ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 613 การพบกัน
หลังจากจัดการเรื่องไป๋เฉียนเสร็จแล้ว หลี่เต้าก็รีบเรียกโมเฉียนเข้ามาพบ
“เจ้าจงค่อยสอดส่องพวกคนแคระพวกนั้นเอาไว้” หลี่เต้าลูบขนที่คอของโมเฉียนพลางกล่าว
“แกว๊ก!”
โมเฉียนพยักหน้ารับ ก่อนจะกางปีกบินจากไป หลังจากจัดการเรื่องการส่งกำลังทหารเรียบร้อยแล้ว หลี่เต้าก็ส่งคนไปเชิญเถี่ยซานเหนียงมาพบ
ทั้งสองคนได้ปรึกษาหารือเรื่องบางอย่าง แล้วก็แยกย้ายกันไป จากนั้นหลี่เต้าก็ส่งข่าวบอกหยางหลินอีกคน
สามวันต่อมา ณ จวนอู่อันกง
หลี่เต้ากำลังนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ เนื่องจากรู้ว่าหลี่เต้ากำลังจะเดินทางไปยังอี้โจว เหล่าสตรีทั้งหลายจึงอยู่ข้างกายเขาตลอดสามวันที่ผ่านมา
“พี่ชาย พาพวกเราไปด้วยไม่ได้จริงๆ หรือ?”
หลี่ชิงเอ๋อร์เกาะแขนหลี่เต้าพลางออดอ้อนถาม ในฐานะคนรักสนุก นางก็อยากจะติดตามหลี่เต้าไปร่วมวงสนุกด้วย
หลี่เต้าเหลียวหน้ามากล่าวว่า “ไม่ได้ หากเป็นการเดินทางบนบก ข้าอาจจะมีเวลาดูแลพวกเจ้าได้บ้าง แต่การเดินทางผ่านทะเลมีความไม่แน่นอนมากเกินไป พวกเจ้าอยู่บ้านอย่างสงบเถิด”
“พวกเราช่วยงานได้นะ”
“การช่วยเหลือที่ดีที่สุดของพวกเจ้าก็คือการไม่สร้างความวุ่นวายนั่นแหละ”
ว่าแล้วเขาก็ยกนิ้วแตะหน้าผากหลี่ชิงเอ๋อร์ก่อนจะดันออก
ขณะที่หลี่ชิงเอ๋อร์กำลังจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังก้องมาจากท้องฟ้า หลี่เต้าจึงได้เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ในที่สุดก็มาถึงเสียที!”
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “จิ๋วเอ๋อร์ ช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ด้วย”
“เจ้าค่ะคุณชาย”
ไม่นานหลังจากนั้น หลี่เต้าก็เปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อย ชุดเกราะเบาสีดำทองที่สั่งทำพิเศษโดยเถี่ยซานเหนียง บนตัวเกราะนั้นสลักลวดลายประณีตงดงามเอาไว้
ด้านหลังสะบัดพลิ้วด้วยผ้าคลุมสีแดง หลี่เต้ารวบผมหางม้าสูง ในมือถือง้าวมังกรทมิฬ การแต่งกายเช่นนี้ทำให้ดูสง่างามองอาจผิดแผกไปจากเดิม เหล่าสตรีในลานเรือนต่างพากันหน้าแดงระเรื่อ โดยเฉพาะจิ๋วเอ๋อร์และคนอื่นๆ ที่อยู่อิใกล้กับหลี่เต้า พวกนางได้กลิ่นอายประหลาดที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา จนรู้สึกว่าร่างกายอ่อนระทวยโดยไม่ทราบสาเหตุ
“หลิวฉิวเอ๋อร์”
“เอ่อ… เจ้าค่ะ! อยู่นี่เจ้าค่ะ!”
หลิวฉิวเอ๋อร์พลันได้สติกลับมาจากการตกอยู่ในภวังค์ ใบหน้างามของนางแดงระเรื่อ
“ช่วยไปบอกท่านผู้อาวุโสหยางทีว่าเตรียมพร้อมได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ!”
พอพูดจบ หลิวฉิวเอ๋อร์ก็รีบออกเดินทางไปทันที ส่วนหลี่เต้า เขาหันไปมองจิ๋วเอ๋อร์ เหมียวเหมี่ยวซิน และคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเอ่ยว่า “เอาละ ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
“คุณชายโปรดระวังตัวในการเดินทางด้วยเจ้าค่ะ”
แม้จะอาลัยอาวรณ์ แต่จิ๋วเอ๋อร์ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นางเพียงแค่ต้องรอคอยหลี่เต้ากลับมาอย่างสงบ เช่นเดียวกับตอนที่อยู่ในเมืองอู๋ฉีเท่านั้น
เหมียวเหมี่ยวซินสวมผ้าคลุมหน้าตลอดเวลา ทำให้ผู้คนไม่อาจล่วงรู้ความรู้สึกของนางได้ แต่ดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้นได้บอกเล่าความในใจทั้งหมดออกมาแล้ว
ส่วนหลี่ชิงเอ๋อร์นั้น ในใจมิได้เป็นกังวลกับพี่ชายของตนแต่อย่างใด เพราะนางเข้าใจดีกว่าผู้อื่นว่าพี่ชายของตนเองประหลาดเพียงใด มีเพียงความไม่พอใจที่หลี่เต้าไม่พานางไปด้วยเท่านั้น
เมื่อหลี่เต้าพูดจบ ร่างของเขาก็กระโดดขึ้นไปกลางอากาศ ในชั่วขณะถัดมา เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามารับร่างของหลี่เต้าเอาไว้ นั่นก็คือไป๋เฉียนที่หลี่เต้าส่งไปยังดินแดนทางใต้ในตอนนั้น ไป๋เฉียนพาหลี่เต้าบินตรงไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น
ในเวลาเดียวกัน บนเนินเขาแห่งหนึ่งห่างจากเมืองหลวงออกไปห้าสิบลี้
จางเมิ่งและเสวี่ยปิงพร้อมด้วยกองทัพหมาป่าผู่ถูห้าร้อยนายกำลังรออยู่ที่นี่แล้ว ทันใดนั้น เสี่ยวเฮยที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นก็พลันรู้สึกถึงบางอย่าง มันลุกพรวดขึ้นยืน สายตาจับจ้องไปไกลตามแนวเขา
“โฮ้งงง!”
ชั่วพริบตาถัดมา เสี่ยวเฮยก็ได้แหงนหน้าเห่าเสียงยาวออกมา เสียงนั้นดังก้องไปไกลตามเนินเขา ครูต่อมา เสียงหอนแบบเดียวกันก็ดังมาแต่ไกล เมื่อทุกคนเงยหน้ามอง ก็เห็นเพียงฝุ่นควันคลุ้งตลบกำลังพุ่งเข้ามาจากที่ไกลๆ
พอมองผ่านฝุ่นควันเข้าไป ก็จะเห็นเงาร่างสีดำมากมายปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นควันกลุ่มนั้น จางเมิ่งขี่หมาป่ายักษ์ของตนพลางยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะหันไปยิ้มพูดกับเสวี่ยปิงที่อยู่ด้านข้างว่า “พวกนั้นมาถึงเสียที ช้าจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เสวี่ยปิงก็กลอกตาใส่แต่ไม่ได้พูดอะไร โดยปกติแล้วการเดินทางจากดินแดนทางใต้มาเมืองหลวงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน แต่นี่เพียงสามวัน ยังไม่นับรวมเวลาที่ไป๋เฉียนใช้เดินทางไปแจ้งที่ดินแดนทางใต้ พวกเขาก็มาถึงเมืองหลวงแล้ว คาดว่าคงไม่ได้หยุดพักเลยตลอดทาง
ในที่สุด เมื่อกองทัพที่อยู่ห่างออกไปได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ เสี่ยวเฮยก็อดใจไม่ไหวพุ่งออกไปทันที จากนั้นร่างสีขาวก็พุ่งออกมาจากกลุ่มฝุ่นควันฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เมื่อพี่น้องร่างดำและร่างขาวมาพบกัน พวกมันก็เริ่มถูไถตัวกันทันที
ไม่นานนัก กองทัพในม่านฝุ่นก็มาถึงหน้าเนินเขา และค่อยๆ หยุดลง หลังจากม่านฝุ่นจางหายไป เงาร่างทั้งหมดก็ปรากฏชัดขึ้น หากไม่ใช่เว่ยอวิ๋นและคณะแล้วจะเป็นใครไปได้
กองทัพหมาป่าผู่ถูจากดินแดนทางใต้ทั้งสองพันห้าร้อยนายมาถึงโดยพร้อมหน้าแล้ว จางเมิ่งกระโดดลงมาจากหลังหมาป่าแล้วกางแขนออกทักทายว่า “ฮ่าๆๆ พวกพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้พบกันนาน”
“แต่ก่อนเรียกข้าว่าหัวหน้าใหญ่ เดี๋ยวนี้เรียกข้าว่าพี่น้อง จางเมิ่ง เจ้านี่ดูท่าจะกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ”
ร่างหนึ่งพลันเดินออกมาจากกลุ่มคนแล้วรับกอดจากจางเมิ่ง หลังจากปล่อยมือ จางเมิ่งก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่จ้าวพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนนี้พวกเราต่างก็มีหัวหน้าคนใหม่กันแล้วไม่ใช่หรือ”
ผู้ที่กล่าวคือจ้าวถง ในอดีตเขาเคยเป็นผู้นำของค่ายหวงซา และเป็นผู้บังคับบัญชาเก่าของจางเมิ่งกับเสวี่ยปิง จ้าวถงกล่าวอย่างรำลึก “นั่นสิ พวกเราต่างก็มีผู้นำคนเดียวกัน”
แม้จะอยู่ในดินแดนทางใต้ แต่ก็ยังคงติดต่อกับเมืองหลวงอยู่เสมอ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่หลี่เต้าต้องเผชิญในเมืองหลวง พวกกองทัพหมาป่าผู่ถูในดินแดนทางใต้ต่างก็รู้กันดี พอนึกถึงหลี่เต้าในตอนนี้ จ้าวถงในอดีตคงไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงสถานการณ์เช่นนี้
หลังจากนั้น สมาชิกที่เหลือของกองทัพหมาป่าผู่ถูต่างก็ลงจากหลังหมาป่ามาทักทายซึ่งกันและกัน ผู้คนในกองทัพหมาป่าผู่ถูล้วนถูกคัดเลือกมาจากกองทัพอู๋โจว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงสนิทสนมเป็นพิเศษ เหล่าหมาป่าเองก็เช่นกัน พวกมันต่างถูไถและส่งเสียงหอนทักทายกันเช่นเดียวกับกองทัพหมาป่าผู่ถู พวกมันล้วนมาจากเขาหมื่นลี้แห่งดินแดนทางใต้ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน สายเลือดจึงผูกพันกันแน่นแฟ้น
เปรียบได้กับหมาป่าของจางเมิ่งและหมาป่าของเสวี่ยปิงที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน กองทัพหมาป่าของเว่ยอวิ๋นและเสวี่ยปิงมีความสัมพันธ์กันแบบพ่อลูก
“หัวหน้า หัวหน้าของข้าอยู่ที่ใด?”
ในตอนนั้นเอง ก็ได้มีคนวิ่งมาจากด้านหลังกองทัพหมาป่าพลางร้องเรียก เมื่อจางเมิ่งและคนอื่นๆ หันไปมอง ก็พบว่ามีร่างอ้วนท้วมกำลังเดินเข้ามาใกล้
“โอ้ คุณชายเสิ่นซาน เจ้าก็มาด้วยหรือ?” จางเมิ่งกล่าว
เมื่อเทียบกับความดุดันของพวกกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้ว เสิ่นซานสวมใส่เพียงอาภรณ์ตัวหลวมแต่หรูหราไม่เบา ประดับด้วยทองและเงิน เสิ่นซานกล่าวอย่างร่าเริง “แน่นอนว่าข้าต้องมา ข้าเป็นถุงเงินของหัวหน้า ครั้งนี้หัวหน้าจะขยายดินแดน จะขาดข้าไปได้อย่างไร”
หลังจากที่ได้เรียนรู้วิธีการค้าจากเถี่ยซานเหนียง เสิ่นซานก็ราวกับได้เปิดเส้นลมปราณสำคัญทั้งสอง พรสวรรค์ด้านการค้าของเขาไล่ตามเถี่ยซานเหนียงมาติดๆ หากจะกล่าวว่าเถี่ยซานเหนียงสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยสัญชาตญาณทางการค้าอันเฉียบคม
เสิ่นซานก็สร้างความสำเร็จด้วยการหยั่งรู้จิตใจผู้คนและความเจ้าเล่ห์ของคน โดยสรุปก็คือเถี่ยซานเหนียงสามารถคว้าทุกโอกาสในการทำเงินได้ เสิ่นซานเองก็สามารถบีบคั้นผลประโยชน์จากทุกโอกาสในการหาเงินได้ถึงขีดสุด เพื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุด