ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 160 นักพรตเฮ่อหลิงโดนฟ้าผ่า!
“ระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้ายังตื้นเขินนัก ยิ่งเจ้าแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยข้าได้มากเท่านั้น ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเข้าล่ะ”
เมื่อฉินหงซิ่วเห็นว่ากู้หย่วนรับฟังและจดจำคำพูดของนางไว้ในใจแล้ว นางก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อ ร่างกายของนางค่อยๆ เลือนรางลง ก่อนจะหายวับไปจากห้องฝึกยุทธ์
ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอวลอยู่นานไม่ยอมจางหาย
ติ๊งหลิงหลิง! ติ๊งหลิงหลิง!
ในตอนนั้นเอง กระดิ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้นด้วยเสียงกังวานใส
เสียงนี้แฝงไว้ด้วยความรู้สึกสงบ ไม่ได้สร้างความรำคาญแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่ามีคนอยู่หน้าประตูห้องฝึกยุทธ์ และกำลังส่งสัญญาณถามกู้หย่วนว่าขอเข้าไปได้หรือไม่
กู้หย่วนรีบเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็นนักพรตเฮ่อหลิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เชิญท่านอาจารย์ขอรับ”
กู้หย่วนรีบหลีกทาง เชิญนักพรตเฮ่อหลิงเข้ามาด้านใน แล้วเตรียมตัวจะรินน้ำชาให้
“เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องลำบากหรอก”
นักพรตเฮ่อหลิงโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่มา
“ที่อาจารย์มาหา ก็แค่อยากจะมาบอกเจ้าว่า…”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงของเขาก็ชะงักไป เมื่อได้กลิ่นหอมที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ
จากนั้น สีหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงก็กลายเป็นซับซ้อนขึ้นมาทันที
เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยสั่งสอนด้วยความหวังดี
“อาหย่วนเอ๊ย เจ้าเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของอาจารย์ อาจารย์ย่อมตั้งความหวังกับเจ้าไว้มาก หวังเพียงให้เจ้าสืบทอดวิชาของอาจารย์ และนำพาสายเลือดสำนักของเราให้เจริญรุ่งเรือง หากวันใดวันหนึ่ง เจ้าสามารถควบแน่นจินตานระดับสูงได้สำเร็จ หรือกระทั่งบรรลุมรรคผลขอบเขตหยินเสินหรือหยางเสิน ต่อให้อาจารย์ต้องสิ้นอายุขัยไปเดี๋ยวนั้น ก็ถือว่านอนตายตาหลับแล้ว”
“แต่ว่า… แม้วิชาเต๋าและเพลงกระบี่ของอาจารย์จะไม่ได้ห้ามเรื่องการรักษาพรหมจรรย์ แต่หากลุ่มหลงในอิสตรี ก็จะบั่นทอนกำลังใจและความมุ่งมั่นได้ จงจำไว้ว่าอิสตรีคือหลุมพรางที่หอมหวานแต่ฝังกลบวีรบุรุษมานักต่อนักแล้ว ตอนนี้วิถีกระบี่ของเจ้ายังไม่ถึงไหน ยังไม่ถือว่าสำเร็จขั้นต้นด้วยซ้ำ การหมกมุ่นในกามารมณ์ มีแต่จะทำให้การบำเพ็ญเพียรของเจ้าล่าช้า และบั่นทอนความตั้งใจของเจ้าเสียเปล่าๆ”
“ท่านอาจารย์ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ศิษย์ไม่ได้ลุ่มหลงในอิสตรี เมื่อครู่นี้ที่ข้า…”
กู้หย่วนหน้าดำคร่ำเครียด นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!
“พอได้แล้ว!”
กู้หย่วนยังพูดไม่ทันจบ นักพรตเฮ่อหลิงก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“อาจารย์ก็เคยหนุ่มมาก่อน เข้าใจความคิดของพวกหนุ่มๆ อย่างเจ้าดี!”
“หากเจ้ามีหญิงสาวที่ถูกใจ อาจารย์ก็จะไม่ขัดขวาง และไม่คิดจะพรากคู่ยวนยางหรอกนะ แต่การที่เจ้าแอบพาผู้หญิงเข้ามาทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงในห้องฝึกยุทธ์แบบนี้ มันออกจะเกินไปหน่อยนะ!”
“ห้องฝึกยุทธ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกฝนและเก็บตัวบำเพ็ญเพียร จะปล่อยให้เจ้ามาทำตัวเหลวไหลแบบนี้ได้ยังไง…”
“ท่านอาจารย์ โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ!”
กู้หย่วนฟังแล้วถึงกับเหงื่อตก รีบเอ่ยปากห้ามทันที
“เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดนะขอรับ แม่นางเมื่อครู่นี้ไม่ใช่คนรักของศิษย์… แต่เป็นถึงเทพธิดาที่ศิษย์เชิญมาเพื่อหารือเรื่องสำคัญต่างหาก...”
ทว่ากู้หย่วนยังพูดไม่ทันจบ ประกายสายฟ้าสีเขียวมรกตสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ประกายสายฟ้าสายนี้มีขนาดเล็กเท่าเส้นผม พลิ้วไหวควบคุมได้ดั่งใจ มันพุ่งเข้าใส่นักพรตเฮ่อหลิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบจนตั้งตัวไม่ทัน
นักพรตเฮ่อหลิงมีปราณกระบี่คุ้มกายทำงานโดยอัตโนมัติ สร้างปราการป้องกันขึ้นมาหลายชั้นรอบๆ ตัว
ต่อให้เป็นอุปกรณ์เวทประเภทกระบี่บินที่มีพลานุภาพรุนแรงถึงขั้นตัดภูเขาผ่าแม่น้ำพุ่งเข้ามาโจมตี ก็ยังสามารถต้านทานไว้ได้สักสามถึงห้าลมหายใจ
ทว่าประกายสายฟ้าสีเขียวมรกตนี้เพียงแค่วนเวียนเบาๆ ก็เจาะทะลวงผ่านปราการปราณกระบี่ไปได้อย่างง่ายดายราวกับไร้สิ่งกีดขวาง และพุ่งเข้าใส่นักพรตเฮ่อหลิงเต็มๆ
สีหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นทั้งร่างก็เริ่มกระตุก ชักเกร็งราวกับคนเป็นโรคลมบ้าหมู บนร่างมีควันสีขาวลอยขึ้นมาลางๆ แถมยังมีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมาด้วย…
พลังอาคมอันมหาศาลที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำทะเลได้ และเพลงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่ใช้ปราบมารกำจัดปีศาจของเขา ในเวลานี้กลับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่น้อย
กู้หย่วนก้มหน้าลง ไม่กล้ามองดูมากนัก เกรงว่านักพรตเฮ่อหลิงจะรู้สึกอับอาย
เห็นได้ชัดว่าเทพธิดาดอกท้อยั้งมือเอาไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยประกายสายฟ้าเส้นเล็กจิ๋วออกมาแค่นี้หรอก
แม้นักพรตเฮ่อหลิงจะแข็งแกร่ง เป็นถึงเซียนในสายตาคนธรรมดาที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่เมื่อเทียบกับเทพธิดาดอกท้อแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังห่างชั้นกันอยู่มาก
ช่องว่างระหว่างระดับพลังของทั้งสองคนนั้น กว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างนักพรตเฮ่อหลิงกับกู้หย่วนเสียอีก!
ต้องรู้ไว้ด้วยว่า หลังจากบรรลุขอบเขตจินตานแล้ว ก็แทบจะไม่นับว่าเป็นคนธรรมดาอีกต่อไป
ถือว่าก้าวล่วงความเป็นปุถุชนเข้าสู่ความเป็นเซียน มีคุณสมบัติบางประการของ “เซียน” แล้ว ทั้งอายุขัยที่ยืนยาว และพลังเทวะที่กว้างขวาง
หลังขอบเขตจินตาน การจะก้าวขึ้นไปอีกแต่ละขั้น ล้วนต้องใช้ความพยายามและหยาดเหงื่อแรงกายมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ในสำนักบำเพ็ญเพียรใหญ่ๆ อย่างสำนักยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน สำนักกระบี่ดารา หรือแม้แต่ในตระกูลบำเพ็ญเพียรบางแห่ง ปรมจารย์ระดับจินตานแม้นจะถือเป็นกำลังรบระดับสูง แต่ก็ใช่ว่าจะหาได้ยากนัก
แต่เหนือระดับจินตานขึ้นไป ยอดฝีมือระดับหยินเสินนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
บางครั้ง ปรมจารย์ระดับจินตานสักสามสิบหรือห้าสิบคน ก็อาจจะไม่สามารถให้กำเนิดยอดฝีมือระดับหยินเสินได้สักคนเดียว
ส่วนปรมาจารย์ระดับหยางเสินนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นอมตะ เริ่มฝึกฝนหยวนเสินอมตะได้แล้ว
ตัวตนระดับนี้ เมื่อมองไปทั่วทั้งใต้หล้า ก็ถือเป็นบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าทั้งสิ้น
ไม่ใช่ผู้ที่มีวาสนาบารมีสูงส่ง มีสติปัญญาเป็นเลิศ และมีพรสวรรค์ความสามารถครบถ้วน ย่อมไม่อาจไปถึงจุดนั้นได้
ยังไงเสีย เทพธิดาดอกท้อก็เป็นถึงปรมาจารย์ในขอบเขตหลงเหมิน ก้าวไปอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสิน ย่อมไม่ใช่อะไรที่นักพรตเฮ่อหลิงจะเอาไปเปรียบเทียบได้เลย
ดังนั้น ก็นับว่าโชคดีที่เทพธิดาดอกท้อไม่ใช่คนที่มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่อย่างนั้นวันนี้นักพรตเฮ่อหลิงคงไม่แคล้วต้องเจอดีแน่
“ท่านอาจารย์…”
เมื่อเห็นนักพรตเฮ่อหลิงโงนเงนเหมือนจะยืนไม่อยู่ กู้หย่วนก็รีบวิ่งเข้าไปประคองเขาไว้
พอเข้าไปใกล้ กู้หย่วนก็อดไม่ได้ที่จะสูดดมกลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยที่ลอยมาเตะจมูก เขาเผลอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนจะโดนนักพรตเฮ่อหลิงถลึงตาใส่จนตาแทบถลน
“พูดมาสิ เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”
น้ำเสียงของนักพรตเฮ่อหลิงฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
เขาไม่ใช่คนโง่ จากสายฟ้าที่ฟาดลงมาเมื่อครู่ ประกอบกับคำพูดของกู้หย่วน เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องนี้คงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เขาคิดไว้แต่แรก
กู้หย่วนจำใจต้องอธิบาย
“ท่านอาจารย์ แม่นางเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วคือสหายเก่าของศิษย์เอง เป็นถึงเทพธิดาดอกท้อแห่งเขาหลานเค่อ ที่ศิษย์เชิญนางมา ก็เพื่อขอแลกเปลี่ยนวิญญาณไท่อินสำหรับใช้ฝึกฝนพลังเทวะเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงเลยขอรับ”
เขาเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง
เมื่อได้ยินคำว่า “เขาหลานเค่อ” และ “เทพธิดาดอกท้อ” หนังตาของนักพรตเฮ่อหลิงก็กระตุกยิกๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยว สายตาที่มองกู้หย่วนก็เปลี่ยนไปในทันที
“ไอ้หนูเอ๊ย… เจ้านี่เก่งจริงๆ นะ ถึงขนาดรู้จักมักจี่กับเทพธิดาท่านนี้ได้…”
ถึงยังไงเขาก็เป็นถึงผู้อาวุโสลำดับที่เก้าผู้กุมอำนาจของสำนักยอดเขาโอสถ ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขาหลานเค่อ และเทพธิดาดอกท้ออยู่แล้ว
นี่คือยอดผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นฉิน หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งหกแคว้นแดนใต้ หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ เซียนหญิงไร้สังกัดผู้มีชื่อเสียงระบือไกลแห่งชายแดนใต้ต่างหาก
ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางนั้นสูงส่ง ต่อให้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านของสำนักยอดเขาโอสถที่ผู้คนเคารพเทิดทูน ก็ยังเทียบได้เพียงแค่นี้เท่านั้น
เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าศิษย์รักของเขาจะไปรู้จักมักจี่กับเทพธิดาแห่งเขาหลานเค่อผู้นี้เข้าให้ แถมดูเหมือนจะสนิทสนมกันไม่เบาเสียด้วย
ก็มิน่าล่ะ เมื่อครู่นี้เขาถึงโดนสายฟ้าเทพฟาดเอา
ด้วยสถานะอันสูงส่งของเทพธิดาดอกท้อผู้นี้ อย่าว่าแต่แค่ส่งสายฟ้าเทพมาลงโทษสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เลย ต่อให้ฟันเขาตายคาที ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไรหรอก
การที่โดนสายฟ้าเทพฟาดไปแค่ทีเดียวนี่ ถือว่าปรานีมากแล้วนะ
ใครใช้ให้เมื่อครู่นี้เขาปากเปราะ พูดจาล่วงเกินเทพธิดาท่านนี้ไปเสียล่ะ
ต่อให้ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านของสำนักยอดเขาโอสถมาอยู่ตรงนี้ ก็คงไม่กล้าปริปากพูดอะไรอยู่ดี
เมื่อเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว ความโกรธของนักพรตเฮ่อหลิงก็ค่อยๆ ทุเลาลง
เอาเข้าจริงๆ เรื่องนี้จะโทษกู้หย่วนฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษความซวยของเขาเองนั่นแหละ
แน่นอนว่านักพรตเฮ่อหลิงย่อมไม่กล้าไปต่อว่าเทพธิดาดอกท้ออย่างแน่นอน