ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 497 โอกาสในการพลิกกระดาน
หลี่เต้าหันไปมองหลี่ชิงเอ๋อร์แล้วถามว่า “นี่เป็นเรื่องที่เจ้าเคยพูดเอาไว้ใช่หรือไม่”
“ค่ะ” หลี่ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง “ไม่คิดว่าพวกเขาจะทำได้สำเร็จจริงๆ อีกทั้งยังไม่คิดว่าใต้ภูเขาเป่ยหมังนี้จะมีเส้นชีพจรมังกรอยู่”
“ไกเซียนจงใช้วิชาลับที่เขาเคยได้มาทำการกระตุ้นเส้นชีพจรมังกรที่หลับใหลมานาน และยังสังเวียพลังชะตาแคว้นต้าเฉียนจนสำเร็จอีก ทำให้เส้นชีพจรมังกรปล่อยพลังสวรรค์และพิภพออกมา”
หลังจากฟังจบ หลี่เต้าก็รู้สึกว่าโลกใบนี้ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้ และยิ่งเหนือจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีเทพเซียนออกมาด้วยหรือไม่
หลี่ชิงเอ๋อร์มองไปที่หลี่เต้า “พี่ชาย ในเมื่อช่วยคนออกมาได้แล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ”
“ละไปเลยหรือ…” หลี่เต้าตกอยู่ในความลังเลชั่วขณะ แต่แล้วก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยปากว่า “เจ้าพาพวกเขาทั้งสองคนไปก่อน ข้าจะอยู่ที่นี่”
“พี่ชาย!” หลี่ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจนัก แต่ไกเซียนจงผู้นั้นก็ไม่ใช่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้สังเวียขุนนางทั้งถังโจวไปแล้ว และได้รับพลังสวรรค์และพิภพมาจากเส้นชีพจรมังกรมากมาย เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะฟื้นฟูวรยุทธ์ถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว”
“อีกอย่าง ท่านไม่ได้บอกหรือว่าภารกิจคือการมาช่วยองค์ชายสามและองค์ชายสี่เท่านั้น ส่วนคนพวกนั้นก็โยนให้ฮ่องเต้สุนัขนั่นปวดหัวไปเถิด”
เป็นเพราะเรื่องของหลี่เต้า หลี่ชิงเอ๋อร์จึงไม่มีความรู้สึกดีต่อฮ่องเต้สุนัขเลยแม้แต่น้อย รวมถึงไม่มีความรู้สึกดีต่อทั้งราชวงศ์ต้าเฉียนด้วย
เมื่อเห็นน้องสาวเป็นเช่นนี้ หลี่เต้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หากเป็นไปได้อันที่จริงเขาก็ไม่อยากยุ่งกับเรื่องเช่นนี้ แต่ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้เขามีระบบเช่นนี้กันเล่า เขาต้องการอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพื่อต้าเฉียนแต่เพื่อตัวเขาเอง มีเพียงเมื่อเขาแข็งแกร่งถึงในระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น จึงจะมีความมั่นใจมากพอที่จะเปิดเผยตัวตนและพลิกสถานการณ์ และเขารู้สึกว่าโอกาสนั้นคงอยู่ไม่ไกลแล้ว เทพมนุษย์! รอให้พลังของเขาก้าวเข้าสู่ระดับเทพมนุษย์อย่างสมบูรณ์เสียก่อน ก็คงใกล้จะถึงเวลาแล้ว
ที่เขาคิดเช่นนี้ก็เพราะผู้ที่อยู่ในระดับเทพมนุษย์นั้นมีอายุขัยเกินพันปี ทั้งที่ราชวงศ์ต้าเฉียนก่อตั้งมาเพียงห้าร้อยกว่าปีเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้าเฉียนสามารถนำออกมาเป็นไพ่ตายได้ก็คงอยู่ในระดับเทพมนุษย์เท่านั้น ต้องรอให้เขามีพลังถึงระดับเทพมนุษย์เสียก่อน จึงจะสามารถยืนอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ได้ เพื่อให้อีกฝ่ายดูว่าเขายังคงเหมือนเดิมหรือไม่
เมื่อถึงตอนนั้น แม้ว่าเขาอาจจะต่อกรกับไพ่ตายห้าร้อยปีของต้าเฉียนไม่ได้ แต่เขาเชื่อว่าหากต้องการ ต้าเฉียนก็ไม่เคยอาจกักขังเขาเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถจัดการกับจวนอัครเสนาบดีได้โดยตรง เพื่อแก้แค้นที่มาทำลายครอบครัวของเขาในครั้งนั้น
สรุปคือหลี่เต้าไม่ต้องการพลาดโอกาสในการเพิ่มพลังเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พบกับปลาใหญ่อย่างสำนักปราบสวรรค์ด้วยแล้ว แค่ผู้นำระดับสูงสองคนของสำนักปราบสวรรค์ก็มอบแต้มคุณสมบัติให้เขาถึงหมื่นกว่าแต้มแล้ว หากสามารถกวาดล้างผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ได้ทั้งหมด ก็จะได้รับแต้มคุณสมบัติจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากจัดการกับผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ และส่งองค์ชายสามและองค์ชายสี่กลับไปแล้ว เขาก็จะสามารถจัดการกับสมาชิกที่เหลือของสำนักปราบสวรรค์และกลุ่มกบฏในถังโจวได้โดยไร้ความกังวล ซึ่งจะเป็นการเก็บเกี่ยวแต้มคุณสมบัติครั้งใหญ่ หากโชคดีเขาอาจจะมีพลังระดับเทพมนุษย์ก่อนที่จะกลับถึงเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ เมื่อถึงตอนนั้น…
ดังนั้น…
“เชื่อพี่ชายเถิด สิ่งที่พี่ทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อต้าเฉียน แต่ทำเพื่อตัวเองต่างหาก” หลี่เต้าหันไปกล่าวกับหลี่ชิงเอ๋อร์
“จริงเหรอ?” หลี่ชิงเอ๋อร์แสดงสีหน้าสงสัย
“จริงแน่นอน!” หลี่เต้าพยักหน้าอย่างจริงจัง หากเป็นผู้อื่นเขาคงจะไม่สนใจมาอธิบายให้ฟังมากมายถึงเพียงนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนี่คือน้องสาวของเขา
“ก็ได้ค่ะ…” หลี่ชิงเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา “แต่พี่ชายต้องสัญญากับข้านะ หากสถานการณ์ไม่ดี ท่านต้องรีบหนีไปทันที ข้าไม่อยากสูญเสียท่านเป็นครั้งที่สองอีก” หลังกล่าวจบ ดวงตาของนางก็แดงก่ำขึ้นมา
หลี่เต้ายยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวของตนเบาๆ เอ่ยปลอบประโลมว่า “วางใจเถิด จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว”
หลี่ชิงเอ๋อร์พยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นนางก็หันกลับไปใช้วิชาลับจิตวิญญาณพาคนทั้งสองลุกขึ้นมาอีกครั้ง สุดท้ายนางเหลียวมองหลี่เต้าครั้งหนึ่ง ก่อนจะพาจ้าวคังและจ้าวหยงจากไปโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางไม่ใช่สตรีที่ลังเลใจ และจะไม่ฝืนทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตน ถึงตอนนี้นางรู้ดีว่าสำหรับพี่ชายของนางแล้ว การที่นางจากไปให้ไกลที่สุดคือการปกป้องที่ดีที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ณ แท่นบูชาในเขาเป่ยหมัง
หลังจากที่สองคนได้ไล่ตามหลี่ชิงเอ๋อร์ไป ผู้คนที่เหลือก็ยังคงนั่งขัดสมาธิรออยู่บนแท่นบูชาอย่างเงียบๆ ผ่านไปครึ่งก้านธูป ไกเซียนจงพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมพวกเขาพาสตรีศักดิ์สิทธิ์กลับมาช้าขนาดนี้” แม้ว่าเขาจะสั่งห้ามไม่ให้ทำร้ายหลี่ชิงเอ๋อร์ แต่ก็ไม่ควรจะใช้เวลานานถึงเพียงนี้ หากจิตวิญญาณของน้องสาวเขาฟื้นคืนในร่างของหลี่ชิงเอ๋อร์ช้าหน่อยก็พอเข้าใจได้ แต่ประเด็นสำคัญคือนางยังคงเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์คนเดิมอยู่
ในตอนนั้นเอง รองประมุขสำนักได้ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “ท่านประมุข ข้าขออนุญาตไปดูสักหน่อย”
ไกเซียนจงเงยหน้าขึ้นก่อนจะพยักหน้าให้ “ได้ เจ้าไปดูซิว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ หากสตรีศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านรุนแรงเกินไป ก็อาจต้องใช้วิธีการบางอย่าง” แม้เขาจะรักและทะนุถนอมน้องสาวของตนมาก แต่หากมันเกินเลยไป เขาก็ไม่รังเกียจที่จะแสดงอำนาจความเป็นพี่ชายบ้าง
“ขอรับ ข้าจะพยายามไม่ทำร้ายสตรีศักดิ์สิทธิ์” เนื่องจากรองประมุขสำนักได้ฟื้นฟูวรยุทธ์ถึงระดับกึ่งเทพมนุษย์แล้ว เขาจึงเหาะตรงไปยังทิศทางที่คนกลุ่มนั้นจากไป
แต่ทันทีที่ร่างของรองประมุขสำนักหายลับเข้าไปในเขาเป่ยหมัง ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงระเบิดออกมาจากนอกหุบเขา ในชั่วขณะนั้นทั้งเขาเป่ยหมังพลันสั่นสะเทือน ‘เกิดอะไรขึ้น?’
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ไกเซียนจงและคนอื่นๆ ต่างเหลียวมองไปยังทิศทางที่มาของเสียง จากนั้นเสียงปะทะกันอย่างดุเดือดก็ดังตามมา
ตูม!
จู่ๆ พื้นดินนอกหุบเขาเป่ยหมังก็ระเบิดแตกออก รอยแยกทอดยาวเข้าไปในหุบเขา
โครม!
จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นอีกครั้ง หลังจากเสียงดังสนั่นนั้น ก็มีเงาดำลอยกระเด็นเข้ามาในหุบเขา เมื่อเห็นเงาดำได้อย่างชัดเจนแล้ว ไกเซียนจงก็พลันขมวดคิ้ว ในชั่วขณะถัดมา เขาลล้วงเอาแส้ปัดรังควานออกมาจากแขนเสื้อคลุมนักบวชแล้วสะบัดออกไป ขนพู่ของแส้ปัดรังควานได้ทอดยาวออกไปหลายร้อยจั้งจนมาถึงตรงหน้าเงาดำแล้วรับร่างนั้นเอาไว้ สุดท้ายก็ใช้แส้ลากร่างนั้นมาที่แท่นบูชา
เมื่อไกเซียนจงเก็บแส้ปัดรังควานกลับ เงาดำที่อยู่บนแส้ปัดรังควานก็ปรากฏขึ้นให้เห็น
“แคก แคก!” หลังจากไออย่างรุนแรง รองประมุขสำนักก็กุมหน้าอกด้วยสีหน้าซีดขาว แล้วกระอักเลือดสดออกมา “ท่านประมุขสำนัก มีศัตรูบุกมา!”
รองประมุขสำนักชี้ไปยังทางนอกหุบเขาด้วยมือที่สั่นเทา ในตอนนั้นเองได้มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นอย่างเชื่องช้าจากนอกหุบเขา
“ยังไม่ตายหรือ? น่าเสียดาย กึ่งเทพมนุษย์ก็คือกึ่งเทพมนุษย์ ต่อให้ลอบโจมตีก็ยากที่จะกำจัดได้”
หลังจากเสียงนั้นดังขึ้น ร่างของหลี่เต้าก็ค่อยๆ เดินเข้ามาจากนอกหุบเขา ดูเหมือนจะเดินอย่างเชื่องช้าทีละก้าว แต่ทุกก้าวที่เหยียบย่างออกไปนั้นข้ามระยะทางอย่างน้อยสิบจั้ง ไม่นานนักเขาก็มาถึงบันไดแท่นบูชา ยืนอยู่ตรงหน้าบรรดาผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์