ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 728: การข่มขวัญ
บทที่ 728: การข่มขวัญ
เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเย่วลังเลและไม่ได้โต้แย้งกลับมาในทันที จีหมิงเย่วก็รู้ว่านางไม่ได้ชอบหลี่เต้า เพียงแค่ไม่รู้สึกรังเกียจเขาเมื่อเทียบกับบุรุษทั่วไปเท่านั้น
แต่แค่ไม่รังเกียจก็เพียงพอแล้ว ค่อยๆ ดำเนินไปทีละขั้นก็พอ
“จริงสิหมิงเย่ว ข้าต้องเตือนเจ้าสักหน่อย”
ทันใดนั้น จีหมิงเย่วก็พลันเอ่ยขึ้นมาอย่างจริงจัง
“หืม?” องค์หญิงหมิงเย่วเงยหน้าขึ้น
“หากสายแร่วิเศษนั้นมีอยู่จริง และชนเผ่าเป่ยหมานก็รู้ถึงความสำคัญของมัน เช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมาอย่างแน่นอน ข้าหวังว่าเจ้าจะระมัดระวังซักหน่อย” จีหมิงเย่วอธิบาย
องค์หญิงหมิงเย่วชายตามองอย่างดูแคลน “ท่านคิดว่าข้าโง่เขลาไม่รู้อะไรเลยหรือ?”
“หลังจากนี้ข้าจะออกราชโองการให้สองมณฑลรอบอวิ๋นโจวเตรียมพร้อมรับมือ พร้อมส่งกองกำลังไปยังอวิ๋นโจวได้ทุกเมื่อ”
“สุดท้าย หากจำเป็นข้าจะไปที่สุสานหลวงด้วยตนเอง”
หลังออกจากวังหลวง
หลี่เต้าก็เดินทางกลับจวนอู่อันอ๋อง
ในเวลานี้ จิ๋วเออร์และคนอื่นๆ ก็กลับมาจากข้างนอกพอดี
“อะไรนะ? คุณชายจะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ?”
จิ๋วเออร์มองหลี่เต้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
“พี่ชาย หมิงเย่วเห็นท่านเป็นสัตว์ใช้งานหรืออย่างไร?”
หลี่ชิงเอ๋อร์ก้าวออกมาบ่นสหายรักของตนเพื่อระบายความไม่พอใจแทนพี่ชาย
“อย่าพูดจาเหลวไหล” หลี่เต้ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เหลวไหลอะไรกัน” หลี่ชิงเอ๋อร์นับนิ้วพลางกล่าว “พี่ชายลองคิดดู นับตั้งแต่ท่านมาถึงเมืองหลวง ท่านได้จัดการเรื่องราวไปมากมายเพียงใด แล้วได้พักผ่อนสักกี่วันเชียว คนเก่งแค่ไหนก็ไม่ควรใช้หนักขนาดนี้สิ”
พอหลี่เต้าครุ่นคิดดูดีๆ แล้ว เขาก็รู้สึกว่าน้องสาวพูดถูกเช่นกัน
นับตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง เรื่องราวก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
แต่หลี่เต้าก็รีบปฏิเสธความคิดเหล่านี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
จะพูดว่าเรื่องราวถาโถมเข้ามาก็ไม่เชิง แต่เป็นเพราะตัวเขาที่คอยหาเรื่องให้ตัวเองต่างหาก
เรื่องที่มาถึงเมืองหลวง ถงโจว และสำนักปราบสวรรค์นั้นไม่ต้องพูดถึง
เขาไปที่นั่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติ และยังได้ช่วยชีวิตหลี่ชิงเอ๋อร์เอาไว้อีกด้วย
ส่วนเรื่องของเจี้ยนจื่อเต้านั้น เขาก็จำต้องลงมือช่วยเพราะไม่มีทางเลือก
หากไม่มีองค์หญิงหมิงเย่ว ไม่มีเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจความเป็นความตายของราชสำนักเลย
ตามคำพูดของเจี้ยนจื่อเต้า หลังจากที่เขาขึ้นครองอำนาจ อำนาจที่มอบให้หลี่เต้าก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อภรรยาและลูกเขาไปพัวพันแล้ว เขาในฐานะบิดาก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้
และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแคว้นหมู่เกาะก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์นั้น
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายด้วย
จึงถือว่าเขาหาเรื่องมาใส่ตัวเอง
ส่วนการเดินทางไปเจียงโจวเมื่อไม่นานมานี้ ก็แค่บังเอิญที่เขาไปพบเจอเข้าเท่านั้น
สรุปแล้วมันต่างจากที่หลี่ชิงเอ๋อร์พูดเอาไว้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นเรื่องที่เขาสมัครใจเข้าไปพัวพันเอง
การเดินทางไปชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้ก็เช่นกัน
แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อเพิ่มพูนพลังและเพื่อปกป้องคนรอบข้าง
หลี่เต้ามองน้องสาวที่กำลังโมโหแทนตน เขายิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “เจ้าอยากได้แร่วิเศษหรือไม่?”
ทันใดนั้น สีหน้าของหลี่ชิงเอ๋อร์ก็พลันชะงักไป นางเบือนหน้าหนีอย่างดื้อรั้นพลางเอ่ยว่า “อยากได้แล้วอย่างไร? อย่างไรเสีย เพื่อพี่ชาย ข้าไม่เอาก็ได้”
“ไม่เอาจริงๆ หรือ แม้จะมากเท่าไรก็ตาม?”
“ไม่เอาจริงๆ ไม่ว่าจะมากแค่ไหน!”
“สามส่วน!”
“อะไรนะ?”
“ข้าหมายถึง ข้าได้ตกลงกับนางเอาไว้ว่า หากมีสายแร่วิเศษจริง และข้าสามารถยึดครองมันมาได้ ข้าจะได้ส่วนแบ่งสามส่วน”
หลังพูดจบ หลี่เต้าก็เห็นหลี่ชิงเอ๋อร์กลืนน้ำลายอย่างระมัดระวัง
“จริงหรือที่ว่าสามส่วน?”
หลี่ชิงเอ๋อร์หันกลับมาถามอย่างอดไม่ได้
“อืม แม้ว่าในพระราชโองการไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ตกลงกันด้วยวาจาว่าสามส่วน เจ้าคงไม่คิดว่าจะมีใครแย่งเนื้อจากปากพี่ชายเจ้าได้หรอกนะ”
หลี่ชิงเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยปาก แต่หลังจากที่ได้ติดต่อกับพี่ชายของนางมาหลายปี นางก็พอจะเข้าใจนิสัยของหลี่เต้าได้เป็นอย่างดี
พี่ชายของนางนั้นใจกว้างมาก กว้างถึงขนาดที่มักจะให้ของดีๆ แก่คนรอบข้างอย่างไม่คิดอะไร
แต่ก็เป็นคนงี่เง่าและขี้งกมาก งกถึงขนาดที่ไม่ยอมให้ผู้อื่นได้เปรียบแม้แต่น้อย
สรุปคือ เมื่อพี่ชายของนางบอกว่าสามส่วน นางก็เชื่อ หมิงเย่วเป็นสหายสนิทของนาง คำพูดของนางจึงเชื่อถือได้
นั่นก็หมายความว่ามีสามส่วนจริงๆ
จากการที่ได้เห็นผ่านความทรงจำบางส่วนของจิตวิญญาณเทพีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปราบสวรรค์ หลี่ชิงเอ๋อร์มีความเข้าใจเกี่ยวกับสายแร่วิเศษไม่น้อยเลยทีเดียว
หากสายแร่วิเศษนี้เป็นเรื่องจริง เพียงแค่สามส่วนก็สามารถทำให้จวนอู่อันอ๋องเฟื่องฟูรุ่งเรืองได้แล้ว
และไม่ใช่แค่จวนอู่อันอ๋องเท่านั้น
หากพี่ชายของนางยอมทุ่มเท ในช่วงแรกที่เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืน ทั้งดินแดนทางใต้ก็สามารถรุ่งเรืองตามไปด้วยได้
เพราะในเจ็ดมณฑลของต้าเฉียน หลี่เต้าสามารถครอบครองได้ถึงหนึ่งในสาม
อีกทั้งดินแดนทางใต้ยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่แต่มีผู้คนเบาบาง หากให้เวลากับดินแดนทางใต้ สุดท้ายอาจถึงขั้นพลิกกลับมาเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ก็เป็นได้
สหายรักของนางช่างใจกว้างเสียจริง
“พี่ชาย”
“หืม?”
“ข้าขอติดตามท่านไปด้วยเถิด”
“ข้าไม่ต้องการสามส่วน แม้แต่หนึ่งส่วนข้าก็ไม่เอา ขอเพียงครึ่งส่วนก็พอ”
โป๊ก!
เมื่อเห็นหลี่ชิงเอ๋อร์กุมหน้าผาก หลี่เต้าก็หัวเราะอย่างระอาพลางกล่าว “เจ้าเด็กน้อย แค่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ยังไม่ถึง แล้วยังจะมาเรียกร้องครึ่งส่วนอีก? จงอยู่เฝ้าบ้านในเมืองหลวงอย่างสงบเถิด”
“แม้ข้าจะยังไม่ถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ แต่ข้าก็มีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด หากอาศัยวิชาลับพลังจิตแล้วข้าถึงขั้นสังหารระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้เลย” หลี่ชิงเอ๋อร์โต้แย้ง
พอได้ยินคำพูดของหลี่ชิงเอ๋อร์ หลี่เต้าก็ชูขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้น พี่ชายอย่างข้าใช้แค่นิ้วเดียวก็สามารถแทงเขาตายได้ ยังต้องให้เจ้ามาช่วยวางแผนฆ่าระดับมหาราชาปรมาจารย์ด้วยหรือ?”
“ฮึ…”
หลี่ชิงเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออกในทันที
หลังครู่หนึ่งผ่านไป นางก็เอ่ยพึมพำในปากว่า “ถ้าเช่นนั้นจะส่งกองทัพใหญ่ไปทำไม ท่านไปคนเดียวก็พอแล้ว”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากหรือ?”
หากไม่มีเรื่องชะตาแผ่นดินคอยขวางอยู่ หลี่เต้าก็อยากจะบุกเข้าไปในชนเผ่าเป่ยหมานเพียงคนเดียวเพื่อยึดครองสายแร่วิเศษที่อาจมีอยู่ แต่ปัญหาคือ มันมีชะตาแผ่นดินอยู่
หากบีบคั้นชนเผ่าเป่ยหมานจนมุมและพวกเขาโจมตีอย่างเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนั้นเขาก็จะเสียเปรียบมิใช่หรือ
ก่อนหน้านี้ได้ปรึกษากับองค์หญิงหมิงเย่วและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
การเดินทางไปชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้ การมีอยู่ของเขาน่าจะเป็นไปเพื่อข่มขวัญเป็นหลัก
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร คงต้องดูที่คนใต้บังคับบัญชาเป็นสำคัญ
เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะถูกกระทบกระเทือนจิตใจของหลี่ชิงเอ๋อร์ หลี่เต้าจึงยื่นมือไปลูบศีรษะน้องสาวของตน “รอให้พี่ชายเจ้าได้สามส่วนนั้นมา ถึงตอนนั้นแร่วิเศษก็จะเป็นของเจ้าแล้ว จะใช้อย่างไรก็ได้ตามใจ”
ในชั่วขณะถัดมา หลี่ชิงเอ๋อร์ก็พลันโผเข้ากอดคอหลี่เต้า
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่ชายดีที่สุด”
“ตอนนี้ไม่คัดค้านแล้วสินะ?”
“ไม่คัดค้านแล้ว แต่พี่ชายต้องระวังตัวด้วยนะ”
หลี่ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง “เมื่อเทียบกับแร่วิเศษแล้ว ท่านสำคัญกว่า”
จากนั้นหลี่เต้าก็หันไปมองเหมียวเมียวซิน “เมียวซิน ข้าต้องขอโทษด้วย เดิมทีข้าสัญญว่าจะไปเยือนดินแดนทางใต้กับเจ้า”
เหมียวเมียวซินส่ายหน้า “คุณชายไม่ต้องพูดเช่นนั้น ในเมื่อผู้อาวุโสส่งเมียวซินมาอยู่ข้างกายท่าน ข้าก็เป็นคนของท่านแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนมากมายต่างหันมามอง
ไม่คิดว่าเหมียวเมียวซินจะกล้าเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาเช่นนี้
หลี่เต้ายิ้มบาง “หากเป็นไปได้ เจ้าจะกลับไปก่อนก็ได้ รอข้ากลับมาคราวนี้แล้วจะไปรับเจ้า”
เหมียวเมียวซินกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่หลี่เต้าก็ขัดขึ้นมา “อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ที่ข้าบอกว่าจะไปรับเจ้านั้น ข้าจะไปจริงๆ และถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนคนตระกูลเหมียวด้วย”
เหมียวเมียวซินลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”