ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 120 กายาเบญจสายฟ้า!
ชายชราแซ่อู๋ฝืนปั้นรอยยิ้ม ทว่ากลับดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากอธิบาย
“ผู้อาวุโส ผู้น้อยสมองเลอะเลือนไปชั่วขณะ จึงได้พลั้งปากพูดจาเหลวไหลออกไป หวังว่าผู้อาวุโสจะโปรดเมตตา ละเว้นผู้น้อยสักครั้งเถิด…”
ตอนนี้มันแทบอยากจะตบปากตัวเองสักหลายๆ ฉาด!
หากรู้แต่แรก ต่อให้ให้ความกล้ามาอีกสิบเท่า มันก็คงไม่กล้าพูดจาเช่นนั้นออกไปหรอก!
คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็พากันเงียบกริบดั่งจักจั่นฤดูหนาว ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว
“พูดจาเหลวไหล?”
สีหน้าของนักพรตเฮ้อหลิงราบเรียบ แฝงไว้ด้วยความเย็นชาของผู้ที่อยู่สูงส่งเหนือใครและกุมอำนาจชี้เป็นชี้ตาย
“แค่พูดจาเหลวไหล ยังกล้าคิดจะฆ่าศิษย์ยอดเขาโอสถของข้า แล้วถ้าเจ้ามีสติครบถ้วนดี ไม่คิดจะถล่มยอดเขาโอสถของข้าเลยรึ?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวกาลกิณีอย่างเจ้า ตายๆ ไปซะก็ดี จะได้สะอาดหูสะอาดตา!”
แย่แล้ว!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราแซ่อู๋ก็หนังหัวชาหนึบ รู้ตัวทันทีว่าท่าไม่ดี มันไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังกลับเตรียมวิ่งหนีสุดชีวิต
แสงวิญญาณสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นบนร่าง ห่อหุ้มตัวมันไว้ แปรเปลี่ยนเป็นแสงหลบหนีสีเขียวอมขาวพุ่งทะยานออกไป ชั่วพริบตาก็หนีหายไปไกลลิบ
“วิชาหลบหนี…”
นักพรตเฮ้อหลิงแค่นเสียงเย็น ยืนนิ่งมองภาพนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะลงมือเลยแม้แต่น้อย
กรู๊!
ทว่านกกระเรียนขาวพาหนะของเขากลับส่งเสียงร้องกังวาน เสียงนั้นดังกึกก้องไปไกลนับร้อยลี้ มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กางปีกสยาย แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีขาวพุ่งแหวกอากาศออกไป
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
สายลมแรงพัดกระหน่ำ
นกกระเรียนขาวตัวนั้นไล่ตามแสงหลบหนีของชายชราแซ่อู๋ไปได้ทันด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ! ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
มันสะบัดปีกทั้งสองข้าง ปราณกระบี่ที่ดูราวกับขนนกนับพันนับหมื่นสายก็พุ่งทะยานออกไป แต่ละสายล้วนประดุจกระบี่บิน แสงวิญญาณไหลเวียน พุ่งเข้าทิ่มแทงแสงหลบหนีนั้น
กระบวนท่านี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าวิชาเทวะที่ชายชราแซ่อู๋ใช้โจมตีกู้หย่วนเสียอีก!
ท่ามกลางแสงกระบี่ที่ไหลเวียน แสงหลบหนีของชายชราแซ่อู๋ก็ถูกฉีกกระชากอย่างง่ายดาย แตกกระจายกลายเป็นเศษซากปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า
ระหว่างนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนสั้นๆ ก็ดังเล็ดลอดออกมา
เมื่อนกกระเรียนขาวบินกลับมา ที่จะงอยปากยาวๆ ของมันก็คาบถุงเก็บของใบหนึ่งมาด้วย ก่อนจะร่อนลงสู่มือของนักพรตเฮ้อหลิง
เมื่อเมิ่งหง ซูเสี่ยวเยว่ และเว่ยชวนได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ร่างกายก็แข็งทื่อ หนังหัวแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
ผู้ฝึกยุทธระดับเทียนเหรินที่อยู่ระดับเดียวกับพวกเขา กลับถูกสังหารอย่างง่ายดายปานนี้เชียวหรือ!
แม้กระทั่งตัวนักพรตเฮ้อหลิงเองยังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่สัตว์พาหนะที่เลี้ยงไว้ลงมือเท่านั้น
เมื่อเห็นสายตาของนักพรตเฮ้อหลิงตวัดมองมา ซูเสี่ยวเยว่ก็รีบเก็บอาการยั่วยวนชวนหลงใหลเมื่อครู่ไว้ ย่อตัวคารวะอย่างอ่อนช้อย
“ผู้น้อยซูเสี่ยวเยว่ ขอน้อมคารวะท่านนักพรตที่เคารพ!”
นักพรตเฮ้อหลิงเมินเฉยต่อรูปโฉมอันงดงามเย้ายวนของซูเสี่ยวเยว่โดยสิ้นเชิง เอ่ยถามตรงๆ
“ซูสือซานเหนียงแห่งวังจิ้งจอกสวรรค์ เป็นอะไรกับเจ้า?”
สีหน้าของซูเสี่ยวเยว่ยิ่งทวีความเคารพนบนอบ
“เรียนผู้อาวุโส ซูสือซานเหนียงคือน้าของผู้น้อยเองเจ้าค่ะ”
“ในเมื่อเป็นหลานสาวของสหายเต๋าซู เช่นนั้นเจ้าก็ไปได้”
นักพรตเฮ้อหลิงกล่าวเรียบๆ
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
ซูเสี่ยวเยว่ลอบยินดีในใจ ย่อตัวคารวะอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เพิ่งจะเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงของนักพรตเฮ้อหลิงลอยแว่วมาอย่างเย็นเยียบ
“เห็นแก่หน้าสหายเต๋าซู ครั้งนี้ข้าจะปล่อยไป แต่หากมีครั้งหน้า ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เจ้าก็น่าจะรู้ดี”
“เจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเสี่ยวเยว่ก็รู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ ไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบเร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยหมิงหยางที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ปิดปากเงียบกริบ ดูเหมือนจะไม่มีความคิดเห็นใดๆ ต่อการตัดสินใจเช่นนี้
‘มีเส้นสายมันก็ดีแบบนี้นี่เอง… ก่อเรื่องใหญ่แค่ไหนก็ไม่เป็นไร ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับจินตาน ก็ยังต้องไว้หน้า’
กู้หย่วนรำพึงในใจ
เมื่อเห็นสายตาของนักพรตเฮ้อหลิงมองมา เมิ่งหงก็ยิ้มแหยๆ ยอมจำนนอย่างเด็ดขาด
“เรื่องในวันนี้ เป็นผู้น้อยที่บุ่มบ่ามล่วงเกินไป วันหน้าผู้น้อยจะนำของขวัญไปขอขมาถึงที่อย่างแน่นอน!”
พูดจบ ก็โค้งคำนับให้เขา จากนั้นก็พาวานรยักษ์เผ่นหนีไปอย่างลุกลี้ลุกลน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด นักพรตเฮ้อหลิงจึงทำเพียงมองตามแผ่นหลังของพวกเขาไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ขัดขวาง
ส่วนเซี่ยหมิงหยาง ในเมื่อนักพรตเฮ้อหลิงไม่ออกคำสั่ง เขาย่อมไม่กล้าพูดอะไร
“ท่านนักพรตจะสังหารข้าหรือไม่?”
เว่ยชวนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย กำลูกปัดวิเศษในมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น แต่ของวิเศษที่ต้องทุ่มทรัพย์สินกว่าครึ่งค่อนตัวไปซื้อมา กลับไม่สามารถมอบความรู้สึกปลอดภัยให้มันได้เลยแม้แต่น้อย
ยอดเขาโอสถกับนิกายกู่เสินเดิมทีก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว วันนี้มันยังสาระแนมาก่อกวนอีก
และนักพรตเฮ้อหลิงผู้นี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นปรมาจารย์ระดับจินตานเท่านั้น แต่ยังควบแน่นจินตานระดับสูงได้สำเร็จ ถือเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในหมู่ผู้ฝึกยุทธระดับจินตานด้วยกัน
หากอีกฝ่ายยืนกรานจะลงมือ ผู้ฝึกยุทธเซียนเทียนกระจอกๆ อย่างมัน จะเอาปัญญาที่ไหนไปรอดพ้นเงื้อมมือของตัวตนระดับนี้ได้?
ใครจะไปคาดคิดว่านักพรตเฮ้อหลิงจะไม่แม้แต่จะปรายตามองมัน ทำเพียงมองตรงไปยังสุดปลายถนน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คางคกเฒ่า ดูมาตั้งนานยังดูไม่หนำใจอีกรึ? ไม่เจอกันเจ็ดสิบกว่าปี นิสัยลับๆ ล่อๆ ของเจ้าก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ!”
ยังมีคนอยู่อีกรึ?
กู้หย่วน เซี่ยหมิงหยาง และคนอื่นๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปยังสุดปลายถนน แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย
“สหายเต๋าเฮ่อหลิง ปกติท่านขึ้นชื่อเรื่องความใจกว้างดุจแสงจันทร์ส่องสว่าง เหตุใดวันนี้ถึงได้เกรี้ยวกราดราวกับกินดินปืนเข้าไปเล่า?”
ชายชรารูปร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่สุดปลายถนน
ชายชราผู้นี้รูปร่างอ้วนเตี้ย ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง สวมชุดคลุมไหมสีเขียว ที่นิ้วมือสวมแหวนหยกหยกปานจื่อเอาไว้ ดูเหมือนเศรษฐีภูธรธรรมดาๆ ไม่สะดุดตาแต่อย่างใด
ทว่าในเวลานี้กลับไม่มีใครกล้าประมาทคนผู้นี้แม้แต่น้อย
ฟังจากความหมายในคำพูดของนักพรตเฮ้อหลิง ชายชราอ้วนเตี้ยผู้นี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นปรมาจารย์ระดับจินตานที่อยู่ในระดับเดียวกับเขา!
‘เป็นเขานี่เอง! นักพรตเป่าฉาน (คางคกวิเศษ) ที่ประลองการต่อสู้กับต้วนเฉิน ศิษย์สืบทอดของสำนักกระบี่ดาราในวันนั้น!’
โดยเฉพาะกู้หย่วน เมื่อเห็นชายชราอ้วนเตี้ยผู้นี้ ในใจก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาออกไปรวบรวมแต้มเต๋า ระหว่างทางกลับบังเอิญไปเจอผู้ฝึกยุทธสองคนกำลังต่อสู้กัน
คนหนึ่งคือต้วนเฉิน ศิษย์สืบทอดของสำนักกระบี่ดารา ส่วนอีกคนก็คือนักพรตเป่าฉาน ชายชราอ้วนเตี้ยที่อยู่ตรงหน้านี้ คนผู้นี้ก็มาจากนิกายกู่เสินเฉกเช่นเดียวกับเว่ยชวน
ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ของทั้งสอง ที่ทำให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ภูเขาพังทลาย ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของกู้หย่วนอย่างชัดเจน
“ศิษย์เว่ยชวน ขอน้อมคารวะผู้อาวุโสเป่าฉาน!”
การปรากฏตัวของนักพรตเป่าฉาน ผู้ที่ตื่นเต้นดีใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเว่ยชวน มันรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
ในเมื่อท่านผู้นี้มาปรากฏตัวที่นี่ ตัวมันก็รอดตายแล้ว!
“น้องเฮ่อหลิง วันนี้เจ้าดูจะบันดาลโทสะรุนแรงไปหน่อยนะ นี่ไม่สมกับเป็นนิสัยของเจ้าเลย หรือว่าเป็นเพราะจื่อเซียว ศัตรูคู่อาฆาตของเจ้า เพิ่งจะรับลูกศิษย์ดีๆ มาได้คนหนึ่งกระมัง?”
นักพรตเป่าฉานดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหยอกล้อ
“ได้ยินมาว่าไอ้หนูที่ชื่อซุนจงผู้นั้นครอบครองกายาเบญจสายฟ้าไม่ด้อยไปกว่าหลี่ฉางเซิงแห่งยอดเขาโอสถของพวกเจ้าเลย ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังอายุไม่ถึงเก้าขวบ ไม่เคยสัมผัสกับวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีเซียนที่ฟ้าประทานมาให้โดยแท้ แม้แต่ชายชราอย่างข้าเมื่อได้ยินแล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอนใจด้วยความอิจฉา…”
“ตรงกันข้ามกับขั้วสำนักของพวกเจ้า ที่หลายปีมานี้ขาดแคลนผู้สืบทอด ไม่ได้รับศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมานานแล้ว จึงมักจะถูกขั้วตระกูลใหญ่รังแกและกดขี่อยู่เสมอ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของนักพรตเฮ้อหลิงไม่ค่อยสู้ดีนัก นักพรตเป่าฉานก็หัวเราะเบาๆ
“การที่เจ้าลงเขามาในครั้งนี้ นอกจากเรื่องของตำหนักเซียนมังกรชาดแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คงตั้งใจจะมาหาสะสมเมล็ดพันธุ์ดีๆ ไปเพิ่มด้วยกระมัง?”
“น้องเอ๋ย ฟังคำตักเตือนของพี่ชายคนนี้สักคำเถอะ พรสวรรค์ระดับกายาเต๋าอย่างกายาเบญจสายฟ้าน่ะ ถือว่าหาได้ยากยิ่งในโลกหล้า การที่เจ้าคิดจะหาคนที่มีพรสวรรค์ใกล้เคียงกันนั้น มันยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก มิสู้…”
“พอได้แล้ว!”
ก่อนที่นักพรตเป่าฉานจะพูดจบ นักพรตเฮ้อหลิงก็เอ่ยปากขัดขึ้น สีหน้าเย็นชา หว่างคิ้วคล้ายมีเจตจำนงกระบี่อันคมกริบสายหนึ่งอ้อยอิ่งอยู่
“คางคกเฒ่า เจ้าชักจะพูดมากเกินไปแล้วนะ!”