ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 672 ตะลึง
“รู้บ้างเล็กน้อยงั้นหรือ?”
เถี่ยขวางเหรินส่ายหน้า ในใจเขายิ่งรู้สึกว่าพี่เขยคนนี้ช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย อย่างไรเสียคนที่เส้นลมปราณขาดมาแต่กำเนิดเช่นนี้ แต่กลับยังกล้าคุยโวว่ารู้เรื่องเทพมนุษย์บ้างเล็กน้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจว่าจะเกลี้ยกล่อมพี่สาวให้ดี
แต่ไม่รู้ว่าพี่สาวของเขาถูกยาอะไรสะกดจิต เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร นางก็ยังคงแสดงท่าทีปฏิเสธ
เถี่ยซานเหนียงเสียบปิ่นปักผมเข้าไปในเงื่อนผม นางหันมายิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “ข้าทำไปเพื่อท่านทั้งนั้น ท่านต้องชดเชยให้ข้าให้ดีๆ”
หลี่เต้ามองปิ่นปักผมบนศีรษะของเถี่ยซานเหนียงแวบหนึ่ง แล้วยิ้มบางกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะซื้อปิ่นปักผมมาชดเชยให้เจ้าดีหรือไม่?”
“ตกลงตามนั้น”
เถี่ยซานเหนียงหันไปมองเจ้าของร้าน แล้วหยิบปิ่นปักผมอีกชิ้นมาเสียบให้ปี๋โหย่วเอ๋อร์ นางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าของร้าน เขาเป็นคนจ่าย”
หลี่เต้าส่ายหน้าพลางยิ้ม ก่อนจะหยิบเงินออกมาจากอกเสื้อโยนให้เจ้าของร้าน ก่อนจะหันไปเดินตามเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ เถี่ยขวางเหรินได้แต่ยืนงงงวยอยู่ตรงนั้น
พี่สาวของเขาเคยเห็นอะไรมามากมาย แต่กลับถูกปิ่นปักผมเพียงอันเดียวซื้อใจไปได้เช่นนี้?
เวลาต่อจากนั้น หากพูดว่าเถี่ยขวางเหรินพาทั้งสามคนเที่ยวเล่นก็ไม่เชิง ที่จริงแล้วทั้งสามคนต่างหากที่เดินเที่ยวเล่นกันเอง ส่วนเถี่ยขวางเหรินนั้น เขากลับกลายเป็นคนรับใช้ไปเสียแล้ว
มีหน้าที่เพียงแค่ถือของให้ทั้งสามคนเท่านั้น ทุกครั้งที่เถี่ยขวางเหรินอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ก็มักจะถูกเถี่ยซานเหนียงสวนกลับมาทุกที พร้อมกับโยนของให้ถือเพิ่มอีก
สุดท้ายเถี่ยขวางเหรินก็รู้ว่าตนเองทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ฮึ ดูท่าคงต้องให้ท่านพ่อออกโรงเสียแล้ว” ในฐานะที่เป็นคนรุ่นเดียวกัน เขาไม่สะดวกที่จะเตือน แต่ท่านพ่อของเขาในฐานะผู้อาวุโสนั้นแตกต่างออกไป
จากที่เขารู้จักท่านพ่อของตน หากรู้ว่าพี่สาวถูกผู้อื่นหลอก คงต้องลงมืออย่างหนักแน่นอน
หลังจากคิดให้ดีแล้ว เถี่ยขวางเหรินก็ถือของในมือรีบไล่ตามทั้งสามคนไป
“เดี๋ยวตามเวลา ท่านจะไปพบท่านพ่อข้าหน่อยหรือไม่? ปกติต่านพ่อก็คิดถึงพวกท่านอยู่เสมอ” เถี่ยขวางเหรินเอ่ยขึ้นมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงก็พลันชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย นางหันกลับมาพูดว่า “ท่านอาหรือ? ไปเยี่ยมคารวะได้”
พอได้ยินเช่นนั้น เถี่ยขวางเหรินก็ดีใจ “ตกลงตามนั้น ข้าจะให้คนไปแจ้งท่านพ่อล่วงหน้าสักหน่อย”
“ไม่ต้องหรอก ข้าเป็นผู้น้อย สมควรไปเยี่ยมคารวะเอง”
“ไม่เป็นไร ปกติท่านพ่อข้ายังยุ่งมาก แจ้งล่วงหน้าจะได้เผื่อเวลาไว้”
เถี่ยซานเหนียงลังเลครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “งั้นก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเถี่ยขวางเหรินก็เปี่ยมด้วยความยินดี ตอนนี้ก็แค่รอเท่านั้น หลังจากตัดสินใจเรื่องกำหนดการต่อไปแล้ว เถี่ยซานเหนียงก็จูงมือปี๋โหย่วเอ๋อร์เดินเที่ยวต่อ แม้จะบอกว่าพาหลี่เต้าเที่ยวชมเมืองซาง แต่ที่จริงแล้วพวกนางสนุกกว่าใครเพื่อน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวก็บ่ายคล้อยแล้ว ทั้งสี่คนเดินจนเหนื่อยล้า ก่อนจะมาถึงจวนของรองเจ้าเมืองตามที่นัดหมายกันไว้
“คุณชายขอรับ!”
พอเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ พ่อบ้านก็รีบออกมาทักทายเถี่ยขวางเหรินทันที
เถี่ยขวางเหรินรีบส่งของที่ถืออยู่ให้บ่าวรับไป จากนั้นก็พูดกับพ่อบ้านว่า “พ่อบ้าน ไปแจ้งท่านพ่อข้าทีว่าพี่สาวมาถึงแล้ว”
ตลอดทางที่เขาต้องอดทนมา ในที่สุดก็ถึงเวลาให้ท่านพ่อช่วยแก้แค้นแทนเขาเสียที
เขาเชื่อว่าหากอธิบายถึงผลดีผลเสียให้ท่านพ่อฟัง ท่านผู้เป็นบิดาจะเข้าใจถึงเหตุผล และช่วยพูดให้พี่สาวฟังได้แน่ รอให้พี่สาวได้เข้าสำนักชั้นสูงก่อน ก็จะได้เห็นความงดงามของการบ่มเพาะ แล้วนางก็คงจะเลิกคิดถึงพี่เขยคนนั้นเอง
“ไม่ต้องหรอก มากันแล้ว”
ทว่าก่อนที่พ่อบ้านจะทันได้ขยับตัว ทันใดนั้นก็มีเสียงนุ่มนวลดังขึ้นมาจากด้านใน จากนั้นชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีเขียวก็เดินออกมาจากประตูใหญ่
บุรุษผู้นี้ไม่ได้ร่าเริงเหมือนเถี่ยขวางเหริน แต่กลับมีกลิ่นอายของบัณฑิต ดูเป็นคนเงียบขรึม
พอเถี่ยซานเหนียงเห็นบุรุษผู้นั้นแล้ว นางก็ก้มกายคำนับพลางเอ่ยทักทาย “คารวะท่านอาเจ้าค่ะ”
เถี่ยเหยียนจื้อยิ้มบางให้พลางกล่าวว่า “ซานเหนียง นานทีเดียวไม่ได้พบกัน”
“ท่านพ่อ ท่านไม่รู้หรอกว่า…” เถี่ยขวางเหรินเห็นบิดาของตน เขาก็ไม่อาจระงับความรู้สึกเอาไว้ได้ รีบเข้าไปหมายจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฟังทันที
แต่พอเดินไปถึงตรงหน้าบิดาแล้ว เขากลับถูกผลักออกไป
เห็นเพียงบิดาของตนเดินไปหาพี่เขยไม่ได้เป็นญาติแท้ผู้นั้น
พอเห็นภาพตรงหน้านี้ เถี่ยขวางเหรินก็รู้สึกดีใจ “หรือว่าบิดาจะรู้เรื่องแล้ว?”
แต่ก็สมควรอยู่ บิดาของเขาเป็นถึงรองเจ้าเมือง ดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับสำนักยุทธภพทั้งหลาย การที่จะรู้เรื่องก็เป็นเรื่องปกติ ขณะที่เถี่ยขวางเหรินคิดว่าบิดาของตนจะสั่งสอนพี่เขย ในพริบตาถัดมา เขาก็เห็นบิดาของตนก้มกายคำนับให้พี่เขยคนนั้น
“ขอคารวะอู่อันกง” เถี่ยเหยียนจื้อประสานมือคำนับพลางกล่าว
หลี่เต้าไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด
ผู้ที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขามีไม่มาก แต่ต้องมีอยู่บ้างอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายสร้างความวุ่นวายขนาดนั้น ผู้คนแห่งเจียงโจวย่อมต้องสืบสวนเป็นธรรมดา ในฐานะรองเจ้าเมืองแห่งเมืองซาง หากแม้แต่ความเป็นมาของเขายังสืบไม่ได้ ก็คงไม่สมควรดำรงตำแหน่งรองเจ้าเมืองแล้ว หลี่เต้ายิ้มน้อยๆ พลางกล่าว “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ท่านเป็นผู้อาวุโสของซานเหนียง ก็ย่อมเป็นผู้อาวุโสของข้าด้วย”
“อีกอย่างครั้งนี้แค่มาเที่ยวเล่นที่เมืองซาง ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เถี่ยเหยียนจื้อก็หันไปมองเถี่ยซานเหนียง
เถี่ยซานเหนียงไม่ได้พูดอะไร นางเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้า
ทันใดนั้น เถี่ยเหยียนจื้อก็เลิกทำความเคารพ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “เช่นนั้นต่อไปคงต้องเรียกท่านอู่อันกงว่าหลานเขยแล้ว”
ขณะเดียวกัน เถี่ยขวางเหรินที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับงุนงงกับเหตุการณ์ทั้งหมด
เขาถึงกับตะลึงงันไปเลย นี่ยี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เหตุใดบิดาของตนจึงไม่ช่วยตักเตือนพี่สาว แต่กลับสุภาพอ่อนน้อมต่อพี่เขยคนนี้เสียเหลือเกิน เถี่ยขวางเหรินพลันเอ่ยปากขึ้น “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป ทำไมท่าน…”
“เจ้าลูกไม่รักดี หุบปาก!”
ทันใดนั้น เถี่ยเหยียนจื้อก็พลันตวาดขัดคำพูดของเถี่ยขวางเหรินด้วยสีหน้าบึงตึง
ความจริงแล้วถึงไม่มีเถี่ยขวางเหริน เถี่ยเหยียนจื้อก็ได้จัดการส่งคนไปตั้งแต่ตอนที่เถี่ยซานเหนียงและหลี่เต้าเข้าเมืองซางแล้ว
เพียงแต่เพราะการปรากฏตัวของเถี่ยขวางเหริน คนพวกนั้นจึงไม่ได้ถูกใช้งาน เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะมา คนใต้บังคับบัญชาของเขาก็ได้รายงานสถานการณ์ให้เขาทราบล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงการกระทำของบุตรชายตลอดเส้นทาง ตอนแรกเขายังคิดว่าบุตรชายของตนจะฉวยโอกาสนี้เกาะขาทองคำของหลี่เต้าได้
แต่ตอนนี้ดูแล้ว การที่ไม่ถูกเกลียดชังก็นับว่าดีแล้ว คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร
เรื่องราวเกี่ยวกับหลี่เต้านั้น เขาได้รับรู้มาจากตระกูลเถี่ยในเมืองหลวงเกือบหมดแล้ว ท่านอู่อันกงผู้นี้เป็นบุคคลที่ไม่ควรล่วงเกินเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ ข้า…”
“อย่าพูดมาก รีบขอขมาอู่อันกงเดี๋ยวนี้”
เถี่ยขวางเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ในตอนนี้เองที่เขาได้ยินคำพูดของบิดาชัดเจน อู่อันกง?
ช่างเป็นนามที่คุ้นหูยิ่งนัก ดูเหมือนเขาจะเคยได้ยินมาก่อน ไม่นานนัก เถี่ยขวางเหรินก็พลันสะดุ้งโหยง
เขานึกออกแล้วว่าเคยได้ยินนามนี้จากที่ใด หากเขาจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้บิดาของเขาเคยเอ่ยถึงนามนี้อยู่บ่อยครั้ง
และความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นมีเพียงประการเดียว
อู่อันกงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่างหาที่เปรียบมิได้
เถี่ยขวางเหรินมองดูพี่เขยที่ได้มาอย่างง่ายดายผู้นี้ แล้วนึกถึงการแสดงออกของเขาตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันได้ เขาเกิดมาพร้อมเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นไม่ใช่หรือ? เขาไม่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมพอหันหลังกลับมาก็กลายเป็นอู่อันกงในตำนานไปเลยเล่า!