ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 118 ลิงยักษ์สุดห่าม!
ใบหน้าของตาเฒ่ากระตุกยิกๆ สีหน้าเขียวคล้ำย่ำแย่ โกรธจนควันออกเจ็ดทวาร
อะไรคือแค่เสียลูกชายไปคนหนึ่ง ไปปั๊มลูกมาเพิ่มอีกสักสองสามคนก็สิ้นเรื่องแล้ว…
นี่มันใช่คำพูดที่คนเขาพูดกันเรอะ?
พอคำพูดนี้ของกู้หย่วนหลุดออกไป ไม่เพียงแต่ตาเฒ่าจะโกรธจนแทบกระอักเลือด แม้แต่เซี่ยหมิงหยางและเฒ่าโม่ที่อยู่ด้านข้างก็ยังมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
จะว่าไปแล้ว ไอ้หนุ่มกู้หย่วนนี่ พรสวรรค์ในการฝึกฝนก็เป็นเลิศ หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เสียก็แต่ไอ้ปากหมาๆ นี่แหละ ปากคอเราะร้ายสิ้นดี!
ถึงกับกล้าพูดจาเช่นนี้กับผู้ฝึกยุทธระดับเทียนเหรินเชียวหรือ!
แถมไอ้เด็กนี่ยังไม่เพียงแต่ปากหมา แต่ยังใจกล้าห่อฟ้าอีกต่างหาก เป็นแค่เซียนเทียนแท้ๆ กลับกล้าไปกระตุกหนวดเสือผู้ฝึกยุทธระดับเทียนเหริน
ส่วนซูเสี่ยวเยว่ก็ใช้มือป้องปากหัวเราะคิกคัก ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กู้หย่วน
“พ่อหนุ่มน้อยผู้นี้น่าสนใจจริงๆ เชียว…”
“ไอ้เด็กเดรัจฉาน รนหาที่ตาย!”
เดิมทีชายชราแซ่อู๋ยังคิดจะคาดคั้นว่ากู้หย่วนไปเรียนเพลงกระบี่มาจากที่ใด แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็บันดาลโทสะจนแทบคลุ้มคลั่ง ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป สะบัดมือฟาดแสงวิญญาณสายหนึ่งออกไป
แสงวิญญาณนั้นแยกตัวออกเป็นปราณกระบี่สิบสองสายกลางอากาศ พุ่งทะยานเข้าใส่กู้หย่วน
ปราณกระบี่อันคมกริบและแฝงไปด้วยจิตสังหารอันหนาวเหน็บเข้าปกคลุมทั่วทุกอณูบนร่างของกู้หย่วน
ปราณกระบี่แต่ละสายล้วนคมกริบไร้ที่เปรียบ ราวกับยอดศาสตราวุธที่ฟันเหล็กดุจฟันหยวก
เมื่อนำมาประกอบรวมกัน ยิ่งซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ อานุภาพทวีคูณ ปิดกั้นทางถอยและพื้นที่รอบกายของกู้หย่วนจนหมดสิ้น
เขาทำได้เพียงต้านรับสถานเดียว ไม่อาจหลบหลีกได้
มันให้ความรู้สึกอันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่กู้หย่วน แรงกดดันที่ได้รับยังมากกว่าอู๋ซวิ่นสิบคนรวมกันเสียอีก!
ผู้ฝึกยุทธระดับเทียนเหริน ร้ายกาจไม่ธรรมดาจริงๆ!
โดยเฉพาะวิชาปราณกระบี่ชุดนี้ ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เห็นได้ชัดว่ามันคือวิชาปราณกระบี่ที่ควบแน่นขึ้นมาหลังจากฝึก เคล็ดกระบี่คร่าวิญญาณจนถึงขั้นสมบูรณ์!
“สหายเต๋าอู๋ ท่านก็อายุอานามปูนนี้แล้ว ไฉนจึงต้องมาลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนรุ่นหลังด้วยเล่า?”
ขณะที่กู้หย่วนกำลังกำกระบี่ชิวฉุ่ยแน่น เตรียมจะลงมือเพื่อทดสอบฝีมือของตนเอง เซี่ยหมิงหยางก็ยกมือขึ้นขวางเขาเอาไว้
พร้อมกับสะบัดมือซัดป้ายเหล็กสีแดงออกไป มันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงวิญญาณมังกรชาดสายหนึ่ง พุ่งเข้าชนปราณกระบี่เหล่านั้นจนแหลกละเอียด ปราณกระบี่ที่แตกกระจายถูกแสงสีแดงอันร้อนระอุพันธนาการไว้ ก่อนจะมอดไหม้กลายเป็นควันสีขาวบางเบา
“ป้ายคำสั่งมังกรชาด!”
เมื่อเห็นวิชาของตนถูกทำลาย สีหน้าของชายชราแซ่อู๋ก็มืดทะมึนลง ทว่านัยน์ตาที่จ้องมองป้ายสีแดงนั้นกลับทอประกายความโลภวาววับ
มันมีสีหน้าทะมึนทึน เอ่ยถามเสียงเย็น
“เซี่ยหมิงหยาง หรือว่าเจ้าคิดจะปกป้องไอ้เด็กนี่จริงๆ?”
“สหายเต๋าอู๋กำลังพูดล้อเล่นอยู่หรือ?”
เซี่ยหมิงหยางแค่นเสียงเย็น
“กู้หย่วนเป็นคนของหออวี้ติ่งของข้า ข้าในฐานะเจ้าหออวี้ติ่ง ไม่ปกป้องเขา แล้วจะให้ข้าส่งตัวเขาให้ท่านจัดการอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดนี้ของเขาไม่ได้มีไว้แค่พูดให้ดูดีเท่านั้น
เมื่อครู่นี้กู้หย่วนปรากฏตัวขึ้นทันเวลาและช่วยขัดขวางอู๋ซวิ่นเอาไว้ให้ หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ การหลอมรวมป้ายคำสั่งมังกรชาดของเขาคงไม่ราบรื่นเช่นนี้แน่
หากเขาไม่ลงมือปกป้องกู้หย่วน หลังจากวันนี้ไป ชื่อเสียงของเขาคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี เมื่อกลับไปถึงสำนัก ศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านั้นจะมองเขาอย่างไร?
คนเราสามารถเสแสร้งได้ สามารถเจ้าเล่ห์ได้ และสามารถอำมหิตไร้ความปรานีได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องรู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ!
กู้หย่วนคือคนของตน อย่างน้อยในสายตาคนอื่นก็คือลูกน้องของเขา
หากแม้แต่ลูกน้องที่ยอมถวายหัวให้ยังไม่ยอมปกป้อง ข่าวแพร่ออกไปแล้วใครจะยอมทำงานให้เขาอีก? วันข้างหน้าเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในโลกผู้ฝึกยุทธ?
ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของกู้หย่วน ก็คู่ควรให้เขาลงมือปกป้องจริงๆ!
“ชายชราไม่สนหรอกนะว่าพวกเจ้าจะมีความแค้นเคืองอันใดต่อกัน…”
เฒ่าเลี้ยงลิงเมิ่งหงปรายตามองกู้หย่วนแวบหนึ่ง เริ่มหมดความอดทน จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยหมิงหยาง
“ท่านเจ้าหอเซี่ย ขอเพียงท่านส่งป้ายคำสั่งมังกรชาดมา ถือเสียว่าข้าติดค้างน้ำใจท่านครั้งหนึ่ง มีธุระอันใดท่านก็สั่งการมาได้เลย ชายชรายินดีจัดการให้ตามนั้น ท่านคิดเห็นประการใด?”
“ในความคิดข้า นายท่านยังใจดีเกินไป ของวิเศษย่อมคู่ควรกับผู้ที่มีบารมี ขอเพียงถูกใจก็ลงมือแย่งชิงมาเลยก็สิ้นเรื่อง แต่นายท่านกลับยังคิดจะทำข้อตกลงกับท่านอีก”
ลิงยักษ์ขนขาวที่อยู่ข้างๆ เขาบิดคอไปมา แสยะยิ้มโชว์ฟันแหลมคมเต็มปาก เอ่ยถ้อยคำประโยคหนึ่งออกมา
“ท่านเจ้าหอเซี่ย นายท่านของข้าไว้หน้าท่านถึงเพียงนี้ ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าได้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
น้ำเสียงของลิงยักษ์ทุ้มต่ำ จังหวะการพูดดูแปร่งหูไปบ้าง แต่เมื่อตกกระทบโสตประสาทของผู้คน กลับทำให้พวกเขาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ลิงยักษ์ตัวนี้ถึงกับพูดภาษามนุษย์ได้!
เห็นได้ชัดว่ามันหลอมรวมกระดูกกล่องเสียงจนหมดสิ้นแล้ว มีตบะบารมีแก่กล้าเพียงพอ เป็นถึงสัตว์ประหลาดในระดับเทียนเหริน
สามารถกำราบสัตว์ประหลาดระดับนี้ให้อยู่หมัดได้ เมิ่งหงผู้นั้นจะแข็งแกร่งปานใด?
ทว่ากู้หย่วนกลับมองลิงยักษ์เพิ่มอีกหลายตา เผยให้เห็นถึงความสนใจอยู่หลายส่วน
สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งห้าตัวที่เขาเลี้ยงไว้ มีทั้งหนู งู ตะพาบ ตะขาบ และยังมีสายเลือดแมลงประหลาดบรรพกาลอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียวอีก เรียกได้ว่าแต่ละตัวล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
ในจำนวนนั้น ผู้ที่มีสติปัญญาสูงสุดคือเหยาต้าและหนูค้นสมบัติตัวน้อยอาหวง
แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถพูดจาได้
ไม่ใช่เพราะระดับต่ำเกินไป แต่เป็นเพราะพวกมันล้วนอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเจริญเติบโต
ขอเพียงเติบโตไปตามลำดับขั้นตอน เมื่อมีตบะบารมีมากพอ พวกมันก็จะสามารถควบคุมพรสวรรค์และวิชาศักดิ์สิทธิ์ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
การจะพูดได้ ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
“แต่เดิมวานรก็ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดอยู่แล้ว ต่อให้เป็นวานรธรรมดา สติปัญญาก็ยังสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่น วานรยักษ์ที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นสัตว์อสูรปีศาจ หากเทียบกับมนุษย์แล้วก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย สามารถสั่งให้ทำเรื่องบางอย่างได้ นับว่าเป็นผู้ช่วยที่ดีทีเดียว…”
กู้หย่วนรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย และเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“ข้าควรจะเลี้ยงวานรไว้สักตัวดีไหมนะ?”
สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งห้าตัวที่เขาเลี้ยงไว้ อาหวงทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุด นอกจากจะมอบพรสวรรค์ให้เขาสามอย่างแล้ว ยังมักจะไปหาสมุนไพรวิญญาณมาให้เขาบ่อยๆ ด้วย
แต่ถึงจะเป็นอาหวง ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำไม่ได้
“ช่างเถอะ ไว้ค่อยว่ากันวันหลังก็แล้วกัน…”
กู้หย่วนล้มเลิกความคิดนี้ไปอย่างเงียบๆ
ลำพังแค่สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งห้าตัวในตอนนี้ เขาก็แทบจะเลี้ยงไม่ไหวอยู่แล้ว
ตอนนี้พวกอาหวง อาอู่ ต้าจุ่ย ล้วนยังต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเองในการออกล่าเหยื่อและหาเลี้ยงปากท้องในเทือกเขาอวิ๋นเมิ่งอยู่เลย
หากต้องเลี้ยงวานรเพิ่มอีกตัว เป้าหมายทั้งใหญ่ทั้งกินจุ เขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยง?
รอให้เขากราบเข้ายอดเขาโอสถและทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อนค่อยว่ากันเถอะ
“แค่เดรัจฉานต่ำต้อยตัวหนึ่ง ยังกล้ามาข่มขู่ข้างั้นรึ?”
เมื่อเห็นว่าแม้แต่ลิงยักษ์ก็ยังกล้าพูดจากับตนเช่นนี้ เซี่ยหมิงหยางก็หัวเราะเยาะออกมา
“เดรัจฉาน?”
ลิงยักษ์แสยะยิ้ม มันกำหมัดแน่น บังเกิดเสียงกระดูกลั่นเป๊าะแป๊ะดังกังวาน บนร่างแผ่กลิ่นอายความดุร้ายเข้มข้น และมีสภาวะกดดันดุจขุนเขา
“หรือว่าท่านเจ้าหอเซี่ยจะรู้สึกว่าลิงอย่างข้ามันไม่คู่ควรให้ท่านชายตามอง? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้เรามาประลองฝีมือกันดูสักตั้งเป็นไร ดูสิว่าท้ายที่สุดแล้วท่านจะเป็นฝ่ายฆ่าข้า หรือลิงอย่างข้าจะเป็นฝ่ายเด็ดหัวท่านออกมา!”
“ฮ่าฮ่า… ดี! ดีมาก! เซี่ยหมิงหยาง ต่อให้เจ้าทะลวงระดับเทียนเหรินได้แล้วจะทำไม?”
เมื่อเห็นเซี่ยหมิงหยางถูกคนมากมายหมายหัว เว่ยชวนก็มีสีหน้าเยาะเย้ยถากถาง
“ข้าอยากจะรู้นัก ว่าวันนี้จุดจบของเจ้าจะลงเอยเช่นไร!”
ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่เฒ่าเลี้ยงลิงหนึ่งนายหนึ่งบ่าว ซูเสี่ยวเยว่ และชายชราแซ่อู๋ ยอดฝีมือระดับเทียนเหรินเหล่านี้เท่านั้น
บรรดาผู้ฝึกยุทธ์และปรมาจารย์ยุทธ์เซียนเทียนจำนวนหนึ่งก็ถูกดึงดูดด้วยเสียงเอะอะโวยวาย และกำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่แต่ไกล
นี่เป็นเพียงแค่ผู้ที่ปรากฏตัวในที่สว่างเท่านั้น ในที่มืดก็ยังไม่รู้ว่ามีคนคอยจับตาดูอยู่อีกเท่าไหร่
มีคนอยู่มากมายเพียงนี้ ศัตรูคู่อาฆาตของมันอย่างเซี่ยหมิงหยางต่อให้เก่งกาจปานใด วันนี้ก็คงยากที่จะได้ผลประโยชน์ใดๆ กลับไป!
เซี่ยหมิงหยางปรายตามองเว่ยชวนอย่างเย็นชา ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ก่อนจะหันไปมองฝูงชน รู้สึกตึงมือเป็นอย่างยิ่ง