ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 715: พบอวี๋หลิงอีกครั้ง
บทที่ 715: พบอวี๋หลิงอีกครั้ง
รุ่งเช้าวันถัดมา
เถียซานเหนียงส่งพ่อบ้านมาหาถึงที่
หลี่เต้ามองพ่อบ้านตระกูลเถียที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามว่า “ซานเหนียงให้เจ้ามาหาข้าเพราะเรื่องใด?”
พ่อบ้านตอบว่า “เรียนท่านอู่อันกง คุณหนูสามให้ข้าน้อยมาเตือนท่านว่า อย่าลืมสิ่งที่ท่านนำกลับมาจากแคว้นหมู่เกาะขอรับ”
เขานำอะไรกลับมา?
หลี่เต้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็พลันชะงักค้าง
ชาวมนุษย์มัจฉา!
ตระกูลเถียมีจวนรองที่กว้างขวางแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
เพื่อต้อนรับเผ่ามนุษย์มัจฉา เถียซานเหนียงสั่งให้คนขุดพื้นที่ตรงกลางจวนสร้างทะเลสาบขนาดเล็กขึ้นมา
เพื่อให้เผ่ามนุษย์มัจฉาได้พักผ่อน
“พี่สาว เจ้าคิดว่าเขาจะลืมพวกเราหรือไม่”
ที่ริมทะเลสาบ อวี๋หลิงนอนเกยอยู่บนก้อนหินเรียบ มองไปยังเถียซานเหนียงที่ยืนอยู่ในศาลาบนฝั่งด้วยสายตาน่าสงสาร
เถียซานเหนียงมองท่าทางเซ่อๆ น่ารักของอวี๋หลิงแล้วปลอบว่า “วางใจเถิด ถึงเขาจะลืมก็ไม่เป็นไร ข้าส่งคนไปแจ้งเขาแล้ว”
อวี๋หลิงเงยหน้าขึ้น “เช่นนั้นเขาก็ลืมจริงๆ สินะ?”
พอเห็นอวี๋หลิงทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ เถียซานเหนียงก็อ้าปากค้าง ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ราชินีบ้านไหนจะบอบบางถึงเพียงนี้
ขณะที่เถียซานเหนียงกำลังครุ่นคิดว่าจะปลอบใจอย่างไรดี
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในลานเรือน
“ขออภัยที่ข้ามาช้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็มองไปทางอวี๋หลิงพลางเอ่ยว่า “ดูสิ…”
นางยังพูดไม่ทันจบ เถียซานเหนียงก็พบว่าอวี๋หลิงเปลี่ยนท่าทีไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ อีกฝ่ายกำลังโบกมือไปทางด้านหลังของนางด้วยใบหน้าเปี่ยมความตื่นเต้นดีใจ
ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้…
เมื่อมองผ่านผิวน้ำทะเลสาบอันใสกระจ่าง เถียซานเหนียงถึงกับมองเห็นหางปลานั้นกำลังสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง
ท่าทางราวกับลูกสุนัขเลยทีเดียว
หลี่เต้าเดินมาที่ริมทะเลสาบ เขามองไปทางอวี๋หลิงพลางทักทายว่า “ไม่ได้พบกันนาน”
อวี๋หลิงเอื้อมมือไปจัดผมเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “ไม่ได้พบกันนาน”
เถียซานเหนียงไม่ได้เอ่ยวาจาใด เพียงแต่สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลี่เต้ามองทะเลสาบเบื้องหน้าแวบหนึ่ง เขาใช้ความรู้สึกสัมผัสดู และพบว่า ณ ที่นี่มีมนุษย์มัจฉาหญิงเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
เขาเอ่ยถามว่า “แล้วมนุษย์มัจฉาส่วนที่เหลือเล่า?”
อวี๋หลิงกล่าวเสียงแผ่วเบา “พี่หลี่กับพี่สาวมิใช่หรือที่ต้องการให้พวกเราช่วยจัดการน้ำและขุดคลอง ดังนั้นข้าจึงส่งพวกเขาออกไปสำรวจแหล่งน้ำโดยรอบก่อน”
“ไม่กลัวจะพบเจอผู้คนหรือ?”
บุรุษมนุษย์มัจฉานั้นไม่เป็นไร หากผู้คนทั่วไปพบเจอก็คงคิดว่าเป็นเพียงอสูรร้ายเท่านั้น
แต่สำหรับสตรีมนุษย์มัจฉานั้นแตกต่างออกไป โดยธรรมชาติแล้วย่อมเป็นที่หมายปองของคนชั่ว
ในตอนนั้นเอง เถียซานเหนียงพลันเอ่ยปากขึ้นว่า “เรื่องนี้พี่หลี่วางใจได้ ข้าได้มอบป้ายประจำจวนอู่อันกงให้พวกเขาไปแล้ว”
“คงไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงกล้าล่วงเกินจวนอู่อันกงกระมัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็วางใจลงได้
“อ้อจริงสิ”
หลี่เต้านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “เรื่องของชาวมนุษย์มัจฉานั้น ได้แจ้งทางวังหลวงแล้วหรือไม่?”
อย่างไรเสีย การขุดคลองก็เป็นงานใหญ่ หากไร้ซึ่งการสนับสนุนจากราชสำนักก็คงเป็นไปไม่ได้
เถียซานเหนียงตอบว่า “ยังไม่ได้แจ้ง ตั้งใจรอพี่หลี่มาแล้วค่อยไปพบหมิงเย่วด้วยกัน”
“วันดีไม่สู้วันนี้ ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเลยดีกว่า”
ครั้งนี้เป็นเรื่องราชการจริงๆ ไม่ใช่แค่มาเยี่ยมบุตรสาวพร้อมกับทำตามแผนที่วางไว้กับจีหมิงเย่วเท่านั้น
ไม่นานต่อมา
รถม้าคันหนึ่งได้เข้าสู่เขตพระราชฐานมุ่งหน้าตรงไปยังวังหลวง
โดยทั่วไปแล้ว คนธรรมดาไม่สามารถนั่งรถม้าเข้าวังได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหลี่เต้าหรือเถียซานเหนียง พวกเขาก็ล้วนแต่ไม่ใช่คนธรรมดา
อีกด้านหนึ่ง
องค์หญิงหมิงเย่วได้รับรายงานจากนางกำนัลว่าหลี่เต้ากำลังเข้าวังมา
“มาอีกแล้วหรือ?”
องค์หญิงหมิงเย่วคิดว่าที่หลี่เต้ามาครั้งนี้ ก็คงเป็นเรื่องของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์อีก
“ไม่พบหรือ?” จีหมิงเย่วเอ่ยถาม
“จะไม่พบได้หรือ?” องค์หญิงหมิงเย่วย้อนถามกลับ
นางไม่รอให้จีหมิงเย่วตอบ องค์หญิงหมิงเย่วก็ออกคำสั่งไปยังด้านนอกประตู “พาอู่อันกงไปยังตำหนักหมิงเย่ว”
อย่างไรเสีย อู่อันกงก็เคยไปตำหนักหมิงเย่วด้วยความยินยอมของจีหมิงเย่วมาแล้ว ดังนั้นการไปอีกครั้งก็คงไม่เป็นไร
และที่จำเป็นต้องพบ
ก็ยังคงเป็นความคิดเดิม อย่างน้อยก็ไม่ควรให้เรื่องพวกนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกับหลี่เต้า
อีกทั้งหลี่เต้ายังมาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
หากนางปฏิเสธไป ใครจะรู้ว่าคนภายนอกจะพูดกันอย่างไร
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่นางยังเป็นเพียงองค์หญิง จะทำตัวตามใจก็คงไม่เป็นไร
แต่เมื่อได้นั่งบนบัลลังก์มังกรแล้ว มีบางสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ องค์หญิงหมิงเย่วก็รู้สึกว่าตำแหน่งที่นางนั่งอยู่นี้ช่างไม่น่าอภิรมย์เสียเลย
ที่หน้าตำหนักหมิงเย่ว
พอเถียซานเหนียงเห็นนางกำนัลพาหลี่เต้าเข้าไปในตำหนักหมิงเย่วอย่างไรความเกรงกลัว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปทางหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
นางยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่หลี่ ดูเหมือนว่าเมื่อวานท่านกับหมิงเย่วคงสนทนากันได้ดีทีเดียว”
สีหน้าของหลี่เต้าพลันแข็งค้างไปชั่วขณะ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบาย เถียซานเหนียงก็หันหน้ากลับไปเสียแล้ว
“ท่านอาแม่ทูนหัว”
ทันใดนั้น เสียงอ่อนหวานก็ดังขึ้นทันทีที่เข้ามาในตำหนักหมิงเย่ว แล้วก็เห็นเสี่ยวอวี้เอ๋อร์วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากลานเรือนพร้อมกับนางกำนัลสองคนคอยดูแล
“เสี่ยวอวี้เอ๋อร์!”
เมื่อเถียซานเหนียงเห็นเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ สีหน้านางก็อ่อนโยนขึ้นมาทันที
เสี่ยวอวี้เอ๋อร์รู้ความมาก หลังจากสวมกอดเถียซานเหนียงแล้วนางก็ปล่อยมือวิ่งไปหาหลี่เต้าพลางกางแขนทั้งสองข้างออกอย่างไม่เกรงใจ
หลี่เต้าเห็นดังนั้นก็ยิ้มพลางยื่นมือไปลูบศีรษะเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ก่อนจะอุ้มนางขึ้นมา
เสี่ยวอวี้เอ๋อร์หาท่าทางที่สบายแล้วซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของหลี่เต้า
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เถียซานเหนียงก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอิจฉาแต่อย่างใด เพียงแต่ในดวงตาฉายแววอิจฉานิดหน่อยเท่านั้น
ทันใดนั้น นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
เห็นว่าสหายสนิทของตนยังมาไม่ถึง นางจึงค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้หลี่เต้า แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “พี่หลี่ ที่จริงข้าก็ชอบเด็กเช่นกัน”
“หืม?”
หลี่เต้าอึ้งไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งเห็นเถียซานเหนียงเดินจากไปด้วยใบหน้าแดงก้ำ เขาจึงได้เข้าใจความหมายนั้น
จากนั้น เขาก็อุ้มเสี่ยวอวี้เอ๋อร์เดินตามเงาร่างของเถียซานเหนียงเข้าไปในลานเรือน
ขณะที่นางกำนัลเพิ่งชงชาเสร็จและยกมาให้ ร่างอรชรก็เดินมาจากอีกด้านหนึ่งของลานเรือน
“อ้าว…”
องค์หญิงหมิงเย่วกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมองเห็นชัดเจนก็ชะงักไป
“ซานเหนียง? เจ้าก็มาด้วยหรือ?”
หากมีเพียงหลี่เต้าคนเดียว นางก็คงจะแสดงความไม่พอใจกับหลี่เต้าในที่ลับตาคนได้
แต่เมื่อมีสหายสนิทอยู่ด้วย นางก็ไม่กล้าทำเช่นนั้น
หลังจากที่นั่งลงตรงหน้าทั้งสองคน เมื่อเห็นเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลี่เต้า องค์หญิงหมิงเย่วก็รู้สึกหึงหวงขึ้นมาอีก
ปกติแล้วเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ไม่เคยติดใครถึงเพียงนี้เลย
จีหมิงเย่วรับรู้ถึงความรู้สึกขององค์หญิงหมิงเย่วจึงเอ่ยปลอบในใจว่า “เจ้าอยู่กับเด็กน้อยผู้นี้ทั้งวัน ย่อมเป็นธรรมดาที่นางจะเบื่อได้”
องค์หญิงหมิงเย่วตอบกลับในใจว่า “แต่ข้าคือเสด็จแม่ของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ แล้วเขาคือใครกัน?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหมิงเย่ว จีหมิงเย่วไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรแต่ในใจกลับคิดว่า “เจ้าคือเสด็จแม่ แต่อีกฝ่ายก็คือท่านพ่อ”
โชคดีที่องค์หญิงหมิงเย่วไม่ได้นึกเชื่อมโยงหลี่เต้าในตอนนี้กับหลี่เต้าคนเดิมเข้าด้วยกัน
หากนางรู้ความจริงเข้า ดูจากการกระทำของหลี่เต้าในตอนนี้ช่างดูเหมือนการมาแย่งบุตรสาวไปจริงๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่จะสานสัมพันธ์เลย ไม่เป็นศัตรูกันก็นับว่าดีแล้ว
องค์หญิงหมิงเย่วข่มความรู้สึกในใจลง แล้วเบือนหน้าหนีไปเลย ไม่เห็นก็ไม่ต้องรำคาญใจ
นางมองสหายสนิทของตนแล้วกล่าวว่า “ซานเหนียง วันนี้เจ้ามา…”