ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 173 ดาบแห่งการสังหาร!
กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก!
การกระทำของผีเสื้อกระบี่เงาเขียว ราวกับไปกระตุ้นโทสะของนกเจินจูเข้าเสียแล้ว
มันส่งเสียงร้องแหลมสูงดังกังวาน ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นนับร้อยเท่า กลายเป็นวิหคเจินจูขนาดยักษ์ ทั่วทั้งร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง แผดเผาอาณาบริเวณรัศมีหนึ่งร้อยเมตรให้กลายเป็นทะเลเพลิง กระทั่งห้วงมิติยังดูเหมือนจะถูกหลอมละลายจนบิดเบี้ยว!
มันอ้าปากกว้าง พ่นเพลิงแท้สีแดงฉานที่เจือไปด้วยสีหม่นคล้ำสายหนึ่งออกมา
กู้หย่วนถึงกับต้องโคจรปราณไท่หยวน เพื่อเพิ่มเกราะป้องกันให้ตัวเองอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพลิงแท้อันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เสี่ยวชิงกลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
มันเพียงแค่กระพือปีกสองสามครั้ง ปราณกระบี่สีเขียวหลายสายก็พุ่งทะยานออกมาอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น ปราณกระบี่นับพันร้อยสายเหล่านี้ก็ราวกับมีชีวิตจิตใจ พวกมันรวมตัวกันเป็นแม่น้ำปราณกระบี่สายยาว พลิกแพลงกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก เข้าโอบล้อมวิหคเจินจูเอาไว้ทุกทิศทาง
แม้ว่าเพลิงแท้ของมันจะร้อนแรงสุดแสน กระทั่งสามารถแผดเผาปราณกระบี่ได้ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่น้ำปราณกระบี่สายนี้ มันกลับถูกฟาดฟันจนแสงหม่นหมอง มอดดับ และแตกกระจาย!
เมื่อรับรู้ได้ถึงภัยคุกคาม นกเจินจูจึงส่งเสียงร้องยาวนาน แปรเปลี่ยนร่างเป็นวิหคเพลิงที่ก่อตัวขึ้นจากเพลิงแท้ เปลวเพลิงรอบกายยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น
ทว่าท้ายที่สุด ภายใต้การโจมตีของแม่น้ำปราณกระบี่ มันก็ถูกฟาดฟันจนแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสุดท้าย ท่ามกลางเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม มันก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นสะเก็ดไฟปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
แครก!
ทันทีที่วิหคเพลิงถูกทำลาย ม้วนภาพวาดนั้นก็พลันมีรอยร้าวแตกระแหง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นเศษซากร่วงหล่นเต็มพื้น
ใบหน้าของหลิวซินจวินเขียวคล้ำ
ไม่เพียงแต่เป็นเพราะเขาต้องตกเป็นรองอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะม้วนภาพอาวุธเวทชิ้นนี้เชื่อมโยงกับจิตใจของเขา ทำให้จิตสัมผัสของเขาได้รับความเสียหายไปด้วย
เขายื่นมือออกไปคว้าดาบพยัคฆ์คลั่งเอาไว้ในมือ ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไปบนใบดาบ
เช้ง——
ดาบพยัคฆ์คลั่งสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ อีกครั้ง ประกายแสงสว่างจ้า แว่วเสียงดาบคำรามก้องราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้าย
“ศิษย์น้องกู้ ความลึกล้ำและเหี้ยมโหดในเพลงกระบี่ของเจ้านั้น เหนือความคาดหมายของข้าไปมาก ในด้านวิถีกระบี่ ความสำเร็จของเจ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลย หากเจ้าสามารถรับดาบนี้ของข้าได้ ข้าก็ยินดีจะยอมรับความพ่ายแพ้!”
หลิวซินจวินรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตัวเขาเองคงต้องกลายเป็นตัวตลกของยอดเขาโอสถ และต้องเสียหน้าอย่างไม่มีชิ้นดีแน่!
ในบรรดาศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ เขาก็นับว่าเป็นบุคคลมีชื่อเสียงและหน้าตาคนหนึ่ง
ทว่าศิษย์สายในที่กราบเข้ายอดเขาโอสถมานานกว่ายี่สิบปีอย่างเขา กลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์ร่วมสำนักที่เพิ่งจะกราบเข้าสำนักและเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีเต๋ามาหมาดๆ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คงฟังดูไม่จืดแน่
ดังนั้น หลิวซินจวินจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด งัดเอาไม้ตายก้นหีบของตนออกมาใช้
สำหรับเรื่องนี้ กู้หย่วนไม่ได้กล่าวอะไรมาก เพียงแค่ผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ
“เชิญ!”
หลิวซินจวินไม่เอ่ยคำใดอีก เพียงแต่ซ่อนดาบไว้ที่เอว ตั้งท่าเตรียมชักดาบ
ชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายไร้รูปธรรมสายหนึ่งก็ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา
แรงกดดันอันหนักอึ้งและน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ!
สีหน้าของกู้หย่วนเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย แฝงความจริงจังมากขึ้น
เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
ดาบนี้ สามารถคุกคามถึงชีวิตของเขาได้อย่างแน่นอน!
เช้ง!
ดาบยาวของหลิวซินจวินถูกชักออกมา ดูเหมือนเชื่องช้าแต่กลับรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ จากนั้นก็ตวัดดาบฟาดฟันออกไป
ประกายดาบวาบวับ ปราณมาร ปราณหยิน ปราณอาฆาต ปราณขุ่นมัว และปราณอันมืดมิดอื่นๆ ที่ล่องลอยอยู่กลางฟ้าดิน ล้วนถูกดึงดูดและหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
หากเทียบกับดาบเมื่อครู่นี้ ดาบนี้ดูมีอานุภาพอ่อนด้อยกว่าหนึ่งถึงสองส่วนอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อเห็นประกายดาบอันเย็นยะเยือกนั้น ภายในใจของกู้หย่วนกลับเกิดความรู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมาแทน
ราวกับว่าดาบนี้ เขาไม่อาจต้านทานมันได้เลย!
กระทั่งกู้หย่วนยังเกิดความรู้สึกหาได้ยากยิ่งว่าไม่รู้จะลงมือรับมืออย่างไรดี เพราะระดับชั้นของดาบนี้ลึกล้ำเกินไป เขาไม่อาจจับทิศทางและกลิ่นอายของวิชาดาบของอีกฝ่ายได้เลย
“กระบวนท่าบั่นทอนวิญญาณ ของวิชาดาบพยัคฆ์ขาวเจ็ดสังหาร... เจ้าเด็กนี่รนหาที่ตายงั้นรึ?”
สีหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แฝงความกรุ่นโกรธ สายตาที่มองไปยังหลิวซินจวินก็เริ่มไม่เป็นมิตร
เขาเตรียมพร้อมที่จะลงมือขัดขวางดาบนี้ในทันที
ไม่ใช่ว่าเขาตื่นตูมเกินเหตุ ทว่าดาบที่หลิวซินจวินใช้ออกมานี้ คือดาบต้องห้ามในวิชาดาบพยัคฆ์ขาวเจ็ดสังหารซึ่งพุ่งเป้าไปที่ดวงจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตและผู้บำเพ็ญเพียรโดยตรง!
วิชาดาบกระบวนท่ายี้อันตรายอย่างยิ่ง ทันทีที่ฟาดฟันออกไป ก็ไม่อาจเรียกคืนได้อีก
เมื่อดาบตวัดออก ย่อมต้องมีผู้สังเวยชีวิตอยู่ใต้คมดาบ ไม่ศัตรูตาย ก็คือตนเองที่ต้องม้วยมรณา!
นี่คือดาบแห่งการสังหารโดยแท้จริง!
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของหลิวซินจวิน เขาไม่สามารถควบคุมดาบนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรอก หากฝืนใช้ออกมา ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย
แต่ถ้าโชคร้ายหน่อย ก็เกรงว่าทั้งสองคนอาจจะต้องตกตายตกตามกันไป!
นักพรตเฮ่อหลิงย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้ ทว่าขณะที่เขากำลังจะลงมือห้ามปราม ประกายกระบี่ที่เขาดีดออกไปกลับถูกใครบางคนสะบัดมือลบล้างทิ้งไปเสียก่อน
นักพรตเฮ่อหลิงชะงักงัน เมื่อเขาเห็นว่าคนที่อยู่ข้างกายคือชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีขาวเรียบๆ ทั่วทั้งร่างไร้เครื่องประดับใดๆ สองมือว่างเปล่า ทว่ารูปโฉมหล่อเหลางดงามราวกับเทพบุตร นัยน์ตาบริสุทธิ์กระจ่างใส สีหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันที
“หลี่ฉางเซิง เป็นเจ้านี่เอง!”
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวผู้นี้ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้ครอบครองกายาเต๋าหยางบริสุทธิ์ ผู้หลอมรวมจินตานระดับหนึ่ง และได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาโอสถ… หลี่ฉางเซิง
“ผู้อาวุโสเฮ่อหลิง เหตุใดท่านถึงต้องสอดมือเข้ายุ่งเรื่องของพวกเด็กรุ่นหลังด้วยเล่า? อีกอย่าง ลูกศิษย์ของท่านก็ใช่ว่าจะไร้หนทางรับมือเสียหน่อย…”
“เด็กรุ่นหลังงั้นรึ? หึ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตเฮ่อหลิงก็แค่นเสียงเย็นชา และไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
……
ในขณะเดียวกัน กู้หย่วนที่อยู่ในลานประลองก็ตระหนักได้แล้วว่า ดาบของอีกฝ่ายไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ร่างกายเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายหลักคือดวงจิตวิญญาณ
หากปล่อยให้ประกายดาบสัมผัสโดนแม้เพียงเส้นขน คงต้องสร้างบาดแผลที่ยากจะรักษาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน
เขาจึงตัดสินใจพุ่งทะยานประกายกระบี่ แทงตรงเข้าใส่กลางอกของหลิวซินจวินอย่างไม่ลังเล
ดาบของหลิวซินจวินนี้มีเจตนารมณ์ที่สูงส่งลึกล้ำ เลือนลางจนยากจะมองเห็นร่องรอย กู้หย่วนไม่อาจจับทิศทางกลิ่นอายของมันได้เลย ต่อให้เขาคิดจะปัดป้อง ก็ไร้ซึ่งหนทาง
แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องปัดป้อง
วิชาดาบของหลิวซินจวินอาจจะไม่มีช่องโหว่เลย หรือต่อให้มีช่องโหว่ ตัวเขาก็อาจจะมองไม่ออกและฉวยโอกาสนั้นไม่ได้
ทว่าในเมื่อสกัดดาบไม่ได้ เขาก็แค่สกัดคนแทนเสียก็สิ้นเรื่อง!
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
วิถีของอีกฝ่ายคือการใช้คนควบคุมดาบ ขอเพียงสังหารคนได้ วิชาดาบก็ย่อมถูกทำลายไปเอง
ประกายกระบี่ที่กระบี่อิ๋นเจียวแปรเปลี่ยนไป ส่องสว่างราวกับแสงดาวอันเจิดจรัส พุ่งทะลวงผ่านห้วงมิติประดุจสายรุ้งพาดผ่านดวงตะวัน ทิ้งรอยแสงอันยาวเหยียดเอาไว้เบื้องหลัง
หลิวซินจวินกัดฟันกรอด คิดไม่ถึงเลยว่ากู้หย่วนจะใช้วิธีการเช่นนี้กับตน
ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงจำต้องตวัดดาบยาวขึ้น เพื่อสกัดกั้นประกายกระบี่สายนี้เอาไว้
พร้อมกับเสียงเคร้งดังสนั่น พลังมหาศาลขุมหนึ่งก็พุ่งทะลักผ่านตัวดาบเข้ามา ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังฟันเข้าใส่ภูเขาเหล็กกล้าอย่างไรอย่างนั้น
หลิวซินจวินรู้สึกชาหนึบไปทั้งท่อนแขน ง่ามมือฉีกขาด ดาบพยัคฆ์คลั่งหลุดลอยออกจากมือ ปลิวกระเด็นถอยหลังไปปักลึกเข้าไปในผนังหิน
พริบตาต่อมา ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาราวกับเงาตามตัว
และร่างนั้นก็คือ กู้หย่วน นั่นเอง
ดวงตาของหลิวซินจวินเบิกกว้าง เห็นเพียงกู้หย่วนที่อยู่เบื้องหน้าประสานมือทั้งสองข้างประสานอิน รูปแจกันสมบัติ แสงวารีเป็นสายค่อยๆ ควบแน่นก่อตัวเป็นแจกันสมบัติที่มีลักษณะพุงป่องปากแคบ ขาวผ่องดุจหยก สุกใสกลมกลึง
แผ่ซ่านกลิ่นอายอันสมบูรณ์พร้อม ไร้รอยตำหนิและรอยแตกร้าว ซ้ำยังเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่หมุนเวียนไม่รู้จบ
แจกันสมบัติวารีแท้ทุบฟาดลงมาอย่างดุดัน หลิวซินจวินทำได้เพียงแค่กระตุ้นอาวุธเวทคุ้มกันร่างชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก็ถูกฟาดเข้าอย่างจัง
ปัง!
สิ้นเสียงกระแทกทึบๆ ดังสนั่น หน้าอกของหลิวซินจวินก็ยุบฮวบลงไป ร่างทั้งร่างปลิวกระเด็นถอยหลังไปไกล
เขาลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร ถึงได้หยุดลง พร้อมกับกระอักเลือดออกมาไม่หยุด
บนร่างของเขา จี้หยกอาวุธเวทคุณภาพเยี่ยมที่สลักลวดลายเมฆาสายฟ้าแตกดังเพล้งแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แสงวิญญาณหม่นแสงลงทันที
เมื่อเห็นดังนั้น กู้หย่วนจึงค่อยๆ ดึงมือกลับอย่างช้าๆ คลายอินที่สร้างไว้ แล้วประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้ม
“ศิษย์พี่หลิว ขอบคุณที่ออมมือ!”