ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 130 ข่าววงใน!
“ถูกต้องขอรับ นอกจากคุณชายแล้ว ยังมีแขกท่านอื่นอยู่อีก...”
ชายวัยกลางคนตอบตามตรง
“ตกลง รบกวนนำทางด้วย”
กู้หย่วนพยักหน้าเบาๆ
……
“หอชุนไหล...”
กู้หย่วนเงยหน้ามองอาคารเจ็ดชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
อาคารหลังนี้คือหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในเมืองเป่ยเหลียง และยังเป็นหอสุราที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดอีกด้วย พ่อครัวใหญ่ของที่นี่เชี่ยวชาญการปรุงอาหารเลิศรสจากทั้งภูเขาและทะเล ว่ากันว่าต่อให้เป็นโต๊ะจีนที่ถูกที่สุด ก็ยังต้องจ่ายถึงหกเจ็ดตำลึงเงิน
ผู้ที่สามารถมาใช้จ่ายที่นี่ได้ ล้วนแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น
กู้หย่วนไม่เคยมาที่นี่ แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของหอชุนไหลมาบ้าง
“คุณชายกู้ เชิญด้านในขอรับ คุณหนูสามเซี่ยรออยู่ที่ชั้นห้าแล้ว”
ลูกจ้างคนหนึ่งรีบเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม โค้งตัวนำทางไปด้านหน้า
กู้หย่วนไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงเดินตามไปเงียบๆ
“คุณชายกู้ เชิญขอรับ”
เมื่อมาถึงหน้าห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นห้า ลูกจ้างก็เปิดประตูให้กู้หย่วน ก่อนจะถอยฉากออกไปอย่างเงียบเชียบ
กู้หย่วนมองเห็นสถานการณ์ภายในห้องได้อย่างชัดเจน
ภายในห้องมีคนอยู่ทั้งหมดแปดคน
แน่นอนว่าคุณหนูสามเซี่ยซิ่วเสวี่ยก็อยู่ในนั้นด้วย โดยนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน
ขนาบข้างนางทั้งสองฝั่ง มีชายหญิงวัยรุ่นอยู่ฝั่งละหลายคน
แต่ละคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราดูดีมีชาติตระกูล กลิ่นอายโดดเด่นเหนือธรรมดา เพียงแค่คนตาไวปรายตามองก็รู้ได้ทันทีว่า ชายหญิงวัยรุ่นเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
“พี่กู้”
เมื่อเห็นกู้หย่วน เซี่ยซิ่วเสวี่ยก็ลุกขึ้นยืนพยักหน้าทักทาย ก่อนจะเอ่ยว่า
“ทุกท่าน ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือสหายของข้า กู้หย่วน และยังเป็นอีกคนที่ท่านพ่อของข้าเสนอชื่อให้เข้ารับการทดสอบด้วย”
กู้หย่วนประสานมือคารวะ
“ผู้น้อยกู้หย่วน ขอคารวะทุกท่าน”
เซี่ยซิ่วเสวี่ยยิ้มแย้ม
“พี่กู้ มาเถอะ ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก”
“ท่านนี้คือ คุณชายสามแห่งตระกูลลู่จากเขตหรงหยวน ลู่หมิง…”
“และท่านนี้คือ เจิ้งฉางซิง มาจากเขตหรงหยวนเช่นกัน… เป็นคุณชายรองจากสายรองที่ห้าของตระกูลเจิ้ง แม้อายุยังน้อย แต่วิทยายุทธ์ประจำตระกูลกลับฝึกฝนจนถึงขั้นแตกฉานแล้ว!”
“แม่นางเย่ มาจากเขตหมิงชวน...”
……
หลังจากแนะนำตัวกันพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็ทยอยนั่งลงตามลำดับ
กู้หย่วนเลือกมุมที่ค่อนข้างเงียบสงบ จิบชาและลิ้มรสขนมไปพลาง นั่งฟังคนพวกนี้สนทนากันไปพลางอย่างเงียบๆ
ลมปราณแท้ไท่หยวนนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกภายในร่างกายได้ ดังนั้นต่อให้เขากินอาหารธรรมดาทั่วไป ก็ไม่ส่งผลเสียต่อการฝึกฝน เขาจึงไม่ต้องคอยระมัดระวังอะไรมากนัก
และก็เป็นไปตามที่กู้หย่วนคาดไว้ คนเหล่านี้คือผู้มีความสามารถที่เจ้าหออวี้ติ่งจากแต่ละเขตเสนอชื่อมานั่นเอง
ครั้งนี้เดินทางมาเมืองเป่ยเหลียงโดยเฉพาะ ก็เพื่อมารับการทดสอบจากนักพรตเฮ้อหลิง
และในสายตาของกู้หย่วน บรรดาคุณชายคุณหนูเหล่านี้ ไม่เพียงแต่มีภูมิหลังที่น่าเกรงขาม แต่แต่ละคนยังมีฝีมือไม่ธรรมดาอีกด้วย ส่วนใหญ่บรรลุถึงขั้นฝึกกระดูกแล้ว และในจำนวนนั้นยังมีถึงสองคนที่เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นเซียนเทียน
การที่สามารถบรรลุเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด หรือแม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธเซียนเทียนได้ในวัยเพียงเท่านี้ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก
แน่นอนว่า นี่มันก็เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว
คนที่ได้รับการเสนอชื่อจากเจ้าหออวี้ติ่งให้มารับการทดสอบเป็นศิษย์ยอดเขาโอสถได้ หากไม่มีพรสวรรค์เลยจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
“ครั้งนี้ ผู้อาวุโสเฮ่อหลิงเปิดเขารับศิษย์ มีผู้เดินทางมารับการทดสอบจากทั้งสี่เขตจำนวนหลายร้อยคน”
หนึ่งในนั้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสง่างามในชุดหรูหรา ลูบคลำจอกหยกในมือ พลางกวาดตามองทุกคน
“คนนับร้อยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีรากปราณและพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดจากแต่ละพื้นที่ ถึงเวลานั้นการแข่งขันย่อมต้องดุเดือดเป็นแน่ ทุกท่านต้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยนะ”
ทุกคนต่างพากันตอบรับ
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น!”
“พี่ลู่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก”
“ใช่แล้ว พวกเรากับซิ่วเสวี่ยก็คุ้นเคยกันมานาน ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ย่อมต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว”
ระหว่างที่พูดคุยกัน หลายคนก็แอบปรายตามองกู้หย่วนด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยการประเมินและเคลือบแคลงสงสัย
พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานตระกูลเศรษฐี บางคนมาจากตระกูลผู้ฝึกยุทธเสียด้วยซ้ำ ผู้อาวุโสในตระกูลต่างก็รู้จักมักจี่กันดี
มีเพียงกู้หย่วนเท่านั้น ที่เป็นแค่คนธรรมดาสามัญ สถานะแตกต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
หากไม่ได้ฟังจากเซี่ยซิ่วเสวี่ยว่า กู้หย่วนอายุยังน้อยก็บรรลุเป็นผู้ฝึกยุทธเซียนเทียนแล้ว ซ้ำยังมีผลงานการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา เกรงว่าพวกเขาคงไม่สบอารมณ์ที่จะให้กู้หย่วนมาร่วมโต๊ะด้วยเป็นแน่
ในเมื่อกู้หย่วนบรรลุเป็นผู้ฝึกยุทธเซียนเทียนแล้ว ก็แสดงว่าเขามีพรสวรรค์ไม่เลว นับว่ามีคุณสมบัติพอที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขาได้
เพียงแต่เพราะไม่คุ้นเคยกัน จึงไม่มีใครยอมเข้าไปทักทายกู้หย่วนก่อน
กู้หย่วนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร นั่งจิบชาของตัวเองต่อไปอย่างเงียบๆ
เวลานั้นเอง ชายหนุ่มเมื่อครู่ก็เอ่ยขึ้น
“ไม่ทราบว่าทุกท่านพอจะรู้เรื่องเงื่อนไขการรับศิษย์ของยอดเขาโอสถบ้างหรือไม่?”
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าลู่หมิง ภูมิหลังไม่ธรรมดา ว่ากันว่าเป็นถึงตระกูลใหญ่แห่งเขตหรงหยวน และยังเป็นหนึ่งในสองผู้ฝึกยุทธเซียนเทียนในกลุ่มอีกด้วย
ในสายตาของกู้หย่วน คนเหล่านี้ดูเหมือนจะยกให้เขาเป็นผู้นำกลายๆ
เมื่อได้ยินลู่หมิงเอ่ยเช่นนั้น คนอื่นๆ ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าพอจะรู้เกณฑ์การรับศิษย์ของยอดเขาโอสถในครั้งก่อนๆ อยู่บ้าง”
“มักจะพิจารณาจากรากปราณ พรสวรรค์ และอายุเป็นหลัก รากปราณอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับกลาง อายุไม่เกินสิบแปดปี ถึงจะมีโอกาสได้กราบเข้ายอดเขาโอสถ นอกจากนี้ ยอดเขาโอสถยังมีข้อจำกัดเรื่องวิทยายุทธ์ที่เคยฝึกฝนมาด้วย อย่างเช่นหากเคยฝึกวิชาพิษ หรือวิชาที่ทำลายพลังปราณและเลือดเนื้อ ยอดเขาโอสถก็จะไม่รับ”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ส่ายหน้า
“ทว่าครั้งนี้ เป็นนักพรตเฮ้อหลิงจากขั้วสำนักที่ลงเขามาคัดเลือกศิษย์ด้วยตนเอง ไม่ใช่การเปิดรับศิษย์อย่างเป็นทางการของยอดเขาโอสถ ดังนั้นเงื่อนไขจะต้องแตกต่างออกไปอย่างแน่นอน”
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย
กู้หย่วนเองก็เห็นด้วยเช่นกัน
ครั้งนี้เป็นการรับศิษย์ของขั้วสำนัก ไม่ใช่ของยอดเขาโอสถทั้งหมด
ดังนั้นเงื่อนไขและมาตรฐานย่อมต้องแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
“ได้ยินมาว่าพี่ลู่มีรากปราณระดับสูง ซ้ำยังมีสติปัญญาเป็นเลิศมาตั้งแต่เด็ก สามารถฝึกฝนสุดยอดวิทยายุทธ์ประจำตระกูลอย่างเคล็ดวิชาสุริยันต์แผดเผาได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือนก็ฝึกสำเร็จขั้นต้นได้แล้ว เผลอๆ อาจจะมีพรสวรรค์เร้นลับซ่อนอยู่อีกก็เป็นได้”
หนึ่งในนั้นยกจอกสุราขึ้น เอ่ยประจบประแจง
“ด้วยพรสวรรค์ของพี่ลู่ ย่อมต้องเป็นที่โปรดปรานของนักพรตเฮ้อหลิงอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นหากพี่ลู่ได้ดิบได้ดีแล้ว ก็อย่าลืมพวกเราเสียล่ะ”
บนใบหน้าของลู่หมิงปรากฏรอยยิ้มสงวนท่าที
“พี่จางกล่าวชมเกินไปแล้ว…”
“พี่ลู่ แล้วก็พี่อวี๋ พวกท่านล้วนเป็นผู้มีรากปราณระดับสูง การจะกราบเข้ายอดเขาโอสถย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ… ไม่เหมือนข้า ที่มีแค่รากปราณระดับกลาง เฮ้อ…”
ชายหนุ่มแซ่จางเมื่อครู่ส่ายหน้าถอนหายใจ
เซี่ยซิ่วเสวี่ยเอ่ยปลอบใจ
“พี่จางเหตุใดจึงต้องถ่อมตัวเช่นนั้น รากปราณระดับกลางก็ไม่ได้แย่อะไร ยิ่งไปกว่านั้น พี่จางยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม คิดว่าการจะได้เป็นศิษย์ยอดเขาโอสถก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร”
มีคนรินสุราให้ชายหนุ่มแซ่จาง ก่อนจะฉวยโอกาสเอ่ยถาม
“พี่จาง ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของท่านเป็นถึงผู้ดูแลของยอดเขาโอสถไม่ใช่หรือ พี่จางพอจะมีข่าววงในอะไรมาบอกพวกเราบ้างไหม?”
ชายหนุ่มแซ่จางส่ายหน้า
“ไม่ปิดบังทุกท่าน ข้าเองก็รู้เรื่องของยอดเขาโอสถไม่มากนัก ทว่าเรื่องบางเรื่อง ข้าก็พอจะรู้มาบ้าง…”
หลายคนผลัดกันเยินยอกันไปมา ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น กู้หย่วนไม่ได้เอ่ยแทรก เพียงแค่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
คนพวกนี้ล้วนมีภูมิหลังไม่ธรรมดา ทั้งยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในของยอดเขาโอสถเป็นอย่างดี ทำให้กู้หย่วนได้ฉวยโอกาสรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อย
“มีข่าวหนึ่ง พวกท่านอาจจะยังไม่รู้สินะ?”
เวลานั้นเอง อวี๋เจิ้งเม่าก็กวาดตามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“การรับศิษย์ของนักพรตเฮ้อหลิงในครั้งนี้ แม้แต่ลูกหลานตระกูลหลี่ ก็ยังมาร่วมรับการทดสอบด้วย!”
“ตระกูลหลี่?”
ลู่หมิงที่เดิมทีมีสีหน้าเรียบเฉยกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หมายถึงตระกูลหลี่แห่งเมืองฉินโจวอย่างนั้นหรือ?”