ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 452 หักหน้ากับไม่คู่ควร?
เมื่อได้ยินคำตอบเดียวกันกับเถียซานเหนียง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของจ้าวเซียวก็เปลี่ยนเป็นขมึงทึงในทันที หากเถียซานเหนียงบอกว่าไม่คู่ควร เขาก็แค่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยเท่านั้น ถึงเถียซานเหนียงจะมีสถานะสูงส่งเพียงใด แต่ในสายตาเขา นางก็เป็นเพียงบุตรีของพ่อค้าหลวงเท่านั้น ด้วยภูมิหลังและสถานะของเขาจึงไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้เลย หากเขาสามารถขึ้นเป็นรัชทายาทได้ ตระกูลเถียก็จะเป็นเพียงของเล่นในมือเขาเท่านั้น ส่วนคำพูดที่ว่าไม่คู่ควรนั้นเขาก็คิดเช่นนั้นจริงๆ แต่เมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากของหลี่เต้า กลับทำให้เขารู้สึกเสียหน้า ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็มาหาถึงที่แล้ว คำว่าไม่คู่ควรนี้เขาเข้าใจได้เลยว่าเป็นการปฏิเสธและดูแคลน
“ท่านอู่อันกง ท่านควรคิดให้ดีก่อนตอบ การเป็นมิตรกับองค์ชายอย่างข้า อนาคตของท่านย่อมจะสดใส”
เมื่อนึกถึงคำกำชับที่ท่านตาให้ไว้ก่อนออกเดินทาง จ้าวเซียวจึงตัดสินใจที่จะให้โอกาสหลี่เต้าอีกครั้ง อนาคตที่สดใส? น่าจะเป็นอนาคตที่ถูกหลอกลวงมากกว่า แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดเท่านั้น หลี่เต้ายังไม่เห็นเงื่อนไขที่จะ ‘รังแก’ เขาได้จากองค์ชายห้า
เมื่อเผชิญกับคำถามที่จ้าวเซียวถามต่อ หลี่เต้าก็กล่าวเสียงเรียบว่า
“องค์ชายห้า ข้าพูดชัดเจนแล้ว หากทุกท่านมาเยือนจริงๆ ก็เชิญเข้าจวนนั่งเถิด หากปล่อยให้งานเลี้ยงที่เตรียมไว้ล่าช้าต่อไป อาหารก็จะไม่อย่อร่อยแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจ้าวเซียวก็ยิ่งดูไม่ดี ไม่เหลือท่าทีหยิ่งผยองเหมือนตอนแรกเลย
“ท่านอู่อันกง ที่ท่านไม่ตอบรับข้า เป็นเพราะรอพี่ใหญ่และพี่รองของข้าอยู่หรือไม่?”
ทันใดนั้นจ้าวเซียวก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยปากขึ้นมา ในความคิดของเขา การแย่งชิงระหว่างองค์ชายด้วยกันนั้นเปิดเผยชัดเจนแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ทุกคนต้องเลือกฝ่ายแล้ว เขาไม่ได้สนใจองค์ชายสามและองค์ชายสี่เลยแม้แต้น้อย ในสายตาของเขา ทั้งสองคนนี้เป็นเพียงคนไร้ค่า แทบไม่มีภัยคุกคามใดๆ ต่อเขา และหลี่เต้าก็ปฏิเสธเขาไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงเหลือเพียงสองทางเลือกเทานั้น
หลังจากที่คิดว่าตนเองเดาทุกอย่างได้แล้ว ใบหน้าของจ้าวเซียวก็กลับมามั่นใจอีกครั้ง เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“หากท่านอู่อันกงกำลังรอพวกเขาสองคนอยู่จริง ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้พวกเขาทั้งสองคนไม่มีทางมาได้ ท่านเพิ่งมาถึงอาจจะยังไม่รู้ องค์ชายใหญ่มักจะสนิทกับคนของจวนอัครเสนาบดีมาตลอด ส่วนท่านกับคนของอัครเสนาบดีมีความขัดแยงกันแล้ว เขาจะยอมทิ้งฝั่งนั้นมาหาท่านได้อย่างไร องค์ชายรองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเชื่อฟังองค์ชายใหญ่มาโดยตลอด ยิ่งไม่มีทางมาพบท่าน ดังนั้นความจริงแล้วท่านไม่มีทางเลือกมากนัก”
ดูเหมือนเขาคิดว่าตนเองเข้าใจความคิดของหลี่เต้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว จ้าวเซียวจึงแสดงสีหน้ามั่นใจออกมาอีกครั้ง เขาคิดว่าหลังจากที่คาดเดาความคิดได้ถูกต้อง หลี่เต้าก็น่าจะมีปฏิกิริยาบางอย่างบ้าง แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงได้พบว่าหลังจากที่พูดสิ่งเหล่านั้นออกไป สีหน้าของหลี่เต้ากลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่มีความสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว และความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ภายใต้สายตาของผู้คนรอบข้าง หลี่เต้าจึงค่อยๆ กล่าวว่า
“องค์ชาย ท่านอาจจะเข้าใจผิดไปแล้ว ข้าเพียงแค้ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองหลวงสักระยะหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไปยังดินแดนทางใต้ ดังนั้นข้าขอบคุณในความหวังดีขององค์ชาย”
เมื่อเอ่ยคำพูดมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าจบแล้ว ด้วยนิสัยของจ้าวเซียว การที่เขาเอ่ยปากชักชวนถึงสามครั้งก็นับเป็นความอดทนสูงสุดของเขาแล้ว ในตอนนี้ผู้คนทีอยู่รอบข้างต่างจ้องมองจ้าวเซียวและหลี่เต้าด้วยความตึงเครียด ณ ขณะนี้ จ้าวเซียวให้ความรู้สึกไม่สบายอารมณ์อย่างยิ่ง ตอนนี้เขาเหมือนถังระเบิด ดูท่าทางราวกับพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ความโกรธแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาอาจจะแสดงอาการหุนหันพลันแล่นออกมาได้ทุกเมื่อแล้ว
ตอนนี้หลี่เต้าเป็นอย่างไร? ในขณะที่ทุกคนต่างตึงเครียด สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนตอนแรกเริ่ม เขาเพียงแค่มองไปที่จ้าวเซียวอย่างเงียบงัน โดยไม่มีท่าทีซักนิดว่ากังวลว่าอีกฝ่ายจะก่อเรื่องแต่อย่างใด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือหลี่เต้าไม่กลัวเลยสักนิด จะเป็นองค์ชายหรือมีภูมิหลังสูงส่งเพียงใดก็ตาม ในเมืองหลวงแห่งนี้นอกจากฮองเต้หรือผู้อาวุโสระดับเทพมนุษย์บางคนที่ซ่อนตัวอยู่ แม้แต่รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายก็เป็นเพียงองค์ชายที่ถูก ‘ตามใจ’ มากเกินไปเท่านั้น หากอีกฝ่ายเกิดหุนหันพลันแล่นทำอะไรลงไป เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือช่วยฮองเต้สั่งสอนลูกชายสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ จ้าวเซียวกับหลี่เต้าจึงจ้องตากันอยู่พักหนึ่ง ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด ท้ายที่สุดจ้าวเซียวก็ทนไม่ไหวและเบนสายตาออกไปก่อน และพร้อมกับการเบนสายตานั้นออกไป ความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาก็ค่อยๆ สงบลง นี่ไม่ใช่เพราะจ้าวเซียวไม่อยากระเบิดอารมณ์ แต่เป็นเพราะเขาไม่กล้า เขาเป็นเด็กที่ถูกตามใจจนเสียคนแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้ามเลย สาเหตุที่เขาได้รับความโปรดปรานนั้น นอกจากเพราะฐานะและภูมิหลังแล้ว ยังเป็นเพราะเขามีไหวพริบเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนไม่มี เขาสามารถวางอำนาจและแสดงความเย่อหยิ่งต่อหน้าผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่เขาจำเป็นต้องอดทนด้วย พูดถึงความบังเอิญ หลี่เต้าก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น และยังเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย
หลังจากเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว จ้าวเซียวก็สูดหายใจลึก สายตาของเขาเหลือบมองคนขับรถม้าที่กำลังกุมแขนที่หักพลางครวญครางอยู่บนพื้น เขาเดินเข้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงและเตะเข้าไปทันที
“ตายแล้วหรือไม่? ถ้ายังไม่ตายก็รีบลุกขึ้นมา”
“โอ๊ยๆ!” คนขับรถม้ารู้สึกถึงความโกรธขององค์ชายของตน จึงอดทนต่อความเจ็บปวดและรีบลุกขึ้นมาทันที “พะยะค่ะองค์ชาย”
จ้าวเซียวชำเลืองมองหลี่เต้าแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพูดเสียงเย็น
“ไปคุกเข่าลงตรงนั้น”
“พะยะค่ะ” แม้คนขับรถม้าจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขาก็เชื่อฟังและไปทำตัวเป็นบันไดมนุษย์อย่างว่าง่าย
ก่อนขึ้นรถม้า จ้าวเซียวหันกลับมามองหลี่เต้าอีกครั้ง
“อู่อันกง วันนี้ข้าได้รับน้ำใจจากท่านแล้ว วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน”
หลังพูดจบ เขาก็ไม่รอมองปฏิกิริยาของหลี่เต้า แล้วมุดเข้าไปในรถม้าทันที แต่ผ่านไปสักพัก รถม้ากลับไม่ขยับเขยื้อนเลย จนกระทั่งเสียงตวาดดังขึ้น
“เจ้าตัวไร้ประโยชน์ ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม ไม่อยากอยู่กินข้าวที่นี่หรืออย่างไร!”
หลังจากที่จ้าวเซียวเตะไปทีหนึ่ง คนขับรถม้าถึงได้รู้สึกตัวแล้วขับม้าออกไป องครักษ์สองนายที่ติดตามจ้าวเซียวมาก็รีบตามไปทันที จนกระทั่งรถม้าหายลับไปที่ปลายถนน ผู้คนจึงเริ่มละสายตากลับมา
“อู่อันกง ท่านช่างเก่งกาจจริงๆ ข้ายอมท่านแล้ว” หลังจากได้สติ จ้าวคังก็อดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้หลี่เต้า ส่วนจ้าวหย่งที่อยู่ด้านข้างก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาชูนิ้วโป้งเช่นกัน
“นานแล้วที่ไม่ได้เห็นคนนั้นเสียหน้า องค์ชายห้าอย่างข้าก็ยอมเจ้าสักครั้ง” แต่ไม่นานจ้าวหย่งก็กล่าวว่า “แต่ว่าท่านอู่อันกง ท่านต้องระวังตัวนะ ด้วยนิสัยของคนผู้นั้นเขาคงจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หลังจากนี้เขาต้องมุ่งเป้ามาที่ท่านเป็นพิเศษแน่”
หลี่เต้ากล่าวเสียงเบา
“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรอีกไม่นานข้าก็คงต้องกลับไปชายแดนใต้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นหากองค์ชายห้ายังมีความสามารถอยู่ ก็ปล่อยให้เขาตามมาเถอะ”
ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีความเคลื่อนไหวบางอย่างในกลุ่มคนด้านข้าง
“หัวหน้า ครับ!” เมื่อได้ยินเสียงของเสวี่ยปิง หลี่เต้าจึงหันไปมอง ทันใดนั้นก็พบว่าผู้คนมากมายที่เตรียมจะมอบของขวัญ ต่างเริ่มแอบจากไป แม้แต่บางคนที่มอบของขวัญเสร็จแล้วก็เริ่มจากไปเช่นกัน
หมายเหตุท้ายบท
[1] ไม้แบน (板子) : หรือ ‘ปั่นจื่อ’ อุปกรณ์ลงทัณฑ์โบราณของจีน มีลักษณะเป็นไม้กระดานแบนยาว มักใช้ตีโบยที่สะโพกหรือต้นขา