ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 104 ข้อได้เปรียบของกู้หย่วน—เปิดโปรสูตรโกง!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 104 ข้อได้เปรียบของกู้หย่วน—เปิดโปรสูตรโกง!
อันที่จริง ถ้อยคำตัดพ้อต่อความไม่ยุติธรรมของคนเหล่านั้นเมื่อครู่ ก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี
การบำเพ็ญเพียรนั้น ต้องพึ่งพาพรสวรรค์เป็นหลัก
ยิ่งพรสวรรค์ดีเลิศ สติปัญญาเฉียบแหลม รากฐานกระดูกแข็งแกร่ง การฝึกฝนก็ย่อมรวดเร็ว และความสำเร็จในภายภาคหน้าก็ย่อมสูงส่งตามไปด้วย
ในระดับผู้ฝึกยุทธ หรือ ผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน ยังไม่เท่าไหร่ ขอเพียงมีความมานะอุตสาหะ พากเพียรฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ ท้ายที่สุดย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างแน่นอน
ทว่าในระดับที่สูงขึ้นไป อย่างขอบเขตขั้นเทียนเหริน ขั้นหรูเซิ่ง ขั้นหยินเสิน หรือ ขั้นหลงเหมินนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหล่านี้ ลำพังแค่ความขยันหมั่นเพียรนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป
รากฐานกระดูก สติปัญญา วาสนา และทรัพยากร สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุด!
ยิ่งได้รับรู้เรื่องราวมากขึ้นเท่าไหร่ กู้หย่วนก็ยิ่งตระหนักได้ว่า หากต้องการประสบความสำเร็จในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ที่มากพอ!
กระดูกกระบี่หยวนเฉิน กายาเต๋าหยางบริสุทธิ์ สายเลือดมังกรแท้ หัวใจเจ็ดช่องหลิงหลง กายาหลิวหลีบริสุทธิ์ผุดผ่อง…
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า!
ยกตัวอย่างง่ายๆ
หากมีวาสนา มีวิชายุทธ์ และมีชาติกำเนิดที่เหมือนกันทุกประการ คนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาฝึกฝนทั้งชีวิต ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายและพยายามอย่างหนักหน่วง แต่ก็อาจจะยังวนเวียนอยู่แค่ในระดับผู้ฝึกยุทธ ไม่อาจทะลวงคอขวดขึ้นสู่ระดับเซียนเทียนได้
ทว่าสำหรับอัจฉริยะบางคน การทะลวงผ่านคอขวดเหล่านี้ กลับง่ายดายราวกับการกินข้าวปลาอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดแล้ว ว่าจะต้องบรรลุเต๋าเป็นอมตะ กลายเป็นเซียนเป็นปรมาจารย์!
เพลงกระบี่อันลึกล้ำที่คนอื่นอาจต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ พยายามทำความเข้าใจมาหลายสิบปี แต่ก็อาจจะยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้
ทว่าอัจฉริยะด้านวิถีกระบี่บางคน อาจจะแค่ปรายตามองแวบเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง…
ในบางครั้ง ความแตกต่างระหว่างคนกับคน ก็ห่างไกลกันยิ่งกว่าคนกับสุนัขเสียอีก!
และช่องว่างความห่างชั้นระดับนี้ มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังเสมอ!
“โชคดีนะ ที่ถึงแม้พรสวรรค์ของข้าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยข้าก็สามารถเปิดโปรใช้สูตรโกงได้…”
กู้หย่วนรู้สึกลอบยินดีอยู่ในใจ
หากวัดกันที่พรสวรรค์ แน่นอนว่าเขาย่อมเทียบชั้นไม่ได้กับพวกอัจฉริยะเหนือโลกที่มีกระดูกกระบี่หยวนเฉิน กายาเต๋าหยางบริสุทธิ์ หรือหัวใจเจ็ดช่องหลิงหลง เหล่านั้นหรอก
แต่ข้อได้เปรียบของเขาก็คือ เขาสามารถยกระดับพรสวรรค์ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการฝึกฝนและสยบสัตว์อสูรวิญญาณ…
ขอเพียงมีสัตว์อสูรวิญญาณมากพอ พรสวรรค์แข็งแกร่งพอ พรสวรรค์ของเขาก็มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
และในจุดนี้ ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงเขาได้เลย!
“พรุ่งนี้ พรุ่งนี้พอกลับไปถึง ข้าจะฟักไข่ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวใบนั้นออกมาทันที… ถึงตอนนั้น ข้าก็จะได้ไข่ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวอีกใบเป็นค่าตอบแทน”
กู้หย่วนครุ่นคิดเงียบๆ
เมื่อนึกถึงผีเสื้อกระบี่เงาเขียว หัวใจของเขาก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
นี่คือสัตว์อสูรวิญญาณระดับคุณภาพสีทองเชียวนะ พรสวรรค์เทวะของมันจะต้องไม่ทำให้เขาผิดหวังอย่างแน่นอน!
ส่วนเหยาต้าเองก็ใกล้จะเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยแล้ว
มันมีสายเลือดของตะพาบเทวะบรรพกาลเจือปนอยู่ แม้ระดับขั้นในตอนนี้จะยังต่ำ แต่ศักยภาพและพรสวรรค์ของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอาหวงและต้าจุ่ยในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งในตอนนี้ พรสวรรค์ลมหายใจเต่าของมัน ก็ยังมอบผลประโยชน์ให้กับกู้หย่วนอย่างมหาศาล มันยังคงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อวัยวะภายใน และหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาอยู่อย่างต่อเนื่อง
หากมันได้รับการวิวัฒนาการเป็นตะพาบวิญญาณเกราะดำแล้วล่ะก็ พรสวรรค์ของเหยาต้าย่อมต้องสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีกแน่นอน!
เมื่อใดที่เขาได้รับพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้มาครอบครอง ร่างกายของเขาก็จะได้รับการผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน!
เมื่อพรสวรรค์ถึงเกณฑ์แล้ว เกณฑ์การรับศิษย์ของยอดเขาโอสถ ก็คงไม่ใช่กำแพงที่ขวางกั้นกู้หย่วนได้อีกต่อไป
…
ราตรีคืบคลานเข้าสู่ความมืดมิด
สายฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอกเริ่มซาลงแล้ว
มีเสียงร้องของนกหรือสัตว์ป่าที่ไม่รู้จักชนิดดังแว่วมาแต่ไกล เสียงของมันฟังดูแปลกประหลาด และแฝงความน่าขนลุกอยู่เล็กน้อย
ทว่าผู้คนที่อยู่ในอารามเต๋า กลับไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร
หลายคนยังคงตกตะลึงกับข้อมูลที่เปาต้าถงเปิดเผยออกมา จนยังดึงสติกลับมาไม่ได้
บ้างก็เกิดความรู้สึกโหยหาและฮึกเหิม แทบจะอยากกลายเป็นศิษย์สายในของสำนักใหญ่ เพื่อไปประลองฝีมือและสร้างชื่อเสียงสะท้านยุทธภพ ร่วมกับอัจฉริยะเหนือโลกอย่าง หลี่ฉางเซิง เสิ่นอวี้หมิง จี้ชางไห่ หวังจู๋ และซูชิวเยว่ เหล่านั้น!
กู้หย่วนนั่งหลับตา ทำสมาธิสงบนิ่ง เขาจมดิ่งเข้าสู่การทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่คร่าวิญญาณ รังสีอำมหิตที่บริสุทธิ์และรุนแรงกำลังก่อตัวและเดือดพล่านอยู่ในอก เคล็ดลับและแก่นแท้ของวิชากระบี่กำลังสลักลึกซึ้งลงไปในจิตใจ
เพลงกระบี่ชุดนี้ลึกล้ำและแยบยลยิ่งนัก เป็นวิชายุทธ์ที่เน้นการโจมตีสังหารโดยเฉพาะ หากสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ภายใต้ขอบเขตเทียนเหรินลงมา การจะสังหารศัตรูข้ามระดับขั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ตุบ!
ในหมู่ฝูงชน จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็โอนเอนไปมาเหมือนคนหลับใน ก่อนจะล้มหน้าทิ่มลงกับพื้น
ขวับ!
กู้หย่วนลืมตาขึ้นทันที นัยน์ตาที่กระจ่างใสและคมกริบของเขาสาดประกายเย็นเยียบออกมา
เคล็ดกระบี่คร่าวิญญาณมีความไวต่อรังสีอำมหิตเป็นอย่างมาก เมื่อครู่นี้ เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจางๆ สายหนึ่งอย่างชัดเจน!
“ตายแล้วงั้นรึ?”
สีหน้าของเปาต้าถงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ๆ และลองจับดูที่ร่างของชายคนนั้น ก็พบว่าร่างกายของเขาเย็นเฉียบและแข็งทื่อไปแล้ว ผิวพรรณก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำอมเทา เขารีบตะโกนเตือนทันที
“ชายผู้นี้ตายอย่างมีเงื่อนงำ ทุกท่านระวังตัวด้วย!”
สิ้นคำพูด สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาพากันชักอาวุธคู่กายออกมาเตรียมพร้อมป้องกันตัว
เคร้ง—— เคร้ง——
เสียงชักดาบและกระบี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างกวาดสายตามองซ้ายมองขวา ระแวดระวังภัยกันอย่างเต็มที่
ตุบ!
ชายร่างกำยำท่าทางเหมือนผู้ฝึกยุทธพเนจรผู้หนึ่งที่กำลังกำดาบยาวในมือแน่นด้วยความตึงเครียด จู่ๆ สีหน้าของเขาก็แข็งค้าง ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ก่อนจะล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นตามไปอีกคน
“ฮ่าฮ่าฮ่า สถานที่แห่งนี้ช่างวิเศษนัก ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้ฝึกยุทธมารวมตัวกันมากมายถึงเพียงนี้… พอดีเลย จะได้เอามาเป็นอาหารให้เด็กๆ ของข้า…”
ทันใดนั้น น้ำเสียงแหบพร่าและแสบแก้วหูก็ดังเล็ดลอดเข้ามาจากความมืดมิดภายนอกอาราม น้ำเสียงนั้นล่องลอยไปมา ยากที่จะจับทิศทางได้ว่าดังมาจากแห่งหนใด
ในขณะเดียวกัน หมอกสีเทาหม่นกลุ่มหนึ่งก็เริ่มลอยแผ่ซ่านเข้ามา
ท่ามกลางกลุ่มหมอกนั้น มีเงาลางๆ ปรากฏขึ้นให้เห็นวับๆ แวมๆ พร้อมกับเสียงร้องไห้โหยหวนที่น่าสะพรึงกลัว
“เงาพวกนั้นคืออะไรน่ะ?”
“หรือว่าจะเป็นผี?”
เมื่อทุกคนเห็นภาพนั้น ก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
หมอกสีเทาค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ แต่มั่นคง มันแทรกซึมเข้ามาภายในอารามเต๋า
ทันใดนั้น ก็มีท่อนแขนข้างหนึ่งโผล่ออกมาจากกลุ่มหมอก มันคว้าตัวชายคนหนึ่งไว้ แล้วกระชากเพียงครั้งเดียว ชายคนนั้นก็ถูกลากหายเข้าไปในกลุ่มหมอกทันที
“อ๊ากกก!!!”
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาและเงียบหายไป ไม่นานนัก จากในกลุ่มหมอกก็มีเสียงกระดูกแตกหัก เสียงฉีกกระชากเลือดเนื้อ และเสียงกลืนกินอาหารดังเล็ดลอดออกมา
เสียงเหล่านั้นทำให้สีหน้าของทุกคนยิ่งซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกระวนกระวายใจ
กู้หย่วนจ้องมองกลุ่มหมอกสีเทาอันน่าขนลุกที่ลอยอยู่ด้านนอกอารามเต๋าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามเปาต้าถงด้วยเสียงกระซิบ
“พี่เปา ท่านพอจะรู้จักคนผู้นี้หรือไม่?”
กู้หย่วนเองก็ประหลาดใจไม่น้อย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอเรื่องพรรค์นี้ในอารามเต๋าร้าง
หมอกพวกนี้ดูประหลาดและน่าขนลุกมาก มันสามารถบดบังทัศนวิสัยได้ แม้แต่เขาเองก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจางๆ
สีหน้าของเปาต้าถงเคร่งเครียด
“หากข้าเดาไม่ผิด คนผู้นี้น่าจะเป็นคนในวิถีมารแห่งเมืองหัวหยาง ฉายากุ่ยชี่จื่อ(ทารกวิญญาณร้องไห้)!”
กู้หย่วนขมวดคิ้วสงสัย
“ไม่ใช่ระดับเทียนเหรินงั้นรึ?”
“ไม่ใช่ระดับเทียนเหริน”
เปาต้าถงปรายตามองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเตือนว่า
“พี่เยี่ยนอย่าได้ประมาทไปนะ ถึงแม้คนผู้นี้จะยังไม่ถึงระดับเทียนเหริน แต่เขากลับฝึกฝนวิชาอาคมที่แปลกประหลาดพิสดาร หมอกผีพวกนี้สามารถบดบังประสาทสัมผัสและการมองเห็นของมนุษย์ได้ ซ้ำยังทำให้เกิดภาพหลอนอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ นานา ยิ่งไปกว่านั้น ภายในหมอกผียังมีภูตผีที่เขาเลี้ยงไว้อีกมากมาย ด้วยการทำงานประสานกัน เขาเคยสังหารผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียนมาแล้วนับไม่ถ้วน”
“อีกอย่าง กุ่ยชี่จื่อผู้นี้เคลื่อนไหวลึกลับไร้ร่องรอย ภูมิหลังก็เป็นปริศนา ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย หากหาตัวเขาไม่พบ หมอกผีพวกนี้จะขังพวกเราไว้จนตายอยู่ที่นี่แหละ”
ไม่ใช่ระดับเทียนเหริน งั้นข้าก็เบาใจแล้ว… กู้หย่วนพยักหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไป