ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 114 ความแตกต่างระหว่างศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 114 ความแตกต่างระหว่างศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน!
หากเขามีร่างวิญญาณบางประเภท ต่อให้ไม่มีโควตาแนะนำชื่อนี้ เมื่อถึงเวลาแค่ไปเสนอตัวต่อหน้าบุคคลสำคัญแห่งยอดเขาโอสถผู้นั้น โอกาสแปดในสิบส่วนก็คงได้กราบเข้ายอดเขาโอสถอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ กู้หย่วนจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับโควตาแนะนำชื่อที่เซี่ยหมิงหยางพูดถึงมากนัก
หากเซี่ยหมิงหยางคิดว่ากู้หย่วนยังมีแค่พรสวรรค์กระดูกเหล็กเอ็นอ่อน แล้วหวังจะใช้โควตาแนะนำชื่อนี้มาบีบบังคับกู้หย่วนล่ะก็ ถือว่าคิดผิดถนัด
แต่เรื่องที่เซี่ยหมิงหยางบอกว่ากำลังจะมีบุคคลสำคัญจากยอดเขาโอสถลงเขามานั้น ช่างประจวบเหมาะกับข้อมูลที่ฉินหงซิ่วเคยบอกไว้ไม่มีผิด
เห็นได้ชัดว่า บุคคลสำคัญผู้นี้ก็มุ่งหน้ามาเพราะตำหนักเซียนมังกรชาดเช่นกัน
เมื่อเห็นกู้หย่วนรู้ความเช่นนี้ เซี่ยหมิงหยางก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
“ดีมาก ด้วยพรสวรรค์และรากปราณของเจ้า แม้เงื่อนไขอาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง แต่หากเจ้าสามารถทำให้บุคคลสำคัญผู้นั้นถูกใจได้ การกราบเข้าเป็นศิษย์สายนอกของยอดเขาโอสถข้าก็คงไม่ใช่ปัญหา”
เขาเริ่มวาดฝันให้กู้หย่วนฟังอย่างเป็นธรรมชาติ:
“อย่าได้ดูถูกฐานะศิษย์สายนอกเชียวล่ะ ขอเพียงได้เป็นศิษย์สายนอก สวัสดิการและผลประโยชน์ต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายร้องขอแต่ไม่อาจได้มา”
“อีกทั้งขอเพียงเจ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนเหรินได้ก่อนอายุห้าสิบปี ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในโดยอัตโนมัติ ในวันหน้าอาจยังมีโอกาสควบแน่นแก่นจินตัน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะได้รับอายุขัยยาวนานถึงแปดร้อยปี หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เคารพเทิดทูน”
ศิษย์สายนอกงั้นหรือ?
ประกายตาของกู้หย่วนวูบไหวด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
ยอดเขาโอสถทรงเกียรติในฐานะสำนักใหญ่แห่งวิถีเซียน สืบทอดมานับหมื่นปี มีสถานะเหนือโลกียะ ในสายตาของผู้คนมากมาย แม้จะเป็นเพียงศิษย์สายนอกก็ถือเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่แล้ว
ทว่ากู้หย่วนไม่ใช่พวกไก่อ่อนที่ไม่รู้อะไรเลย เขายังเคยฟังเฒ่าเฉินเล่าเรื่องราวต่างๆ มาบ้าง
ยอดเขาโอสถแบ่งระดับศิษย์ออกเป็น ศิษย์รับใช้ ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และศิษย์สืบทอด
ศิษย์รับใช้ย่อมไม่ต้องพูดถึง แม้จะเรียกว่าศิษย์ แต่แท้จริงก็คืองานจับกัง เป็นวัวเป็นม้า คอยรับใช้เป็นทาสให้ผู้อื่น มีสถานะต่ำต้อยที่สุด
แม้มันจะมีช่องทางให้เลื่อนขั้น แต่ในความเป็นจริง โอกาสที่จะทะลวงสู่ระดับเทียนเหรินและกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรได้นั้นช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
ส่วนศิษย์สายนอก แม้จะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับศิษย์สายในแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการหรือผลประโยชน์แอบแฝงอื่นๆ ล้วนด้อยกว่ามาก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่รายเดือน ศิษย์สายนอกจะได้รับโอสถหวงเหลียงเพียงห้าเม็ดสำหรับใช้ฝึกฝนในแต่ละวัน หากไม่พอก็ต้องไปหาวิธีเอาเอง
ไม่ว่าจะไปทำภารกิจของสำนัก ดูแลนาวิญญาณปลูกสมุนไพรวิญญาณ หรือออกล่าสัตว์อสูรเพื่อนำมาแลกหินวิญญาณไปซื้อหา สรุปสั้นๆ คือต้องพึ่งพาลำแข้งของตัวเอง
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาอันมีค่าสำหรับการฝึกฝนก็จะสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย ย่อมส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของตนเองอย่างแน่นอน
ในทางกลับกัน ศิษย์สายในกลับได้รับโอสถหวงเหลียงถึงสามสิบเม็ดต่อเดือน ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนเป็นหินวิญญาณอีกสิบห้าก้อน
ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถตัดขาดจากงานจิปาถะเพื่อทุ่มเทให้กับการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปทำภารกิจเพื่อหาเงินอีก
ไม่เพียงเท่านั้น ในด้านของเคล็ดวิชาและคัมภีร์เต๋า เมื่อศิษย์สายในเข้าสำนัก จะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาเบิกมรรคโดยตรง และในยามปกติก็ยังสามารถไปขอคำชี้แนะปัญหาต่างๆ จากเหล่าผู้อาวุโสในสำนักได้
พอมองย้อนกลับมาที่ศิษย์สายนอก พวกเขาทำได้เพียงเริ่มฝึกฝนจากเคล็ดวิชาวรยุทธ์ทั่วไป หากเจออุปสรรคก็ต้องยอมเสียหินวิญญาณเพื่อไปขอคำชี้แนะ ก่อนจะถึงระดับเทียนเหริน ยังต้องหาทางทำภารกิจเพื่อสะสมคะแนนผลงานสำนัก นำมาแลกกับเคล็ดวิชาเบิกมรรคอีกที
อาจกล่าวได้ว่า หากนำศิษย์สายนอกไปเทียบกับศิษย์สายใน ฝ่ายหนึ่งเหมือนลูกเมียน้อย ส่วนอีกฝ่ายคือลูกเมียหลวง
ความแตกต่างนั้นช่างราวฟ้ากับเหว!
ส่วนศิษย์สืบทอด…
อืม… สวัสดิการและผลประโยชน์ทุกอย่างล้วนเพียบพร้อม ทั้งสถานะและคำชี้แนะจากอาจารย์ก็ไม่เคยขาดแคลน คัมภีร์เต๋า โอสถวิญญาณ และสิทธิพิเศษอื่นๆ ล้วนเป็นระดับสุดยอด แม้กระทั่งถ้ำที่พักอาศัยก็ยังเป็นสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณหนาแน่นที่สุด
เรียกได้ว่าแทบจะถูกประเคนถวายราวกับเป็นบรรพบุรุษ!
ในด้านสวัสดิการและสถานะ ถือว่าทัดเทียมกับผู้อาวุโสภายในสำนักไปแล้ว
ทว่าการจะก้าวขึ้นเป็นศิษย์สืบทอด ไม่ได้ต้องการแค่พรสวรรค์ที่เป็นเลิศเพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขอื่นๆ ด้วย
‘ความต้องการของข้าก็ไม่ได้สูงส่งอะไร ขอแค่ได้เป็นศิษย์สายในก็พอแล้ว ส่วนศิษย์สายนอกลืมไปได้เลย’
เป้าหมายของกู้หย่วน ไม่เคยเป็นศิษย์สายนอกมาตั้งแต่ต้น
ลำพังแค่พรสวรรค์ใจกระบี่ ก็เทียบเท่ากับพรสวรรค์ระดับกายาวิญญาณแล้ว
อีกสักพักหลังจากที่เหยาต้าเลื่อนระดับ เขาก็จะได้รับพรสวรรค์อื่นๆ เพิ่มเติมอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่าเพิ่งพูดถึงศิษย์สายในเลย การที่เขาอยากจะเป็นศิษย์สืบทอดของยอดเขาโอสถ มันคงไม่หวังสูงเกินไปกระมัง?
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ ย่อมไม่จำเป็นต้องพูดให้เซี่ยหมิงหยางฟัง
กู้หย่วนประสานมือคารวะ
“ขอเรียนถามท่านเจ้าหอ บุคคลสำคัญที่ลงเขามาในครั้งนี้ ไม่ทราบว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดหรือขอรับ?”
ตามที่ฉินหงซิ่วเคยเล่า ภายในยอดเขาโอสถแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ หนึ่งคือขั้วตระกูลใหญ่ สองคือขั้วสำนัก ทั้งสองขั้วนี้มักจะเกิดความขัดแย้งกันอยู่เสมอ
ขั้วตระกูลใหญ่มักให้ความสำคัญกับสายเลือดและสถานะ มักจะไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ปรารถนาที่จะเปลี่ยนสำนักให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว กลายเป็นอาณาจักรของตระกูล
ด้วยสถานะของกู้หย่วน ไม่มีทางที่จะได้รับการยอมรับจากขั้วตระกูลใหญ่ ต่อให้ได้รับการยอมรับ ก็ไม่มีวันได้เข้าถึงแก่นแท้ของอำนาจ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือกราบเข้าขั้วสำนัก
‘ศิษย์พี่เฉินทำเกินไปหน่อยแล้ว… ถึงกับเล่าเรื่องภายในสำนักให้ไอ้หนุ่มนี่ฟังด้วย’
ต่อการที่กู้หย่วนเอ่ยปากถามคำถามนี้ เซี่ยหมิงหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และเกิดความไม่พอใจในตัวเฒ่าเฉินขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ปิดบัง:
“ผู้ที่ลงเขามาในครั้งนี้ น่าจะเป็นผู้อาวุโสเก้า เจินเหรินเฮ่อหลิง”
ผู้อาวุโสเก้า?
กู้หย่วนพยักหน้าเบาๆ
เฒ่าเฉินเหมือนจะเคยหลุดปากพูดอยู่ประโยคหนึ่ง ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนของยอดเขาโอสถเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโส และผู้อาวุโสท่านนี้ก็อยู่อันดับที่เก้า
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผู้อาวุโสเก้าท่านนี้มาจากขั้วสำนัก!
สำหรับกู้หย่วนแล้ว นี่นับเป็นข่าวดีอย่างเห็นได้ชัด
“มาเถอะ ดื่มชาสิ!”
เซี่ยหมิงหยางเคาะโต๊ะเบาๆ
“ขอรับ”
กู้หย่วนยกถ้วยชาขึ้นมา แล้วเริ่มลิ้มรส
อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ชานี้เมื่อแตะริมฝีปากจะมีความขมฝาดเล็กน้อย แต่ผ่านไปครู่เดียวก็เริ่มทิ้งความหวานชุ่มคอไว้ กลิ่นหอมจางๆ ของชาเริ่มอบอวลไปทั่วทั้งโพรงปาก
ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือ กลิ่นอายปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พลันแผ่ซ่านตามมา มันถูกลมปราณแท้หลอมรวมอย่างง่ายดาย ทำให้ทั่วทั้งร่างของกู้หย่วนอบอุ่นขึ้นมาทันที
“ขมก่อนแล้วค่อยหวาน รสสัมผัสตกค้างเนิ่นนาน เป็นชาชั้นเลิศจริงๆ!”
กู้หย่วนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
“ย่อมต้องเป็นชาชั้นเลิศอยู่แล้ว ชานี้ปลูกอยู่ในนาวิญญาณของยอดเขาโอสถมานานนับร้อยปี ทุกๆ วันจะมีคนคอยปรนนิบัติดูแลอย่างพิถีพิถัน ใบชาเพียงหนึ่งตำลึงก็มีมูลค่าถึงสิบหินวิญญาณ เรียกได้ว่าเป็นชาวิญญาณแล้ว”
เซี่ยหมิงหยางยิ้มแนะนำ ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจและรู้สึกเหนือกว่าอยู่ลึกๆ
แม้มันจะเป็นเพียงศิษย์สายนอกของยอดเขาโอสถ แต่เขาก็ลงหลักปักฐานอยู่ในสำนักมานานหลายปี ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหออวี้ติ่ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายหรือรากฐาน ล้วนไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะเทียบเคียงได้
“เช่นนั้นหรือขอรับ? ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องดื่มให้มากหน่อย…”
กู้หย่วนได้ยินดังนั้น ดวงตาก็ทอประกายวาววับ เขายกชาซดจนหมดจอกในอึกเดียว เคี้ยวกลืนแม้กระทั่งใบชาลงท้อง จากนั้นก็หิ้วกระปุกชาและป้านชาที่อยู่ข้างๆ มารินชงให้ตัวเองอีกจอก
เมื่อเห็นภาพนั้น มุมปากของเซี่ยหมิงหยางก็กระตุกวูบ รู้สึกปวดใจขึ้นมาตงิดๆ
ชาวิญญาณตำลึงละสิบหินวิญญาณของข้า!
บัดซบ ไอ้เด็กนี่มันวัวเคี้ยวโบตั๋นชัดๆ… ไม่รื่นรมย์กับสุนทรียภาพเอาเสียเลย… (หมายเหตุผู้แปล: วัวเคี้ยวโบตั๋น = เปรียบเปรยถึงการกินของล้ำค่าอย่างตะกละตะกลามหรือไม่รู้คุณค่า)
……
หลังจากออกจากหออวี้ติ่ง กู้หย่วนก็กลับมายังที่พัก
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ละวันนอกจากการให้อาหารเหยาต้าและเสี่ยวชิงแล้ว เขาก็เอาแต่นั่งทำความเข้าใจเพลงกระบี่และชำระล้างไขกระดูก
พรสวรรค์ใจกระบี่ยกระดับสภาวะจิตใจของเขาให้สูงส่งขึ้น และเพิ่มพูนสติปัญญาความเข้าใจในด้านเพลงกระบี่
ทุกครั้งที่กู้หย่วนทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่คร่าวิญญาณ เขามักจะค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ