ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 187 เสียดสีท้าทาย
หลี่ฉางชิงอาจจะทนงตนว่ามีพี่ชายแท้ๆ อย่างหลี่ฉางเซิงคอยดูแลคุ้มครองอยู่ ถึงได้คิดจะไปร่วมวงแจมในตำหนักเซียนมังกรชาด เพื่อไขว่คว้าวาสนากับเขาด้วย
หารู้ไม่ว่า ตำหนักเซียนมังกรชาดไม่ใช่สนามเด็กเล่น ต่อให้หลี่ฉางเซิงอยู่ที่นั่นด้วย ก็ใช่ว่าจะสามารถปกป้องเขาได้ตลอดรอดฝั่ง
แน่นอนว่า หลี่ฉางชิงจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ย่อมไม่เกี่ยวกับกู้หย่วนเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น เขาจึงเพียงแค่ปรายตามองหลี่ฉางชิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเมินเฉยไม่ใส่ใจ
ทว่ากลับมีศิษย์สายในอีกคนหนึ่ง ที่รู้สึกขัดหูขัดตากับการทำตัวโดดเด่นของกู้หย่วนมาหลายครั้งหลายคราแล้ว พอตอนนี้เห็นกู้หย่วนไม่สามารถเข้าไปในตำหนักเซียนมังกรชาดพร้อมกับพวกตนได้ ความรู้สึกเหนือกว่าในใจของมันก็พลันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ใบหน้าของมันเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยการเย้ยหยันและเสียดสี อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเหน็บแนมขึ้นมา
“ว่าอย่างไรเล่า? หรือว่าศิษย์น้องกู้เองก็อยากจะเดินทางไปตำหนักเซียนมังกรชาดพร้อมกับพวกเราด้วย?”
“ช่างน่าเสียดายนัก โควตาป้ายคำสั่งมังกรชาดถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ศิษย์น้องกู้คงทำได้แค่ฝันเอาแล้วล่ะ…”
ศิษย์หลายคน โดยเฉพาะพวกศิษย์สายในจากฝักฝ่ายตระกูลใหญ่ ที่ไม่สบอารมณ์กับกู้หย่วนอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พากันผสมโรงเยาะเย้ย
“ศิษย์พี่เฉินพูดถูกแล้ว ศิษย์น้องกู้เพิ่งจะกราบเข้าสำนักมาได้ไม่นานนักหรอก มิเช่นนั้น หากเข้าสำนักมาก่อนหน้านี้สักไม่กี่ปี ก็อาจจะมีโอกาสได้โควตาสักที่นั่งก็ได้นะ”
นักพรตเฮ่อหลิงตวัดสายตาเย็นเยียบมองดูคนพวกนี้ สายตาอันคมกริบนั้นทำเอาหลายคนถึงกับหน้าถอดสี รีบหลบสายตากันเป็นแถว
ทว่าก็มีบางคนที่ไม่ได้เกรงกลัวนักพรตเฮ่อหลิงเลยแม้แต่น้อย อย่างเช่นศิษย์แซ่เฉินที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่นี้
มันถือดีว่าตนเองเป็นคนรุ่นหลัง ซ้ำยังมีที่พึ่งพิงเบื้องหลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านักพรตเฮ่อหลิงเสียอีก จึงย่อมไม่มีความเกรงกลัวใดๆ
“นั่นสิ ช่างน่าเสียดายจริงๆ…”
ศิษย์แซ่เฉินแสร้งทำเป็นทอดถอนใจ
“แต่ทว่า หากศิษย์น้องกู้ยอมเปลี่ยนใจมาเข้าร่วมกับฝักฝ่ายตระกูลใหญ่ของเราตั้งแต่แรก ก็ไม่แน่ว่าอาจจะได้โควตามาครอง เหมือนอย่างศิษย์น้องหลี่ฉางชิงก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลี่ฉางชิงก็มืดครึ้มลงทันที เขาถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างโกรธเคือง
แม้ว่าเรื่องที่เขาเป็นหมากที่ฝักฝ่ายตระกูลใหญ่ส่งแฝงตัวเข้าไปในฝักฝ่ายสำนัก จะเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แก่ใจ แต่การมาพูดเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ไม่เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวให้เขาหรอกหรือ?
กู้หย่วนปรายตามองศิษย์แซ่เฉินผู้นั้น เขาย่อมรู้ดีว่ามันเป็นใคร
เจ้านี่คือศิษย์คนที่สองของนักพรตจื่อเซียว ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าแห่งยอดเขาโอสถ ระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งก็ถือว่าใช้ได้อยู่
แต่เรื่องบังเอิญก็คือ นักพรตจื่อเซียว ผู้เป็นอาจารย์ของมัน ดันเป็นคู่ปรับเก่าของนักพรตเฮ่อหลิงเสียด้วยสิ
กู้หย่วนมีความสนใจในเรื่องซุบซิบนินทาของเหล่าผู้อาวุโสอยู่ไม่น้อย เขาเคยไปหลอกถามซาหลัวเซิงและเซี่ยซิ่วเสวี่ยมาแล้ว แน่นอนว่าในตอนแรก ทั้งสองคนย่อมไม่กล้าปริปากพูดอะไรมากนัก
ทว่าภายใต้การซักไซ้ไล่เลียงอย่างไม่ลดละของกู้หย่วน ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยอมเผยข้อมูลบางอย่างออกมา
นักพรตจื่อเซียว เป็นถึงบุคคลระดับสูงของฝักฝ่ายตระกูลใหญ่แห่งยอดเขาโอสถ มีอาวุโสสูงกว่านักพรตเฮ่อหลิงเสียอีก ว่ากันว่าเขามีความแค้นฝังลึกกับอาจารย์ของนักพรตเฮ่อหลิงด้วย
ในเวลาต่อมา อาจารย์ของนักพรตเฮ่อหลิงท่านได้ละสังขารไป ในตอนนั้นนักพรตเฮ่อหลิงยังไม่ได้บรรลุระดับจินตาน เมื่อไร้ร่มโพธิ์ร่มไทรคอยคุ้มครอง เขาจึงต้องเผชิญกับความอยุติธรรมและการกลั่นแกล้งสารพัด
ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โชคดีที่นักพรตเฮ่อหลิงยังมีศิษย์อาและศิษย์ลุงบางคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่บ้าง จึงรอดพ้นจากเหตุร้ายมาได้
ในเวลาต่อมา เมื่อนักพรตเฮ่อหลิงบรรลุระดับจินตาน แรงกดดันต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญจึงค่อยๆ ลดน้อยลง
ทว่าด้วยความแค้นของคนรุ่นก่อน ผนวกกับประสบการณ์อันเลวร้ายที่ตนเองเคยประสบมา ทำให้ความบาดหมางระหว่างนักพรตเฮ่อหลิงและนักพรตจื่อเซียวในปัจจุบัน แม้จะไม่ถึงขั้นอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ แต่ก็คงใกล้เคียงเต็มที
ด้วยเหตุนี้เอง ไอ้แซ่เฉินนี่ถึงได้ขัดหูขัดตากับกู้หย่วนนัก และตอนนี้ถึงกับกล้ากระโดดออกมาหาเรื่องอย่างเปิดเผย
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ก็เพราะพวกเขามีความแค้นต่อกันนั่นเอง!
ด้วยนิสัยของนักพรตเฮ่อหลิง กู้หย่วนเดาได้เลยว่า หากไอ้แซ่เฉินนี่ไม่ได้อยู่บนเรือมังกรเหินเวหาในตอนนี้ หรือหากไม่มีคนอื่นอยู่รอบๆ ล่ะก็ นักพรตเฮ่อหลิงคงสับไอ้แซ่เฉินนี่เป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว
ก็เพราะตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย มันถึงได้มั่นใจว่านักพรตเฮ่อหลิงไม่กล้าลงมือทำอะไร ถึงได้กล้าเห่าหอนถ้อยคำเหล่านี้ออกมา
ทว่านักพรตเฮ่อหลิงอาจจะมีข้อกังขา แต่กู้หย่วนกลับไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น
คนอื่นเอาเท้ามาเหยียบหน้าถึงที่แล้ว หากเรื่องนี้ยังทนได้ เขา กู้หย่วน จะยังนับว่าเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกหรือ?
“อยากสู้ก็เข้ามาสิ จะมาเห่าหอนหาพระแสงอะไรนักหนา?!”
กู้หย่วนชี้นิ้วออกไปข้างหน้า ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่อันคมกริบไร้เทียมทานออกมา ไอวารีในฟ้าดินควบแน่นรวมตัวกัน แปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่สว่างเจิดจ้าพุ่งทะยานออกไป
ปราณกระบี่นั้นแหลมคมไร้ผู้ต่อต้าน ทว่าในขณะเดียวกันกลับแฝงไว้ด้วยเจตนารมณ์อันต่อเนื่องยาวนานไม่รู้จบ!
ศิษย์แซ่เฉินแค่นเสียงเย็นชา สะบัดมือซัดห่วงเหล็กอาวุธเวทออกไปรับมือ
วิชากระบี่ของกู้หย่วนอาจจะยอดเยี่ยม แต่ตัวมันเองก็ใช่ว่าจะถูกรังแกได้ง่ายๆ นะ!
แสงวิญญาณสว่างจ้า พุ่งเข้าปะทะกับปราณกระบี่
เคร้ง!!!
ปราณกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่แสงวิญญาณ เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง จากนั้นปราณกระบี่ก็แตกสลาย กลายเป็นละอองน้ำปลิวว่อนหายไป
ส่วนห่วงเหล็กอาวุธเวทชิ้นนั้น แสงวิญญาณก็หม่นหมองลง ลอยกลับไปอยู่ข้างกายศิษย์แซ่เฉิน
วิชากระบี่ของกู้หย่วนย่อมไม่ธรรมดา ทว่ากระบี่ที่เขาใช้ออกไปเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงแค่ปราณกระบี่ ไม่ใช่กระบี่อิ๋นเจียว แก่นแท้ของมันจึงเปราะบางเกินไป
“หึ…”
ศิษย์แซ่เฉินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ กำลังจะเอ่ยปากเหน็บแนม ทว่าละอองน้ำที่เพิ่งแตกกระจายไปเมื่อครู่ กลับควบแน่นรวมตัวกันเป็นหยดน้ำขนาดเท่าเม็ดลำไย เปล่งประกายแวววาว พุ่งตรงเข้ามาอย่างดูเหมือนจะเชื่องช้า แต่แท้จริงแล้วกลับรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เจตจำนงกระบี่ที่ไม่ดุดันก้าวร้าว ทว่าหนักแน่นและมุ่งมั่น แฝงเร้นอยู่ภายในหยดน้ำนั้น มันทะลวงผ่านวิชาอาคมคุ้มกันร่างของมันได้อย่างง่ายดาย และกระแทกเข้าใส่ตัวมันอย่างจัง
พรวด!
ศิษย์แซ่เฉินกระอักเลือดล้มลงไปกองกับพื้น มันรู้สึกเพียงว่าปราณแท้ในร่างตีกันมั่วซั่วไปหมด ปราณกระบี่เป็นสายๆ เข้าไปปั่นป่วนอยู่ภายในจนปวดร้าวไปทั้งตัว มันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“อ๊ากกก! กู้หย่วน ไอ้สารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า…”
นักพรตเฮ่อหลิงหัวเราะเบาๆ เขารู้อยู่แล้วว่ากู้หย่วนจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
ในฐานะผู้อาวุโสผู้นำทีม และยังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่สะดวกและไม่สามารถลงมือทำเองได้
ตอนนี้กู้หย่วนช่วยระบายความแค้นให้เขา นักพรตเฮ่อหลิงย่อมต้องรู้สึกสะใจเป็นธรรมดา
เดิมทีตอนที่ทั้งสองคนเริ่มปะทะกัน ก็ยังมีบางคนที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
ทว่าเมื่อเห็นศิษย์แซ่เฉินถูกกู้หย่วนใช้กระบี่เดียวสร้างบาดแผลให้ หลายคนก็หน้าถอดสีทันที
บางคนลอบด่าทอเฉินชงในใจว่าเป็นไอ้สวะ ศิษย์รุ่นพี่ประสาอะไร ถึงได้พ่ายแพ้ให้กับศิษย์หน้าใหม่อย่างกู้หย่วนได้อย่างง่ายดายปานนี้ ช่างทำให้พวกมันเสียหน้าสิ้นดี!
สู้ไม่ได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นคือสู้ไม่ได้แล้วยังจะไปแกว่งปากหาเรื่องเขาอีก นี่มันไม่ได้เรียกว่ารนหาที่ตายหรอกหรือ?
ศิษย์จากฝักฝ่ายตระกูลใหญ่บางคนก็ลอบขมวดคิ้ว มองกู้หย่วนด้วยความไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น
การทำร้ายเฉินชงอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นศิษย์ของฝักฝ่ายตระกูลใหญ่ การที่กู้หย่วนเอาชนะมันได้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่ ทำให้พวกมันต้องเสียหน้าไปด้วย
“หยุดนะ!”
ขณะที่กู้หย่วนกำลังจะลงมือซ้ำ ฉู่เหอ ศิษย์สืบทอดที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก็สะบัดมือซัดประกายแสงสีเขียวสายหนึ่งออกมาขัดขวางกู้หย่วนเอาไว้
ฉึก——
กู้หย่วนเบี่ยงตัวหลบ ประกายแสงสีเขียวนั้นตกลงบนพื้น เจาะทะลวงพื้นหินจนกลายเป็นรูขนาดเท่านิ้วมือที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นอย่างเงียบเชียบ
หากเมื่อครู่นี้กู้หย่วนหลบไม่ทัน เกรงว่าบนร่างของเขาคงมีรูเลือดเพิ่มมาอีกรูเป็นแน่
“ควรปล่อยวางได้ก็ควรปล่อยวางนะ ศิษย์น้องกู้ ศิษย์น้องเฉินก็แค่พูดจาไม่เข้าหูไปสองสามประโยค เจ้าถึงกับลงมือทำร้ายคน แบบนี้มันจะเกินไปหน่อยกระมัง…”
ฉู่เหอหัวเราะหึๆ ทว่าใบหน้านั้นในสายตาของกู้หย่วน กลับดูน่ารังเกียจจนสุดจะพรรณนา เผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกหน้าเนื้อใจเสืออย่างชัดเจน
สีหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงมืดครึ้มลง กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่ากู้หย่วนกลับยกมือห้ามเขาไว้ แล้วหันไปแค่นเสียงเย็นชาใส่ฉู่เหอ
“ไอ้แซ่ฉู่ เลิกเสแสร้งทำเป็นคนดีแถวนี้ได้แล้ว!”