ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 170 ประลองเดิมพัน จิตวิญญาณโอสถ!
หนิวโหย่วเต๋อเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจไร้เล่ห์เหลี่ยม ซ้ำยังไม่ค่อยมีความรู้พื้นฐานด้านการบำเพ็ญเพียรมากนัก จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลกไป
ทว่าซาหลัวเซิงกลับเงียบขรึมลงเล็กน้อย
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าศิษย์น้องที่เพิ่งจะยอมรับกันคนนี้ จะซ่อนคมเอาไว้ลึกถึงเพียงนี้
สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทียนเหรินได้อย่างไร้สุ้มเสียง กระทั่งตัวเขาเองก็ยังมองไม่ออก
สิ่งนี้ทำให้เขาต้องมองกู้หย่วนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ถึงกระนั้น ซาหลัวเซิงก็ยังคงไม่คิดว่ากู้หย่วนจะสามารถเอาชนะหลิวซินจวินได้อยู่ดี
หลิวซินจวินบรรลุระดับเทียนเหรินมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระดับเทียนเหรินขั้นสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย
หากก้าวหน้าไปอีกเพียงก้าวเดียวทะลวงสู่ขั้นสุดยอดสมบูรณ์เมื่อใดก็จะสามารถเริ่มรวบรวมของวิเศษทั้งสาม หลอมรวมเป็นหนึ่งเพื่อหล่อหลอมจินตาน (ปราณทองคำ) ได้ทันที!
ในขณะที่กู้หย่วน อย่างมากก็เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนเหริน ได้ไม่นานนัก ยังห่างชั้นจากขั้นสมบูรณ์อยู่อีกช่วงใหญ่ ช่องว่างของระดับการบำเพ็ญเพียรนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะชดเชยกันได้ง่ายๆ เลย
……
“ทักษะเทวะงั้นรึ? ดี! ศิษย์น้องกู้ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ!”
เมื่อเห็นปราณกระบี่เพียงสายเดียวของกู้หย่วนฟาดฟันอาวุธปราณที่ตนควบแน่นไว้จนแหลกสลาย หลิวซินจวินกลับไม่โกรธ ซ้ำยังดีใจ เขาระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ศิษย์น้องกู้ ลองรับดาบของข้าดูสักกระบวนท่า!”
ขณะที่เขากำลังจะลงมือ กู้หย่วนกลับยกมือขึ้นห้ามเอาไว้
“ช้าก่อน!!”
รอยยิ้มของหลิวซินจวินยังคงเดิม ทว่าแววตากลับคมกริบขึ้นมา
“เหตุใดเล่า? หรือว่าศิษย์น้องกู้อยากจะกลับคำเสียแล้ว?”
“กลับคำน่ะคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก”
กู้หย่วนยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
“ท่านกับข้าแค่ประลองฝีมือกันเฉยๆ มันออกจะน่าเบื่อไปสักหน่อย สู้เรามาเพิ่มเดิมพันกันสักนิดดีหรือไม่?”
“เดิมพันรึ?”
หลิวซินจวินประหลาดใจเล็กน้อย ถามกลับว่า
“ความหมายของศิษย์น้องกู้ก็คือ…”
กู้หย่วนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“การประลองของเรา ให้แต่ละฝ่ายหยิบยกของสิ่งหนึ่งออกมาเป็นเดิมพันเพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้น ผู้ชนะจะได้ครอบครองของวิเศษของอีกฝ่ายไป”
“ในเมื่อศิษย์น้องมีอารมณ์สุนทรีย์ ศิษย์พี่อย่างข้าย่อมไม่มีข้อกังขา”
หลิวซินจวินตอบรับอย่างตงฉินไม่อิดออด
เขาไม่คิดเลยสักนิดว่า การประลองกับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนเหริน หมาดๆ ตัวเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ ทันทีที่เปิดจุกขวด กลิ่นหอมของโอสถอันเข้มข้นก็พลันฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วทั้งหุบเขา
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้สูดดมกลิ่นหอมนี้ ล้วนรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งสรรพางค์กาย กระทั่งลมปราณแท้จริงในร่างยังโคจรไหลเวียนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“หืม? กลิ่นโอสถนี้ช่างซับซ้อนนัก คล้ายคลึงกับโอสถแก่นหยก ทั้งยังคล้ายโอสถวิญญาณโลหิต ซ้ำยังมีกลิ่นอายของโอสถผสานไขกระดูกปะปนอยู่…”
ผู้ดูแลวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการปรุงโอสถ เพียงแค่จมูกสูดดม ก็สามารถแยกแยะกลิ่นของเม็ดยาต่างๆ ออกมาได้ ทว่าพอดมไปดมมา เขากลับต้องชะงักงัน
“ไม่ถูกสิ! เหตุใดในนี้ถึงมีกลิ่นของโอสถปี้หลัวสุริยันจันทราอยู่ด้วยเล่า? นี่มันโอสถวิญญาณระดับสุดยอดที่สามารถเปลี่ยนวิญญาณหยินให้เป็นหยาง ซึ่งมีเพียงปรมาจารย์ระดับหยินเสินเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ครอบครองเชียวนะ!”
ท่าทางของเขาดูประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ
“น้องหลิว นี่มันโอสถชนิดใดกัน เหตุใดสรรพคุณยาของมันถึงได้ซับซ้อนปานนี้?”
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ดูแลวัยกลางคนท่านนี้ หลิวซินจวินก็ไม่กล้าเสียมารยาท เขาประสานมือคารวะแล้วตอบว่า
“เรียนศิษย์พี่ ของสิ่งนี้มิใช่โอสถวิญญาณหรอกขอรับ”
“มิใช่โอสถวิญญาณงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลวัยกลางคนถึงกับผงะ พึมพำกับตัวเองเบาๆ
“แล้วมันคือสิ่งใดกัน?”
“เดี๋ยวก่อน หรือว่าของสิ่งนี้ก็คือ…”
ดูเหมือนผู้ดูแลวัยกลางคนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเขาเบิกโพลงขึ้นในฉับพลัน
ทว่าคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากกลับถูกกลืนหายไป ทำเอาคนที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ ซึ่งกำลังกระหายใคร่รู้จนแทบจะลงแดงตาย นึกอยากจะพุ่งเข้าไปง้างปากเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้เลิกอมพะนำเสียที
ชั่วขณะนั้น สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมาด้วยความตื่นตะลึงระคนสงสัย
หลิวซินจวินแผ่ลมปราณแท้จริงออกมาราวกับม่านบางๆ ดึงเอาของที่อยู่ภายในขวดหยกออกมา ปรากฏเป็นกลุ่มก้อนปราณบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเจ็ดสีสัน
เพียงแต่กลุ่มปราณก้อนนี้กลับดูพิลึกพิลั่น มันสามารถบิดตัวและเคลื่อนไหวไปมาได้เอง ซ้ำยังแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเรื่อย เดี๋ยวก็กลายเป็นเมฆามงคล เดี๋ยวก็เป็นสัตว์อสูรตัวน้อย เดี๋ยวก็เป็นเห็ดหลินจือ แล้วก็กลายเป็นสุริยันจันทรา…
ทว่าไม่ว่ามันจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ใด ก็มิอาจหลุดรอดไปจากการควบคุมของหลิวซินจวินได้เลย เขาเอ่ยขึ้นว่า
“ถูกต้อง ของสิ่งนี้ก็คือจิตวิญญาณโอสถ’”
“มันถือกำเนิดขึ้นจากเศษเสี้ยวปราณแห่งโชคชะตาที่ควบแน่นมาจากโอสถวิญญาณล้ำค่าและยาทิพย์นับไม่ถ้วน ถือเป็นตัวตนที่เป็นครึ่งจิตวิญญาณครึ่งวัตถุ มันสามารถดูดซับพลังโอสถและสรรพคุณยาเพื่อดำรงชีวิตและเติบโต ซ้ำยังมีพลังในการแยกแยะโอสถแท้เทียมได้อีกด้วย”
“ปรมาจารย์นักปรุงโอสถบางท่านถึงกับยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้จิตวิญญาณโอสถมาครอบครอง ก็เพราะของวิเศษชนิดนี้มีพรสวรรค์ติดตัวในการจัดระเบียบสรรพคุณยาและรักษาสมดุลของไฟเตาหลอม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการปรุงโอสถ”
เมื่อกล่าวจบ หลิวซินจวินก็เก็บจิตวิญญาณโอสถกลับเข้าไปในขวดหยกตามเดิม หันไปมองกู้หย่วนพลางยิ้ม
“ศิษย์น้องกู้ ข้าจะใช้สิ่งนี้เป็นเดิมพันสำหรับการประลองครั้งนี้ ไม่ทราบว่าศิษย์น้องตั้งใจจะใช้สิ่งใดมาเป็นสิ่งเดิมพันเล่า?”
จิตวิญญาณโอสถ… กู้หย่วนจ้องมองขวดหยกในมืออีกฝ่ายด้วยสายตาลึกล้ำ ภายในใจเต็มไปด้วยการคาดเดาและความคาดหวัง
จากนั้น เขาก็หยิบเอาแก่นแท้อี่มู่ (ไม้หยิน) ที่เคยได้มาจากเจินจวินคูมู่ออกมาก่อนหน้านี้
“ของสิ่งนี้คือแก่นแท้อี่มู่เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือระดับหยินเสินควบแน่นขึ้นมา มูลค่าของมันสูงล้ำอย่างมิต้องสงสัย หากเทียบกับจิตวิญญาณโอสถของท่านแล้วมีแต่จะสูงกว่า ไม่มีทางต่ำกว่าแน่นอน ศิษย์พี่เห็นว่าอย่างไร?”
นัยน์ตาของหลิวซินจวินหดเกร็งลง กวาดตามองแก่นแท้อี่มู่ในมือของกู้หย่วนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับทันที
“คุณภาพของสิ่งนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ย่อมใช้ได้อยู่แล้ว!”
เมื่อตกลงของเดิมพันกันได้แล้ว ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิม รวบรวมสมาธิจดจ่อ สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นลุกโชนราวกับกองเพลิง
“ศิษย์น้องกู้วิชาดาบพยัคฆ์ขาวเจ็ดสังหารของข้าค่อนข้างจะดุดันอำมหิต ศิษย์น้องโปรดระวังตัวด้วย!”
สิ้นเสียงประกาศิต กลุ่มควันก็พวยพุ่งขึ้นมาจากด้านหลังศีรษะของหลิวซินจวิน ดาบยาวสีขาวโพลนเล่มหนึ่งพุ่งทะยานออกมา ประกายดาบคบกริบไร้ผู้ต่อต้าน แผ่ซ่านจิตสังหารอันดุร้ายและชั่วช้าถึงขีดสุด ฟาดฟันเข้าใส่กู้หย่วนอย่างจัง!
ในสายตาของกู้หย่วน ดาบยาวสีขาวโพลนเล่มนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นดาบกระดูก อีกทั้งน่าจะเป็นของวิเศษที่ถูกหล่อหลอมและสกัดขึ้นมาจากกระดูกสันหลังของสัตว์ประหลาดบางชนิด ผสมผสานเข้ากับเหล็กวิญญาณและโลหะพิสดารอื่นๆ
นี่คือดาบแห่งการสังหารโดยแท้จริง มีระดับชั้นสูงถึงอาวุธเวทระดับสูง ซ้ำยังมีค่ายกลสลักไว้มากถึงสี่สิบหรือห้าสิบชั้นเป็นแน่
อาวุธเวทที่ใช้กระดูกเป็นวัตถุดิบในการหลอม กู้หย่วนเองก็เคยเห็นมาบ้าง อย่างเช่นก่อนหน้านี้ เฒ่าปีศาจเสวียนโยวที่ใช้มนุษย์มาหลอมกระบี่กระบี่มารหยินกระดูกขาวที่มันสร้างขึ้น ก็ใช้เฉียนอวิ๋นเฟิงผู้มีชะตาดาวมารทั้งสามเป็นวัตถุดิบในการหลอม
แม้ในตอนนั้นเฒ่าปีศาจเสวียนโยวจะโอ้อวดว่าท้ายที่สุดมันจะสามารถหลอมอาวุธเวทระดับสูงออกมาได้ แต่หลังจากที่เขาได้รับคัมภีร์แท้หลัวซากู้หย่วนถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วในตอนนั้นเฒ่าปีศาจเสวียนโยวก็แค่คุยโวโอ้อวดไปเท่านั้น
อาวุธเวทระดับสูงสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วไป ถือเป็นของล้ำค่าที่ต่อให้มีวาสนาก็ไม่อาจแสวงหามาครอบครองได้ ต่อให้เฒ่าปีศาจเสวียนโยวจะวางแผนมานานนับสิบปี ก็ไม่มีทางหลอมสำเร็จได้อย่างเด็ดขาด
ต่อให้รวมกับวิญญาณอาฆาตอีกมากมาย อย่างมากที่สุดก็คงหลอมได้แค่อาวุธเวทระดับกลางเท่านั้น
และหากนำกระบี่มารหยินกระดูกขาวเล่มนั้นมาเทียบกับดาบยาวที่อยู่ตรงหน้า ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับก้อนดินเปรียบกับหยกชั้นดี มันเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด!
เช้ง!
ขณะที่ความคิดต่างๆ แล่นผ่านเข้ามาในหัว กระบี่อิ๋นเจียวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแสงกระบี่สว่างเจิดจ้าทะยานออกจากเหนือศีรษะ จิตสังหารเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก ไม่ได้ด้อยไปกว่าประกายดาบของหลิวซินจวินเลยแม้แต่น้อย!
“เช่นนั้นศิษย์น้องผู้นี้ขอเสียมารยาทแล้ว!”
กู้หย่วนหัวเราะเบาๆ แสงกระบี่พุ่งเข้าปะทะกับประกายดาบที่ฟาดฟันลงมา
เคร้ง!
ประกายกระบี่และประกายดาบปะทะเข้าห้ำหั่นกัน ฝ่ายหนึ่งสว่างเจิดจ้าราวกับหิมะสีเงินประกาย อีกฝ่ายหนึ่งขาวโพลนเย็นยะเยือกเสียดกระดูก
ประกายดาบทรงพลังดุดัน เหี้ยมโหดอำมหิต ราวกับพยัคฆ์ขาวที่กำลังแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า จิตสังหารรุนแรงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งฟ้าดิน
ประกายกระบี่แหลมคมไร้เทียมทาน สะกดจิตข่มขวัญผู้คน แปรเปลี่ยนเป็นมังกรเจียวดุร้ายที่มีเกล็ดสีเงินขาวเปล่งประกายทั่วร่าง ประหนึ่งจะพลิกผืนน้ำถล่มมหาสมุทร มันแหงนหน้าส่งเสียงมังกรคำรามกึกก้อง!
ประกายดาบและปราณกระบี่เข้าฟาดฟันปะทะกัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวประดุจการตีเหล็ก เสียงสะท้อนกึกก้องไปทั่วสารทิศสั่นสะเทือนแก้วหู แรงปะทะรุนแรงเสียจนหน้าผารอบหุบเขาสั่นสะเทือน เศษหินร่วงกราวลงมาไม่ขาดสาย