ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 166 เจินจวินคูมู่!
“เรื่องนี้…”
ซาหลัวเซิงมีเหงื่อซึมชื้นบนหน้าผาก แม้จะรู้ดีว่านักพรตเฮ่อหลิงได้กางอาคมหวงห้ามกักขังพื้นที่บริเวณนี้ไว้แล้ว แต่เขาก็ยังเผลอเหลือบมองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะกระซิบตอบ
“ท่านอาหลี่บอกว่า ภายในตำหนักเซียนมังกรชาดมีของล้ำค่าสูงสุดของนักพรตมังกรชาดที่เรียกว่าตราหยกมังกรอัคคีซ่อนอยู่ ของสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำความเข้าใจมรรคาหยางบริสุทธิ์ของเขา และช่วยให้เขาบรรลุมรรคผลขอบเขตหยินเสินได้ ดังนั้นการลงเขามาในครั้งนี้ เขาก็ตั้งใจจะเข้าไปในตำหนักเซียนมังกรชาดเพื่อนำมันออกมาขอรับ”
“ช่างเป็นคางคกหาวกินเดือนจริงๆ ช่างกล้าพูด!”
นักพรตเฮ่อหลิงได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะเย็นชา
“ตราหยกมังกรอัคคีคือของล้ำค่าระดับไหนกัน ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามียอดฝีมือรุ่นก่อนหน้าไม่รู้กี่คนที่เข้าไปค้นหาในตำหนักเซียนมังกรชาด ท้ายที่สุดก็ต้องกลับออกมามือเปล่ากันทั้งนั้น ในจำนวนนั้นก็มียอดฝีมือระดับหยินเสินหรือกระทั่งหยางเสินรวมอยู่ด้วย หลี่ฉางเซิงมันมีดีอะไรนักหนา สิ่งที่ยอดฝีมือรุ่นก่อนทำไม่ได้ แต่มันกลับคิดว่าตัวเองทำได้งั้นรึ?”
ซาหลัวเซิงยิ้มเจื่อนๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อ
บนยอดเขาโอสถ นอกเหนือจากผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านที่อยู่เหนือทุกคนแล้ว รองลงมาก็คือประมุขสำนัก และผู้อาวุโสทั้งเก้า ซึ่งถือเป็นเสาหลักของสำนัก
และสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถควบแน่นจินตานได้สำเร็จ โดยเฉพาะผู้ที่ควบแน่นจินตานระดับสูงได้ สถานะของพวกเขาก็จะเทียบเท่ากับผู้อาวุโสทันที
ส่วนศิษย์สืบทอด สถานะของพวกเขาก็เทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของตำแหน่งผู้อาวุโส
หลี่ฉางเซิงสามารถควบแน่นจินตานระดับสูง แถมยังเป็นระดับหนึ่งในบรรดาระดับสูงด้วย ถือเป็นเมล็ดพันธุ์หยวนเสิน มีความหวังที่จะบรรลุมรรคผลเป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสิน อนาคตไกล สถานะของเขาจึงดูจะสูงกว่าผู้อาวุโสอย่างนักพรตเฮ่อหลิงอยู่ก้าวหนึ่งด้วยซ้ำ
นักพรตเฮ่อหลิงสามารถวิพากษ์วิจารณ์หลี่ฉางเซิงได้ แต่ตัวเขาที่เป็นเพียงศิษย์สายใน ย่อมไม่กล้าพูดอะไรมาก
แม้ว่าหลี่ฉางเซิงจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เผลอๆ จะอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่หลี่ฉางเซิงสามารถควบแน่นจินตานระดับหนึ่งได้ สถานะย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเอาไปเปรียบเทียบได้เลย
“ที่แท้หลี่ฉางเซิงก็มาด้วยหรือนี่…”
กู้หย่วนปรายตามองอาคารหอคอยที่อยู่ไกลออกไป แอบตกใจอยู่ลึกๆ
สำหรับชื่อหลี่ฉางเซิง เขาย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะช่วงที่ผ่านมา เขาได้ยินจนหูแทบจะชาไปหมดแล้ว
คนผู้นี้คือบุตรกิเลนแห่งตระกูลหลี่ ซึ่งเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเก่าแก่นับพันปีแห่งแคว้นฉิน ครอบครองกายาเต๋าหยางบริสุทธิ์ ตอนที่เกิดมาก็มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น จึงถูกผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักยอดเขาโอสถรับเป็นศิษย์โดยตรง และตอนนี้ก็สามารถควบแน่นจินตานระดับหนึ่งได้สำเร็จแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ยังเป็นผู้นำของขั้วอำนาจสายตระกูล ลำพังแค่เขาคนเดียว ก็สามารถกดดันศิษย์ของสายเลือดสำนักจนแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว
และดูเหมือนว่าอาจารย์ของเขาเอง ก็ไม่ค่อยจะพอใจหลี่ฉางเซิงเท่าไหร่นัก ทั้งสองฝ่ายน่าจะมีความขัดแย้งบางอย่างต่อกัน
“ในเมื่อมันมีความคิดเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ไปขัดขวาง ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถึงตอนนั้นมันจะสมหวังอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า!”
เมื่อเห็นซาหลัวเซิงไม่กล้าพูดอะไร นักพรตเฮ่อหลิงก็แค่นเสียงเย็นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ก่อนจะโบกมือไล่ให้ถอยไป
“เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”
“ขอรับ ท่านอา”
ซาหลัวเซิงทำความเคารพอีกครั้ง แล้วพยักหน้าให้กู้หย่วน
“ศิษย์น้องกู้ ขอตัวก่อน...”
“ศิษย์พี่ซาเดินทางปลอดภัย”
กู้หย่วนรีบตอบกลับ
ซาหลัวเซิงไม่ได้พูดอะไรต่อ หันหลังเดินจากไป
กู้หย่วนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตเฮ่อหลิง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ซาผู้นี้ ข้าพอจะไว้ใจเขาได้หรือไม่ขอรับ?”
นักพรตเฮ่อหลิงย่อมเข้าใจความหมายของเขา จึงตอบเพียงว่า
“ศิษย์พี่ซาของเจ้าเป็นศิษย์ของศิษย์น้องของอาจารย์เอง แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มของสายเลือดสำนัก และค่อนข้างสนิทสนมกับอาจารย์ แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ เจ้าถึงต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
กู้หย่วนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ศัตรูแฝงเร้นของเขาในตอนนี้ ไม่ได้มีแค่ขั้วอำนาจสายตระกูลเท่านั้น แม้แต่คนของสายเลือดสำนักก็ไม่อาจไว้ใจได้
ส่วนเหตุผลก็ง่ายนิดเดียว… ผลประโยชน์ไงล่ะ เมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อให้เป็นพ่อแม่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน ก็ยังสามารถหันหลังให้กันได้นับประสาอะไรกับแค่ศิษย์ร่วมสำนัก?
นักพรตเฮ่อหลิงกล่าวต่อ
“ในสำนักยอดเขาโอสถ อย่าว่าแต่ซาหลัวเซิงเลย ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน ต่อให้เป็นตัวอาจารย์เอง เจ้าก็อย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด ชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร ต้องอยู่ในกำมือของตัวเองเท่านั้น! เพราะในโลกนี้มีลูกเล่นแพรวพราวมากมาย ใบหน้าและฐานะของอาจารย์อาจจะถูกคนอื่นสวมรอยได้ กระทั่งตัวอาจารย์เองก็อาจจะถูกจับไปหลอมเป็นมารเทพประจำกายได้เช่นกัน คนเดียวที่เจ้าจะเชื่อใจได้ ก็คือตัวเจ้าเองเท่านั้น”
เมื่อเห็นว่ากู้หย่วนรับฟังและจดจำคำสอนเหล่านี้ไว้ในใจแล้ว นักพรตเฮ่อหลิงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาสะบัดชายแขนเสื้อแล้วพูดว่า
“เอาล่ะ ตามข้ามา”
พูดจบ นักพรตเฮ่อหลิงก็เดินนำหน้าไป
กู้หย่วนไม่ได้ถามว่าจะไปไหน เขาเดินตามหลังนักพรตเฮ่อหลิงไปเงียบๆ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินมาถึงลานเล็กๆ แห่งหนึ่งบนภูเขา
ลานแห่งนี้ตั้งอยู่หน้าป่าไผ่บนภูเขาลูกเล็ก สร้างขึ้นจากไม้ไผ่ มีสายลมพัดเย็นสบาย ทิวทัศน์งดงามและเงียบสงบ
ภายในลาน มีชายชราผมหงอก รูปร่างผอมแห้ง ผิวพรรณดำขลับดุจเหล็กกล้า กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพักผ่อนอย่างนิ่งสงบ
เมื่อมองพินิจชายชราผอมแห้งผู้นี้ กู้หย่วนก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะเขาสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตบนตัวของชายชราผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
คนเป็นทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียร ล้วนต้องมีกลิ่นอายแห่งชีวิตอยู่บนร่าง
มีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งชีวิตโดยสิ้นเชิง
ทว่าชายชราผอมแห้งตรงหน้านี้ หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา เห็นได้ชัดว่าเป็นคนเป็นๆ ที่ยังมีลมหายใจ
กู้หย่วนตัดสินใจละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด แล้วใช้เพียงพรสวรรค์ใจกระบี่ในการสัมผัส จากนั้น… เขาก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ต้นไม้ต้นนี้สูงเสียดฟ้า ลำต้นราวกับเสาค้ำสวรรค์ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายปกคลุมอาณาบริเวณนับร้อยลี้ คดเคี้ยวราวกับมังกรที่กำลังแยกเขี้ยวสยายกรงเล็บ เปลือกไม้สีดำสนิทแข็งแกร่งและหลุดลอก เต็มไปด้วยร่องรอยการกัดเซาะของสายลมและกาลเวลา แผ่ซ่านกลิ่นอายความเก่าแก่และโบราณกาลออกมา
ใครก็ตามที่ได้เห็นต้นไม้ต้นนี้ ล้วนต้องตื่นตะลึงในความยิ่งใหญ่ของมัน
ทว่าจุดบกพร่องเดียวก็คือ ต้นไม้ต้นนี้กลับแห้งเหี่ยว กิ่งก้านโกร๋นไร้ใบ มีแต่กิ่งก้านเล็กใหญ่ที่ยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
มันให้ความรู้สึกที่แห้งผากและตายด้านแก่กู้หย่วน ราวกับว่ามันได้แห้งตายมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว
วินาทีต่อมา ภาพตรงหน้ากู้หย่วนก็พร่ามัว ต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าหายวับไป
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากู้หย่วน ยังคงเป็นชายชราผอมแห้งคนเดิม
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ชายชราตรงหน้าผู้นี้ ต้องเป็นยอดฝีมือที่ระดับการบำเพ็ญเพียรสูงส่งเทียมฟ้าอย่างแน่นอน
“เฮ่อหลิงคารวะท่านลุงคูมู่!”
นักพรตเฮ่อหลิงเดินเข้าไปหาชายชราผอมแห้ง แล้วค้อมกายทำความเคารพ
“ศิษย์กู้หย่วน คารวะท่านปู่ทวด!”
กู้หย่วนรีบทำความเคารพตาม
การที่นักพรตเฮ่อหลิงเรียกคนผู้นี้ว่าท่านลุง ชายชราผอมแห้งตรงหน้านี้ก็น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับหยินเสินเป็นแน่
ชายชราผอมแห้งค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นหม่นหมอง แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำและขุ่นมัว ราวกับชายชราทั่วไปในโลกมนุษย์ที่อายุมากแล้ว ดูไม่มีสง่าราศีหรือความน่าเกรงขามใดๆ เลย
ทว่ากู้หย่วนกลับรู้สึกว่าดวงตาคู่นี้แฝงไว้ด้วยความหมายบางอย่าง ราวกับว่าภายในความตายด้านนั้น ยังมีร่องรอยแห่งชีวิตซุกซ่อนอยู่
“เสี่ยวเห้อเองรึ…”
เจินจวินคูมู่กรอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า
“เจ้าไม่ได้ลงเขาไปแล้วรึ? ทำไมถึงกลับมาที่สำนักเร็วขนาดนี้ล่ะ?”
เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ ราวกับเสียงไม้สองท่อนเสียดสีกัน
เมื่อสังเกตเห็นสายตาที่ผิดปกติของกู้หย่วนที่ยืนอยู่ด้านข้าง นักพรตเฮ่อหลิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เขาเอ่ยว่า
“ท่านลุง ตอนนี้พวกเราก็อยู่บนเรือมังกรเหินเวหากันนี่แหละ ท่านลุงลืมไปแล้วหรือว่าท่านก็ลงเขามาด้วยเหมือนกัน?”
“งั้นรึ”
แววตาที่ขุ่นมัวของเจินจวินคูมู่ทอประกายแจ่มใสขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจ
“เฮ้อ คนเราพอแก่ตัวลง ก็ยิ่งใช้การไม่ได้ อะไรนิดอะไรหน่อยก็จำไม่ได้แล้ว”