ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 139 ความกลัดกลุ้มของนักพรตเฮ่อหลิง อัจฉริยะหายากยิ่ง!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 139 ความกลัดกลุ้มของนักพรตเฮ่อหลิง อัจฉริยะหายากยิ่ง!
แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตาหลากหลายรูปแบบที่จับจ้องมาจากรอบด้าน แต่หลี่ฉางชิงกลับสงบนิ่งไม่ไหวติง
ราวกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่การทดสอบเพื่อกราบเข้ายอดเขาโอสถ แต่เป็นเพียงการทดสอบธรรมดาๆ ครั้งหนึ่งเท่านั้น
เขาประสานมือคารวะนักพรตเฮ่อหลิงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ยกมือขึ้นวางทาบลงบนถาดกลไกเร้นลับ
ครืน!
วินาทีต่อมา ถาดกลไกเร้นลับก็สาดแสงสีแดงเจิดจ้าบาดตาออกมา!
แสงสีแดงนั้นสดใสและงดงามตระการตา แฝงไว้ด้วยความร้อนระอุถึงขีดสุด ราวกับจะแผดเผาจิตวิญญาณได้ ทำเอาคนที่อยู่ใกล้ๆ ต้องรีบถอยกรูดด้วยความลุกลี้ลุกลน
“กายาวิญญาณ… นี่ต้องเป็นกายาวิญญาณแน่ๆ!”
หลายคนเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนแทบพูดไม่ออก
ความอลังการนี้ ยิ่งใหญ่กว่าตอนของเซี่ยซิ่วเสวี่ยเมื่อครู่นี้มากนัก อีกทั้งดูจากลักษณะที่ปรากฏ เห็นได้ชัดว่าเป็นกายาวิญญาณชนิดหนึ่ง และแปดเก้าส่วนน่าจะเป็นกายาวิญญาณธาตุไฟ!
นักพรตเฮ่อหลิงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้าย ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
ความเปลี่ยนแปลงบนถาดกลไกเร้นลับยังคงดำเนินต่อไป
แสงสีแดงเดือดพล่านราวกับน้ำเดือด และพลิ้วไหวราวกับมวลหมอกที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ
ไม่นานนัก แสงสีแดงก็รวมตัวกัน กลายเป็นเตาหลอมรูปร่างประหลาดสีแดงฉาน เตาหลอมมีเก้าช่อง ภายในมีเปลวเพลิงแท้ก่อกำเนิดอยู่ แฝงไว้ด้วยเจตจำนงอันน่าสะพรึงกลัวที่พร้อมจะแผดเผาสรรพสิ่ง
หลายคนถึงกับหน้าถอดสี เตาหลอมรูปร่างประหลาดนี้คือรูปลักษณ์ภายนอกที่เกิดจากพรสวรรค์ของหลี่ฉางชิงผ่านถาดกลไกเร้นลับ ไม่ว่าเขาจะมีพรสวรรค์อันใด ก็ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
“เตาหลอมสีแดงฉาน… นี่มันพรสวรรค์อะไรกัน?”
กู้หย่วนพึมพำในใจ เมื่อครู่นี้เขาใช้ใจกระบี่แทนดวงตา เพียงแวบแรกที่เห็นหลี่ฉางชิง ก็มองเห็นว่าร่างกายของหลี่ฉางชิงเปรียบเสมือนเตาหลอม ที่กักเก็บเปลวเพลิงแท้เอาไว้ภายใน ภาพตรงหน้าเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขามองไม่ผิดจริงๆ
แม้จะตรวจสอบพบกายาวิญญาณ แต่บนใบหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงกลับไม่มีวี่แววของความปีติยินดีเลยแม้แต่น้อย คล้ายกับไม่ได้รู้สึกดีใจอะไร
เมื่อเห็นท่าทีของนักพรตเฮ่อหลิงในเวลานี้ นักพรตเป่าฉานก็ลอบหัวเราะในใจ เขาย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางความขัดแย้งภายในของยอดเขาโอสถเป็นอย่างดี
หลายปีมานี้ ขั้วตระกูลใหญ่กดหัวขั้วสำนักมาโดยตลอด มาจนถึงตอนนี้ก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน ถึงขั้นมีแผนจะกลืนกินขั้วสำนัก เพื่อเปลี่ยนยอดเขาโอสถทั้งสำนักให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลใหญ่
และหลี่ฉางชิงผู้นี้ ก็คือหอกข้างแคร่ที่ขั้วตระกูลใหญ่จงใจส่งเข้ามาแทรกซึมในขั้วสำนัก!
นักพรตเฮ่อหลิงนับว่าเป็นหนึ่งในผู้กุมอำนาจของขั้วสำนัก ย่อมต้องมองแผนการของขั้วตระกูลใหญ่ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทว่าถึงจะมองออก เขากลับไม่มีวิธีรับมือที่ดีนัก
เพราะแผนการที่ขั้วตระกูลใหญ่ใช้ คือแผนการแบบเปิดเผย!
เป็นการส่งหลี่ฉางชิงเข้ามาแทรกซึมในขั้วสำนักอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา
หากนักพรตเฮ่อหลิงละทิ้งกฎระเบียบของสำนักและขัดขวางไม่ให้เขากราบเข้าสำนัก นั่นกลับจะเข้าทางของใครบางคน และพวกเขาก็สามารถใช้ข้ออ้างนี้ละเมิดกฎระเบียบได้เช่นกัน!
นักพรตเป่าฉานแสร้งทำเป็นสงสัย หันไปถามซิงอวิ๋นจื่อที่อยู่ด้านข้าง
“ชายชราผู้นี้หูตาคับแคบนัก ขอเรียนถามสหายเต๋าซิงอวิ๋นจื่อ นี่มันคือพรสวรรค์อันใดหรือ?”
“ร่างกายไร้รอยรั่ว เปรียบดั่งเตาหลอม กักเก็บเปลวเพลิงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ไว้ภายใน”
ซิงอวิ๋นจื่อก็มองความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของนักพรตเป่าฉานออกเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปก้าวก่าย จึงอธิบายว่า
“นี่คือ กายาวิญญาณเตาแดง (ชี่ติ่ง) เป็นกายาวิญญาณธาตุไฟชนิดพิเศษ มีความเข้ากันได้ดีกับคัมภีร์เต๋าธาตุไฟมาตั้งแต่กำเนิด ยอดเขาโอสถในครั้งนี้เก็บได้ของดีเข้าให้แล้ว”
พูดพลาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
“ก่อนหน้านี้ตระกูลหลี่เพิ่งจะให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์หยวนเสินอย่างหลี่ฉางเซิงมา ตอนนี้ก็มีหลี่ฉางชิงโผล่มาอีกคน ในความเห็นของข้า ตระกูลหลี่นี่ช่างเป็นตระกูลที่ให้กำเนิดยอดคนคู่แห่งยุคเสียจริงๆ…”
นักพรตเป่าฉานพยักหน้าเบาๆ
แม้เขาจะเป็นผู้อาวุโสแห่งนิกายกู่เสิน และไม่ค่อยจะลงรอยกับยอดเขาโอสถนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลี่ฉางเซิงผู้นั้นมีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้เทียมทาน สมกับเป็นผู้สืบทอดมรรคาและเมล็ดพันธุ์หยวนเสินอย่างแท้จริง
ต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดนับสิบคนของนิกายกู่เสิน ก็หาคนที่จะเทียบเคียงเขาได้ยากยิ่ง
ในตอนนี้ยอดเขาโอสถยังได้รับหลี่ฉางชิงผู้ครอบครองกายาวิญญาณเตาแดงเข้ามาอีก สำหรับยอดเขาโอสถแล้วนี่อาจจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับนักพรตเฮ่อหลิง หรือแม้แต่นิกายกู่เสินของเขาแล้ว นั่นก็ไม่แน่เสมอไป
นักพรตเฮ่อหลิงทำราวกับไม่ได้ยินความนัยที่แฝงมากับการยุแยงของนักพรตเป่าฉาน เขาหันไปเอ่ยกับหลี่ฉางชิงว่า
“เจ้าครอบครองกายาวิญญาณเตาแดง พรสวรรค์เช่นนี้จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของหมู่กายาวิญญาณด้วยกัน ตามกฎของสำนัก ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ต่อให้ข้าจะมอบตำแหน่งศิษย์สืบทอดให้เจ้าเลยก็ย่อมได้”
“เพียงแต่ตำแหน่งศิษย์สืบทอดของยอดเขาโอสถของข้านั้นมีจำนวนจำกัด ในแต่ละรุ่นจะมีเพียงสิบสองที่นั่งเท่านั้น หากต้องการเป็นศิษย์สืบทอด ไม่เจ้าก็ต้องรอให้บรรลุระดับเทียนเหรินก่อนแล้วค่อยไปแย่งชิงกับศิษย์ร่วมสำนัก หรือไม่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านเสียก่อน”
“ดังนั้น ข้าจะมอบโควตาศิษย์สายในให้เจ้าก่อน ส่วนตำแหน่งศิษย์สืบทอดนั้น ก็คงต้องดูวาสนาของเจ้าในวันข้างหน้าแล้วล่ะ!”
หลี่ฉางชิงโค้งคำนับขอบคุณ
“ศิษย์เข้าใจแล้ว ขอบพระคุณผู้อาวุโสเก้าขอรับ!”
เมื่อเห็นหลี่ฉางชิงคารวะเสร็จแล้วถอยกลับไปอย่างนอบน้อม ประกอบกับสีหน้าอิจฉาริษยาและเคียดแค้นของคนอื่นๆ นักพรตเฮ่อหลิงก็ลอบถอนหายใจ รู้สึกกลัดกลุ้มใจไม่น้อย
หลี่ฉางชิงผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ แต่เขาก็จำใจต้องรับเข้ามาอยู่ในขั้วสำนัก
หากปฏิเสธไม่รับเขาเข้าสำนัก หรือใช้วิธีการสกปรกอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงปฏิกิริยาของขั้วตระกูลใหญ่หรอก ลำพังแค่ศิษย์พี่ศิษย์น้องและสหายของเขาเองก็คงไม่ยอมเห็นด้วยเป็นแน่
อัจฉริยะมันหายากจริงๆ นี่นา!
หลายปีมานี้ ขั้วสำนักของเขาตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนคนรุ่นใหม่สืบทอด ไม่ได้รับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศมานานมากแล้ว ส่วนศิษย์ธรรมดาทั่วไปที่เหลืออยู่ก็เข็นไม่ขึ้น ยากที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูขั้วสำนักได้!
จู่ๆ ก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีเซียนชั้นยอดอย่างกายาวิญญาณเตาแดงโผล่มา บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องที่กระหายใคร่จะได้คนเก่งๆ มาเป็นผู้สืบทอดวิชา ไปจนถึงผู้อาวุโสบางท่าน ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าขั้วตระกูลใหญ่ไม่ได้มาดี ก็คงมีคนอดใจไม่ไหว งับเหยื่ออันหอมหวานนี้เข้าไปอยู่ดี!
แม้กระทั่งตัวนักพรตเฮ่อหลิงเอง หากไม่ใช่เพราะหลี่ฉางชิงมีเบื้องหลังที่น่าสงสัย เขาก็คงอยากจะรับไว้เป็นศิษย์เองเสียด้วยซ้ำ
เขากับนักพรตจื่อเซียว ผู้อาวุโสร่วมสำนัก ไม่ค่อยจะลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งสองฟาดฟันและแข่งขันกันในที่ลับและที่แจ้งมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว
หลายร้อยปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิชาเทวะหรือตบะการฝึกฝน ทั้งสองต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาตลอด
ทว่าเมื่อช่วงก่อน นักพรตจื่อเซียวกลับรับเอาซุนจง ผู้ครอบครองกายาเบญจสายฟ้า ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีเซียนที่เปี่ยมไปด้วยวาสนาและโชคชะตาอันลึกล้ำมาเป็นศิษย์ได้ นี่มันทำให้เขาถูกข่มเสียมิดเลย!
รออีกสักหลายๆ ปี เมื่อซุนจงผู้นั้นเติบใหญ่ขึ้นมา เกรงว่าตาเฒ่าจื่อเซียวคงจะยิ่งได้คืบจะเอาศอก กำแหงโอหังยิ่งกว่านี้เป็นแน่!
ผู้ฝึกกระบี่มักจะหยิ่งทะนง แข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอ เขาจะทนดูเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป
ลู่หมิงและอวี๋เจิ้งเม่ารวมถึงคนอื่นๆ บางคนก็ถูกคัดออก บางคนก็ผ่านเข้ารอบ
โดยเฉพาะลู่หมิงและอวี๋เจิ้งเม่า ทั้งสองล้วนมีรากปราณระดับสูง จึงถูกรับเป็นศิษย์สายนอก
เมื่อเห็นว่าเหลือคนอยู่อีกเพียงไม่กี่คน นักพรตเฮ่อหลิงก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากแล้ว
สำหรับเขาแล้ว ในบรรดาคนเหล่านี้ ก็มีเพียงกายาร้อยสมุนไพรของเซี่ยซิ่วเสวี่ยเท่านั้น ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่บ้าง
ไม่นานนัก ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน คิ้วเข้มตาโตผู้หนึ่งก็ก้าวออกไป
คนผู้นี้ก็คือ หนิวโหย่วเต๋อ
กู้หย่วนตาสว่างขึ้นมาทันที ตั้งใจจะรอดูว่าหนิวโหย่วเต๋อจะมีสภาพร่างกายแบบไหนกันแน่
“หืม?”
เมื่อเห็นหนิวโหย่วเต๋อ สายตาของนักพรตเฮ่อหลิงก็หดเกร็ง รู้สึกประหลาดใจและไม่แน่ใจขึ้นมา
เมื่อครู่นี้คนเยอะแยะ เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นอะไร ทว่าในเวลานี้ เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับหยั่งรากลึกลงไปในผืนปฐพีและยากจะสั่นคลอนที่แผ่ออกมาจากตัวของหนิวโหย่วเต๋อ
ในใจก็อดไม่ได้ที่จะมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เขาชี้ไปที่ถาดกลไกเร้นลับแล้วเอ่ยว่า
“วางมือลงไป”
“ขอรับ ท่านนักพรต”
หนิวโหย่วเต๋อโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะวางมือทาบลงบนถาดกลไกเร้นลับ
แทบจะในเสี้ยววินาทีที่เขาวางมือลงไป บนถาดกลไกเร้นลับก็เปล่งแสงสีเหลืองอร่ามออกมา!
แสงนั้นหนักแน่น ล้ำลึก เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันหนักอึ้งสุดหยั่งคาด
แสงสีเหลืองรวมตัวกัน กลายเป็นภูเขาขนาดจิ๋วสีเหลืองอมน้ำตาล หากวัดกันที่กลิ่นอายอันหนักแน่นแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากายาวิญญาณเตาแดงของหลี่ฉางชิงเมื่อครู่นี้เลยแม้แต่น้อย
“เป็นอย่างที่คิด…”
ประกายตาของกู้หย่วนวูบไหว
กายาวิญญาณอีกคนแล้ว!
และดูเหมือนว่าจะเป็นกายาวิญญาณธาตุดินเสียด้วย
**แอดจะอัพให้ล่วงหน้านะครับ วันเสาร์ จะไม่ได้อัพนิยายครับผม