ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 42 เว่ยอวิ๋นเป็นอิสระ
บทที่ 42 เว่ยอวิ๋นเป็นอิสระ
หลี่เต้าจ้องมองเงาร่างของผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนที่หายลับไปแล้ว รวมถึงเหล่าทหารลั่วอวิ๋นที่กำลังวิ่งหนีไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไม่ไล่ตามไป วันนี้ถือว่าเขาได้กำไรมากพอแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ในครั้งนี้ถือเป็นความสุขที่ไม่คาดคิด
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องแน่ใจว่าเว่ยอวิ๋นไม่มีปัญหาอะไร หากคนผู้นี้ตายไป ความพยายามที่ผ่านมาของเขาคงจะสูญเปล่า
บนเสาธง เว่ยอวิ๋นอ้าปากเล็กน้อย จนถึงตอนนี้เขายังไม่หายตกใจที่เห็นหลี่เต้าสังหารผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน จนกระทั่งเขารู้สึกว่าเสาธงถูกยกขึ้นแล้ววางลง จึงค่อย ๆ ได้สติกลับมา
หลี่เต้าเห็นแม่ทัพเว่ยยังคงนิ่งอึ้ง จึงเดินเข้าไปตบหน้าเบา ๆ แล้วถามว่า “แม่ทัพเว่ย ยังไม่ตายใช่หรือไม่?”
เขารู้สึกถึงความเจ็บบนใบหน้าเล็กน้อย ทำให้แน่ใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝัน เว่ยอวิ๋นส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่เป็นไร อีกฝ่ายไม่ได้ลงมือสังหารข้า”
ชาวเผ่าลั่วอวิ๋นจับตัวเขามาเพื่อให้ยอมรับว่าเป็นคนที่สังหารองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋น อีกฝ่ายเพียงแค่ทรมานเขาเท่านั้น ดังนั้นแม้จะดูน่าสังเวช แต่ที่จริงแล้วเขาเพียงสูญเสียพลังไปหมด และมีบาดแผลภายนอกเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับแม่ทัพชายแดนอย่างพวกเขา หากไม่ถึงขั้นแขนขาดก็ถือเป็นเพียงบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
จู่ ๆ เว่ยอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่เต้าด้วยความซาบซึ้ง “เก้าห้าสองเจ็ด ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมาช่วยข้า ช่างทำให้ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกิน” พูดจบ เขาก็กางแขนออกทำท่าเหมือนจะกอด
หลี่เต้าหลบไปด้านข้างด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ท่านดีใจเร็วเกินไปแล้ว ข้าแค่คิดว่าถ้าท่านตายไป ก็จะไม่มีใครปลดปล่อยพวกข้าให้เป็นอิสระ ข้าถึงได้ทำเช่นนี้”
“ข้ารู้ แต่เจ้าจะหลอกให้ข้าซาบซึ้งสักหน่อยไม่ได้หรือ?” เว่ยอวิ๋นไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้สนิทสนมกันถึงเพียงนั้น ที่พูดเช่นนั้นก็แค่รำพึงรำพัน แต่ไม่คิดว่าจะถูกทำลายความฝันด้วยความเป็นจริงอย่างไร้ความปรานี
หลี่เต้าเลิกคิ้วพลางกล่าวตรง ๆ “ถึงท่านจะซาบซึ้งใจ แต่ข้าจะได้ประโยชน์อันใด?”
“เจ้าปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ ไม่กลัวข้าจะเปลี่ยนใจไม่ให้อิสรภาพแก่พวกเจ้าหรือ?”
“ท่านลองดูก็ได้” ในวินาทีถัดมา ดาบเหล็กทมิฬที่เขาส่งไปก็จ่อที่ลำคอของตัวเองไล้ไปมาไม่หยุด ความเย็นเฉียบของใบมีดทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เว่ยอวิ๋นเชื่อว่า หากในตอนนี้เขากล้าผิดคำพูด ดาบเล่มนี้จะต้องกรีดคอเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลี่เต้าเป็นคนที่เด็ดขาดเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ตอนที่แขวนอยู่กลางอากาศ เขาเห็นแล้วว่าคนผู้นี้มีสัญชาตญาณนักฆ่ารุนแรงเพียงใด เขาสังหารผู้อื่นด้วยใบหน้าตื่นเต้นตลอดเวลา นั่นไม่ใช่การแสร้งทำ แต่เป็นความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ เขาไม่อาจจินตนาการได้ว่าคนแบบใดกันที่จะมองการฆ่าฟันเป็นความสนุกสนาน
เว่ยอวิ๋นเอียงตัวหลบดาบเหล็กทมิฬอย่างระมัดระวัง พลางลูบขนที่ลุกชันบนร่างกาย “ได้ ๆ ข้าแค่พูดเล่น ไม่จำเป็นต้องชักดาบหรอก”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็เก็บดาบเหล็กทมิฬกลับเข้าฝัก แล้วยื่นมือข้างหนึ่งไปหาเว่ยอวิ๋น “ท่านออกมานาน สมควรกลับได้แล้ว”
เว่ยอวิ๋นมองมือที่ยื่นมาอย่างงุนงง จู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา “ขอบใจ” ไม่ว่าหลี่เต้าจะช่วยเขาด้วยจุดประสงค์อื่นใด อย่างไรอีกฝ่ายก็ได้ช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ บุญคุณนี้เขาต้องจดจำไว้
หลี่เต้าดึงเว่ยอวิ๋นให้ลุกขึ้น พลางกวาดตามองบาดแผลบนร่างของอีกฝ่าย “ยังขี่ม้าไหวหรือไม่?”
“ขี่ม้า? เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าถ้าพวกชนเผ่าลั่วอวิ๋นกลับมา ข้ายังสามารถสังหารพวกมันได้อีกยกหนึ่ง!” ขณะที่พูดยังขยับร่างไปด้วย อาจเพราะไปกระทบบาดแผลเข้า ทำให้มุมปากของเขากระตุกด้วยความเจ็บปวด
หลี่เต้าอดกลอกตาไม่ได้ “ถ้าขี่ม้าไหวก็ขี่เอง ข้าไม่อยากขี่ม้าตัวเดียวกับบุรุษ”
เว่ยอวิ๋นที่อยู่ข้าง ๆ พูดอย่างอ่อนแรง “พูดราวกับว่าข้าอยากขี่ม้าตัวเดียวกับบุรุษเช่นกัน”
“ใครจะไปรู้เล่า” หลี่เต้าเอ่ย
“???” เว่ยอวิ๋นงุนงง
……
ภายในเมืองจ่างกู่
หลังได้รับการรักษาจากเหล่ากุ่ย ทหารต้าเฉียนที่เหลืออยู่ในเมืองจ่างกู่ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาจนหาย เหล่าทหารมากมายที่อยู่รอบข้างต่างมองเหล่ากุ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ เพราะในบรรดาพวกเขามีบางคนที่แขลขาดก็ได้รับการต่อกลับคืนมาจากเหล่ากุ่ย แม้แต่ทหารที่ใกล้ความตายหลายคนยังรอดชีวิตมาได้ด้วยวิชาแพทย์อันน่าอัศจรรย์ของเหล่ากุ่ยเช่นกัน
หัวหน้าหลิวมองดูแผลของตนที่ตกสะเก็ดแล้ว อดเอ่ยชื่นชมไม่ได้ “เหล่ากุ่ย ท่านช่างเป็นคนมีความสามารถจริง ๆ”
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ข้าว่านะเหล่ากุ่ย วิชาแพทย์ของท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดในบันทึกของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจึงระบุว่าท่านรักษาคนไข้โดยไม่มีใบอนุญาต ขายยาปลอม จนถูกจับกุมตัวไปเล่า?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่ากุ่ยแค่นเสียงหึในลำคอเบา ๆ “มีคนเนรคุณ ข้าช่วยให้เขาได้สมปรารถนา แต่เขากลับส่งองครักษ์เสื้อแพรมาจับข้า”
หลังจากนั้นเหล่ากุ่ยก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ให้ฟัง เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเหล่ากุ่ย ทุกคนต่างตะลึงงัน ในเรื่องเล่าของเหล่ากุ่ย มีขุนนางผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งมีบุตรชาย แต่เมื่อแก่ตัวลงกลับอยากได้บุตรสาวขึ้นมา จึงถามว่ามีวิธีใดที่จะทำให้เขามีบุตรสาวได้อีกหรือไม่ ในเวลานั้นเหล่ากุ่ยเพิ่งปรุงยาตัวหนึ่งเสร็จ และกำลังต้องการคนมาทดลองยาพอดี
ภายใต้การรักษาของเขา ขุนนางผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นจึงได้ลูกสาวสมใจ ส่วนเหตุผลที่ขุนนางผู้นั้นสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรมาจับกุมเขา เป็นเพราะหลังจากที่ขุนนางผู้สูงศักดิ์มีลูกสาวแล้ว แต่กลับมีบุตรชายไม่ได้อีกต่อไป เพราะเหล่ากุ่ยใช้วิชาแพทย์ของตนเปลี่ยนบุตรชายของขุนนางผู้สูงศักดิ์ให้กลายเป็นสตรีโดยสมบูรณ์ เป็นสตรีที่แต่งงานและมีบุตรได้
โชคดีที่บุตรชายของขุนนางผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นเป็นคนไร้ค่าที่ไม่เอาการเอางาน องครักษ์เสื้อแพรจึงถือว่าเหล่ากุ่ยช่วยกำจัดคนชั่ว ไม่ได้สังหารเขาในทันที เพียงแค่จับกุมเข้าคุกเท่านั้น เมื่อได้ยินคำพูดของเหล่ากุ่ย ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างหุบขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
เหล่ากุ่ยพูดต่อไปอย่างไม่สนใจสีหน้าของคนอื่น “ถือว่าเราได้พบกันเพราะมีวาสนาต่อกัน หากผู้ใดอยากเปลี่ยนเป็นสตรี ข้าจะช่วยโดยไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”
เสิ่นซานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อดพูดไม่ได้ “เหล่ากุ่ย ที่ท่านให้ข้าเป็นคนทดลองยา ท่านคงไม่หลอกให้ข้าลองอะไรไม่ดีกระมัง?” ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าการเป็นคนทดลองยาคงไม่มีอะไร เพราะวิชาแพทย์ของเหล่ากุ่ยนั้นเก่งกาจ ขอเพียงไม่ทำให้คนตายก็พอ แต่เมื่อมองดูตอนนี้ บางครั้งการมีชีวิตอยู่คงแย่กว่าความตาย หากเขาเป็นบุตรชายขุนนางผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น คงไม่อยากมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยเช่นนี้
เหล่ากุ่ยยักไหล่พลางกล่าว “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน รอข้าคิดค้นยาตัวใหม่เสร็จแล้วจะบอก”
การพูดคุยจบลงอย่างรวดเร็ว หลิวเหนิงถอนหายใจ “ไม่รู้ว่าหลี่เต้าจะตามไปช่วยแม่ทัพเว่ยได้หรือไม่”
เสิ่นซานที่ไม่ลงรอยกับเว่ยอวิ๋นมากที่สุดในที่นี้ ตอนนี้ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความกังวล “เว่ยอวิ๋น เจ้าอย่าได้ตายเป็นอันขาด หากเจ้าตาย ใครจะคืนอิสรภาพให้ข้า ถ้าเจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัย ข้าจะเรียกเจ้าว่าท่านปู่ก็ยังได้”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสิ่นซานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล “เสิ่นซาน เจ้าพูดอะไรมาข้าได้ยินหมดแล้ว รีบเรียกข้าว่าท่านปู่เถอะ”
ทุกคนได้ยินเสียงก็หันไปมอง เห็นร่างสองร่างขี่ม้ามาจากประตูใหญ่ที่พังทลายของเมืองจ่างกู่ในระยะไม่ไกลนัก หนึ่งในนั้นคือหลี่เต้า อีกคนคือเว่ยอวิ๋น
“แม่ทัพเว่ย!” หลิวเหนิงลุกขึ้นจากพื้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ทหารกองกำลังเว่ยอู่ที่เหลือต่างลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น แม้แต่คนที่ไม่สามารถยืนได้ก็ถูกเพื่อนทหารข้าง ๆ พยุงขึ้นมา
เว่ยอวิ๋นมองดูผู้ใต้บังคับบัญชาของตนแล้วก็ฝืนยิ้มทักทาย “ดีแล้วที่ทุกคนไม่เป็นไร” พูดจบ เขาก็เหลือบมองไปทางเสิ่นซาน “เจ้าบอกว่าจะเรียกข้าว่าท่านปู่ไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าของเสิ่นซานเปลี่ยนไปมาระหว่างเขียวกับม่วง
“เป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ เจ้าคงไม่ใช่พวกไม่รักษาคำพูดกระมัง?” เว่ยอวิ๋นพูดหยอกล้อต่อ
“ไอ้ชั่ว!”
เว่ยอวิ๋นโบกมือไปมา “ช่างเถอะ เห็นแก่ที่หลี่เต้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ เจ้าไม่ต้อง…”
“ท่านปู่!” เสิ่นซานตะโกนเรียกแล้วพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คิดจะใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวตอบแทนบุญคุณที่พี่ใหญ่ของพวกข้าช่วยชีวิตท่านเอาไว้ มันเป็นไปได้หรือ?”
เว่ยอวิ๋น “???” จากนั้นเสิ่นซานก็เดินมาหยุดตรงหน้าเว่ยอวิ๋นพลางยื่นมือออกมา
เว่ยอวิ๋นก้มมองดูมือเปล่า ๆ นั้นแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “เจ้าจะทำอะไร?”
“คืนอิสรภาพให้พวกข้าเดี๋ยวนี้!”
“ตอนนี้ข้ายังคืนให้ไม่ได้”
“เหตุใดกัน?”
“เจ้าก็เห็นอยู่ว่าค่ายเว่ยอู่เป็นเช่นไร แล้วจะให้ข้าคืนได้อย่างไร?”
“แล้วเมื่อไหร่เจ้าถึงจะคืนได้?”
“อย่างน้อยก็ต้องรอให้ค่ายเว่ยอู่สร้างใหม่เสร็จก่อน แล้วข้าถึงจะติดต่อคนทางการได้”
“จริงหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง” เว่ยอวิ๋นกล่าวอย่างจริงจัง “การที่นักโทษประหารจะได้รับการคืนทะเบียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีขั้นตอน แต่ข้าขอรับรองว่าจะจัดการเรื่องทะเบียนและคืนอิสรภาพให้พวกเจ้าโดยเร็วที่สุด”
เสิ่นซานมีสีหน้าเคลือบแคลง “เจ้าจะไม่หลอกพวกข้าอีกใช่หรือไม่?”
เว่ยอวิ๋นยักไหล่ “หากเจ้าไม่เชื่อข้า ก็น่าจะเชื่อหลี่เต้ากระมัง”
เสิ่นซานหันไปมองหลี่เต้า “พี่ใหญ่ คนผู้นี้เชื่อถือได้หรือไม่?”
“จะเชื่อถือได้หรือไม่ รอดูแล้วกัน” หลี่เต้าพูดตรง ๆ ระหว่างทางกลับมา เขาได้สอบถามเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว จึงไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนเสิ่นซาน
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นซานก็เหลือบมองเว่ยอวิ๋น “ข้าจะเชื่อใจเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย”
“วางใจได้”