ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 384 อาจารย์จักรพรรดิฉูจ้าว
นอกเมืองเทียนหนาน รถม้าที่ผ่านความยากลำบากมาหลายคันค่อยๆ แล่นมาจากที่ไกล
เมื่อมาถึงประตูเมืองรถม้าก็หยุดลง
คนขับรถหันไปพูดกับคนด้านหลังว่า “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย พวกเรามาถึงเมืองเทียนหนานแล้ว พวกท่านสามารถลงจากรถได้”
ไม่นานนัก ผู้คนในรถม้าก็ทยอยลงมาทีละคน มีทั้งคนชรา วัยกลางคน และคนหนุ่ม
คนที่มีสายตาเฉียบแหลม มองเพียงปราดเดียวก็สามารถบอกได้ว่า คนเหล่านี้แตกต่างจากคนทั่วไป ราวกับว่าพวกเขาไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้จะเป็นคนที่เดินทางมาด้วยกัน แต่เมื่อมองหน้ากันแล้วกลับแค่นเสียงเย็นชาใส่กัน แทบไม่มีการพูดคุยกันเลย
“ที่นี่คือเมืองเทียนหนานหรือ?”
ในตอนนั้นเอง มีเสียงของชายชราดังขึ้นข้างรถม้าคันกลาง
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนก็หันไปมองพร้อมกับโค้งคำนับกล่าวว่า “อาจารย์”
“พอเถอะ”
ชายชราโบกมือ “พวกเราออกจากสำนักเรียนกันแล้ว ไม่ต้องเป็นทางการนักก็ได้”
มีคนเอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่ฝ่าบาทให้ท่านอยู่ในสำนักศึกษาต่อไป ทำไมท่านถึงยืนกรานจะออกมากับพวกเรา?”
“ใช่แล้ว พวกเราจำเป็นต้องออกมา แต่ท่านอาจารย์มิใช่”
ชายชราจ้องมองทุกคนด้วยสายตาดุดัน แล้วพูดอย่างหงุดหงิด “ก็เพราะพวกเจ้าตัวแสบนี่แหละ ดินแดนทางใต้อันตรายนัก ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวพวกเจ้าจะก่อเรื่อง เจ้าคิดว่าข้าอยากมาหรือ?”
“อีกอย่าง พวกเจ้าไปกันหมดแล้ว สำนักเหวินหัวเหลือข้าอยู่คนเดียวจะมีความหมายอะไร หรือจะให้ข้านั่งดูพวกสารเลวนั่นเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าข้าทั้งวัน”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านข้าง “ข้าว่านะ ท่านผู้เฒ่า คำพูดของท่านมีปัญหาอยู่บ้าง”
เมื่อทุกคนมองไป ก็พบว่าคนที่พูดคือคนขับรถม้าคนหนึ่งที่พาพวกเขามา
เมื่อเผชิญหน้ากับคนขับรถม้า ชายชราไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่ถามตรงๆ ว่า “คำพูดของข้ามีปัญหาอะไร?”
คนขับรถม้าตอบทันที “ที่ท่านว่าดินแดนทางใต้อันตราย ข้ายอมรับ แต่นั่นเป็นดินแดนทางใต้ในอดีต ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว”
“เมื่อก่อนอย่าว่าแต่เป็นคนขับรถม้ารับส่งบัณฑิตอ่อนแอเช่นพวกท่านเลย แม้แต่ข้าคนเดียวก็ไม่กล้าออกไปเพ่นพ่านข้างนอก”
“แต่ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าการ ข้าจึงกล้าออกมาหาเลี้ยงชีพอย่างเปิดเผยเช่นนี้”
ทว่าก่อนที่ชายชราจะทันได้พูด คนข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “พูดแบบนี้ ท่านผู้ว่าการของพวกเจ้าคงมีความสามารถไม่น้อยสินะ?”
คนขับรถยิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางกล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว และข้าขอเตือนพวกท่านสักหน่อย ในเมืองเทียนหนานนี้ พวกท่านอย่าได้พูดจาใส่ร้ายท่านผู้ว่าการเป็นอันขาด”
“เช่นนั้น…”
ไม่นานหลังจากนั้น คนขับรถก็จากไป ทิ้งให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ตามลำพัง
มีคนถามขึ้น “ที่นี่จะมหัศจรรย์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ข้าได้ยินมาว่าผู้ว่าการดินแดนทางใต้ผู้นี้เป็นเพียงคนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีเท่านั้น”
“คนที่มีความสามารถมากมายยังไม่สามารถปกครองดินแดนทางใต้ได้ดี แล้วเหตุใดเขาจึงทำได้”
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ประตูเมือง
และหลังจากนั้นก็มีขบวนม้าเดินออกจากประตูเมืองตามมา
เมื่อเห็นคนบนหลังม้า ผู้คนที่ผ่านไปมาก็หลบทางให้อย่างรู้กาลเทศะ
ไม่นานนักคนเหล่านั้นก็มาถึงเบื้องหน้ากลุ่มคน
เฉินโหยวกระโดดลงจากหลังม้า โค้งคำนับไปยังชายชราในกลุ่มคนพลางกล่าวว่า “ศิษย์เฉินโหยว คารวะอาจารย์”
ชายชราตกตะลึง “เฉินโหยว? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เจ้าไม่ได้ไปเป็นทหารทางเหนือหรอกหรือ?”
เฉินโหยวตอบว่า “ท่านอาจารย์ ข้าติดตามท่านผู้ว่าการมายังดินแดนทางใต้”
ในเวลานั้นเอง หลี่เต้าก็ได้เดินออกมาจากด้านหลังของเฉินโหยว
เขามองดูกลุ่มคนเหล่านั้น สุดท้ายสายตาของเขาก็หยุดอยู่บนร่างชายชราที่กำลังสนทนากับเฉินโหยว
“ท่านคงจะเป็นฉูจ้าว ท่านอาจารย์ฉูใช่หรือไม่”
“ท่านคือ?”
“ผู้ว่าการดินแดนทางใต้ หลี่เต้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สายตาของทุกคนก็มองมาที่หลี่เต้าพร้อมกัน
เมื่อเห็นใบหน้าที่หนุ่มแน่นเกินคาดของเขา ทุกคนต่างแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมา
บางคนถึงกับพินิจพิเคราะห์เขาอย่างละเอียด
ฉูจ้าวประสานมือคำนับและกล่าวว่า “ที่แท้ก็คือท่านผู้ว่าการนี่เอง”
“ไม่กล้ารับคำนับอาจารย์ฉู เรียกข้าว่าหลี่เต้าก็พอแล้ว”
ความจริงแล้ว แม้ไม่ต้องให้เฉินโหยวแนะนำ หลี่เต้าเองก็รู้จักอาจารย์ฉูผู้นี้อยู่แล้ว
แน่นอนว่าเขาไม่ได้รู้จักในฐานะอาจารย์ใหญ่ของสำนักเหวินหัว
แต่รู้จักในฐานะอาจารย์ของฮองเต้ และเขาไม่ได้เป็นอาจารย์ของฮองเต้เพียงพระองค์เดียว แต่เป็นถึงสามพระองค์ด้วยกัน
แม้ว่าตอนนี้เขาจะลาออกแล้วและไม่มีตำแหน่งใดๆ แต่ทั่วทั้งแคว้นต้าเฉียน หากพูดถึงสถานะแล้ว นอกจากฮองเต้ ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าตนเองมีสถานะเหนือกว่าชายผู้นี้อย่างแน่นอน
หลี่เต้าไม่เคยคิดเลยว่า เขาเพียงแค่ขอขุนนางมาไม่กี่คน แต่กลับสามารถเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ [1] มาได้ด้วย
หลังจากนั้น หลี่เต้าก็มองดูทุกคนแล้วกล่าวว่า “เอาละ พวกท่านเดินทางมาไกล ข้ามิอาจปล่อยให้ทุกท่านเหนื่อยล้าโดยไม่ต้อนรับ เชิญทุกท่านตามข้าเข้าเมืองก่อนเถิด”
พูดจบเขาก็ทำท่าเชิญฉูจ้าว “อาจารย์ฉูเชิญท่าน”
“เชิญท่านด้วย”
อาจารย์ฉูเองก็ตอบอย่างสุภาพ เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้น
ในจดหมายของหยางหลินเขาบอกว่าคนจากสำนักเหวินหัวล้วนเป็นพวกหัวแข็ง
แต่ดูจากตอนนี้ พวกเขาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
แต่หลังจากที่หลี่เต้าพาคนกลุ่มนี้เข้าเมืองแล้ว เขาจึงเข้าใจว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
หลังจากเข้าเมือง อาจเป็นเพราะค่อยๆ ยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขามาถึงดินแดนทางใต้แล้ว
กลุ่มคนที่เดิมทีสงวนตัวก็เริ่มซุบซิบกันเสียงเบา
ด้วยทักษะการได้ยินของหลี่เต้า เขาจึงได้ยินเสียงวิจารณ์ของคนเหล่านี้อย่างชัดเจน
“เมืองเทียนหนานนี้สมกับเป็นถิ่นทุรกันดารจริงๆ การวางผังเมืองมีปัญหา ไม่มีแม้แต่คูระบายน้ำ ทางใต้ฝนตกชุก ถ้าเจอฝนตกหนักจะทำอย่างไร สมแล้วที่ขุนนางใหญ่ไม่สนใจว่าชาวบ้านจะเป็นหรือตาย”
“อีกอย่าง ดูเด็กพวกนั้นสิ แต่งตัวไม่มิดชิด เดินไปมาบนถนนอย่างไร้ระเบียบ เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่มีโรงเรียน เติบโตอย่างป่าเถื่อนเช่นนี้ ไม่แปลกที่พื้นที่แห่งนี้ยังยากจน”
“แต่คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเพลิดเพลินไปกับมัน คงไม่ใช่ว่าถูกล้างสมองมากเกินไปกระมัง นโยบายทำให้ประชาชนโง่เขลาจะจบลงเมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ราชวงศ์ต้าเฉียนของข้าจะทำให้ทุกคนเป็นดั่งมังกรได้”
“พวกขุนนางใหญ่พวกนี้ไม่มีคนดีสักคนเลย”
“ท่านผู้ว่าการหลี่ อย่าได้ถือสาพวกศิษย์ของข้า เพียงแค่มีนิสัยตรงไปตรงมา ซ่อนความคิดไม่เป็นเท่านั้น”
ทันใดนั้น ฉูจ้าวได้เอ่ยเสียงเบาขึ้นมาจากด้านข้าง
ไม่ทันที่หลี่เต้าจะได้เอ่ยปาก เฉินโหยวก็พลันพูดขึ้นมา “ท่านอาจารย์ อย่าได้ดูแคลนท่านผู้ว่าการของพวกเรา”
“หิม?”
“ท่านอาจารย์ฉู ข้าไม่ได้ใจแคบถึงเพียงนั้น อีกอย่าง…”
หลี่เต้ามองผู้คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่างที่พวกเขาพูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผล เพียงแต่พวกเขาคิดเอาเองไปบ้าง ถ้าได้ขัดเกลาอีกสักหน่อยก็คงจะดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านอาจารย์ฉูมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เช่นนั้นก็เป็นข้าที่ใจแคบไปเอง”
“ฮ่าๆ ในเมื่อมาถึงแล้ว ท่านอาจารย์ฉูดูอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินทางและสนทนากันอยู่นั้น เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นบนถนนสายยาว
ในชั่วขณะถัดมา ทุกคนหันไปมอง จึงได้เห็นว่าภายใต้การนำของกองทัพหมาป่าฝูถู มีขบวนรถค่อยๆ แล่นมาจากปลายถนนอีกด้านหนึ่ง
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนต่างหยุดยืนมองไปโดยไม่รู้ตัว ฉูจ้าวถามว่า “ท่านผู้ว่าการหลี่ นี่คือ…”
หลี่เต้าเอ่ยตอบ “ทหารใต้บังคับบัญชาของข้า กำลังคุมตัวนักโทษไปประจานต่อหน้าสาธารณชน”
“ประจานต่อหน้าสาธารณชน?”
หลี่เต้าอธิบายความหมายของการประจานต่อหน้าสาธารณชนให้ฟังหนึ่งรอบ
หลังจากฟังจบ ไม่เพียงแต่ฉูจ้าวเท่านั้น แม้แต่คนที่เพิ่งวิจารณ์ว่าเมืองเทียนหนานไม่ดีพอก็ต่างดวงตาสว่างวาบขึ้นมา
[1] พระพุทธรูปองค์ใหญ่: สำนวนเปรียบเปรยหมายถึงบุคคลที่มีความสำคัญ เก่งกาจ ฐานะสูงส่ง