยู่ในห้องก็รู้สึกหวาดหวั่นไม่แพ้กัน
เขามองชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าอึดอัด
“ท่านลุง ข้าไม่อยากอยู่ในเมืองเทียนหนานแล้ว”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้ากล่าวเสียงทุ้ม
“เจ้าเป็นคนขอออกมาเอง ถ้าไม่อยู่ให้ครบหนึ่งปี เจ้าก็กลับไปไม่ได้”
เหมียวอวี่บ่นอุบ
“งั้นก็ต้องทนแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หรือ?”
“แล้วอย่างไร? เจ้าคิดจะเล่นงานท่านผู้ว่าการคนนั้นหรือ?”
เหมียวอวี่ส่ายหน้าพัลวัน
“กู่ในร่างข้าถูกกดดันจนแทบขยับไม่ได้แล้ว”
“หากต้องปะทะกันจริง ๆ ข้าคงเดินเข้าไปหาความตายเปล่า ๆ”
ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะ
“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากล้า”
“ท่านเป็นถึงนักพิษระดับแปด พลังเทียบเท่าปรมาจารย์”
เหมียวอวี่พยายามประจบ
“หากเป็นผู้ฝึกตนธรรมดาข้ามีควำมมั่นใจพอ แต่กับผู้ว่าการท่านนี้ ข้าทำไม่ได้”
“ข้าเกรงว่าพลังที่แสดงออกมาได้คงไม่ถึงครึ่ง”
“เจ้าสังเกตเห็นอีกหนึ่งปัญหาหรือไม่”
เหมียวอวี่งุนงง
“เขายังมีปัญหาอะไรอีกหรือ?”
“ผู้ว่าการคนใหม่ท่านนี้พาสาวใช้มาเพียงคนเดียว”
“นั่นบ่งบอกว่าพลังของเขาเองก็อยู่ในขั้นปรมาจารย์เป็นอย่างน้อย”
เหมียวอวี่รีบเถียง
“เป็นไปไม่ได้ เขายังหนุ่มขนาดนั้น”
“เจ้าลืมพลังของผู้ฝึกตนหญิงไปแล้วหรือ”
ชายวัยกลางคนเตือนให้ยอมรับความจริงว่าอัจฉริยะมีอยู่ทั่วโลก
“สรุปคือ หลีกเลี่ยงท่านผู้ว่าการคนนี้ไว้ก่อน”
เหมียวอวี่ถามขึ้นทันที
“หากหลีกเลี่ยงไม่ได้เล่า หรือสุดท้ายก็ยังแก้ปัญหาเรื่องถูกพลังข่มไม่ได้”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หาทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา”
เหมียวอวี่งงเป็นไก่ตาแตก
“อาเขย ตามที่คนในยุทธภพพูดกัน ไม่ใช่ว่ำควรจะกำจัดเขาหรอกหรือ?”
แปะ!
ฝ่ามือฟาดลงบนท้ายทอยของเหมียวอวี่จนเซไปข้างหน้า
ชายวัยกลางคนพูดเสียงเข้ม
“ข้าจำได้ว่าเคยเตือนเจ้าไปแล้ว อย่าไปคบกับพวกสกุลรองเหล่านั้น”
เขาถอนหายใจยาว
“ที่ข้าตีเจ้าก็เพื่อตัวเจ้าเอง”
“วันนี้เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ ยุทธภพไม่ได้มีแต่การฆ่าฟันกัน”
“อย่าคิดจะฆ่าคนโดยง่าย โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นปรมาจารย์กู่”
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า ผู้ว่าการคนหนึ่งเป็นคนที่เจ้าจะจัดการได้ตามใจชอบ?”
“หากเจ้าสังหารผู้ว่าการลง เชื่อหรือไม่ว่าวันรุ่งขึ้นกองทัพจะมาถล่มเขตใต้ทันที”