ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 189 ปรมาจารย์นักปรุงโอสถ!
“จึ๊ๆ เผ่าพันธุ์ปีศาจสินะ…”
กู้หย่วนไม่ได้จ้องมองอีกฝ่ายนานนัก ทว่าในใจกลับรู้สึกทึ่งและประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
หากจะพูดกันตามตรง สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหกตัวของเขาก็นับว่าเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจเช่นเดียวกัน
ทว่า ปีศาจกับปีศาจก็มีความแตกต่างกันอยู่
พวกที่มีหัวเป็นหมาป่า หูเป็นจิ้งจอก หรือมีลักษณะของสัตว์อย่างหัววัวหรือกรงเล็บเสือปรากฏอยู่บนร่างนั้น จะถูกเรียกว่าปีศาจ
พวกมันอาจจะรู้วิธีสูดดมและซึมซับแก่นแท้ของฟ้าดินและไอวิญญาณจากสุริยันจันทรา หรืออาจจะมีสัญชาตญาณในการดูดซับไอวิญญาณมาแต่กำเนิด หรือไม่ก็บังเอิญได้กินยาทิพย์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ย่อมก่อเกิดเป็นปราณปีศาจและมีสติปัญญาเพิ่มสูงขึ้น
ทว่าปีศาจจำพวกนี้ มักจะมีสายเลือดที่ธรรมดาสามัญ พวกมันจึงเลือกเดินบนเส้นทางวิถีผู้บำเพ็ญเพียรปีศาจ
ซึ่งมักจะเริ่มต้นด้วยการจำแลงกายเป็นมนุษย์ จากนั้นก็ฝึกฝนพลังเทวะประจำเผ่าพันธ์และค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนวิวัฒนาการไปทีละก้าว
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นเซียนปีศาจ
มนุษย์คือผู้นำแห่งสรรพสัตว์ และเป็นต้นแบบของกายาเต๋าแต่กำเนิด มีเพียงการจำแลงกายเป็นมนุษย์เท่านั้น ถึงจะทำให้การบำเพ็ญเพียรเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทว่าสัตว์วิญญาณอย่าง เสี่ยวชิง อาอู๋ อาหวง นั้นกลับมีสายเลือดที่ไม่ธรรมดา ภายในสายเลือดของพวกมันมีมรดกสืบทอดแฝงอยู่ ขอเพียงแค่ก้าวเดินไปตามขั้นตอน พวกมันก็สามารถสืบสาวไปถึงต้นกำเนิด และกลายร่างเป็นตัวตนที่แท้จริงของแมลงวิเศษโบราณ มหาปีศาจ หรือสัตว์เทวะได้!
เส้นทางของพวกแรกนั้น มีความคล้ายคลึงกับวิถีแห่งเซียน นั่นคือการฝึกฝนพลังเทวะประจำเผ่า ในขณะที่เส้นทางของพวกหลัง คือวิถีแห่งปีศาจมารยุคโบราณที่ยึดถือกฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก
แน่นอนว่า มหามรรคามีถึงสามพันสาย ทุกเส้นทางล้วนสามารถบรรลุมรรคผลได้ทั้งสิ้น ดังนั้น เส้นทางทั้งสองสายนี้จึงไม่มีคำว่าสูงส่งหรือต่ำต้อยกว่ากัน มีเพียงคำว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น
กู้หย่วนหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเรือมังกรเหินเวหาที่อยู่นอกเมืองได้สาดลำแสงสายหนึ่งลงมา ภายในนั้นปรากฏเงาร่างของผู้คนให้เห็นลางๆ
เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกหนิวโหย่วเต๋อและเซี่ยซิ่วเสวี่ย
กู้หย่วนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
เขาเดินทอดน่องสำรวจตลาดนัดเซียนฉงหมิงตามลำพังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังหอคอยที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงหลังหนึ่ง
หอคอยแห่งนี้กินพื้นที่หลายหมู่ (1 หมู่ = ประมาณ 666 ตารางเมตร) สูงตระหง่านถึงสิบเก้าชั้น บริเวณโดยรอบรายล้อมไปด้วยตำหนักและศาลาต่างๆ บางจุดมีแสงวิญญาณแห่งข้อห้ามเปล่งประกายวับแวม เห็นได้ชัดว่ามีการวางค่ายกลและข้อห้ามเอาไว้
เหนือประตูทางเข้าหอคอย มีแผ่นป้ายสลักตัวอักษรคำว่า “หออวี้ติ่ง” แขวนอยู่
ใช่แล้ว ในตลาดนัดฉงหมิงแห่งนี้ ก็มีหออวี้ติ่งตั้งอยู่เช่นกัน
และแน่นอนว่า มันก็เป็นหนึ่งในกิจการของยอดเขาโอสถด้วย
จะว่าไปแล้ว ยอดเขาโอสถนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านวิชาการปรุงโอสถและวิชาการเพาะปลูกยาทิพย์ หออวี้ติ่งที่ตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในโลกภายนอก แท้จริงแล้วก็คือหน่วยงานที่รับหน้าที่รวบรวมยาทิพย์ส่งกลับไปยังยอดเขาโอสถนั่นเอง
หออวี้ติ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ซ้ำยังมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกว่าหอสาขาในอำเภอเป่ยเหลียงอย่างเทียบไม่ติด!
ภายในนั้นไม่เพียงแต่มีการรับซื้อยาทิพย์เท่านั้น แต่ยังมีเคาน์เตอร์จำหน่ายโอสถวิญญาณนานาชนิดอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ก็ยังรับจ้างปรุงโอสถตามสั่งอีกต่างหาก
ตามที่นักพรตเฮ่อหลิงเคยบอกไว้ ที่นี่มีปรมาจารย์นักปรุงโอสถนั่งประจำการอยู่หนึ่งท่าน พร้อมด้วยนักปรุงโอสถอีกหลายคน นับเป็นหนึ่งในหน้าเป็นตาของยอดเขาโอสถเลยทีเดียว
และเหตุผลที่กู้หย่วนมาที่นี่ ก็เพื่อตั้งใจจะพักอยู่ที่หออวี้ติ่งแห่งนี้สักระยะหนึ่ง และถือโอกาสศึกษาวิชาการปรุงโอสถไปด้วยเลย
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไป กู้หย่วนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นของโอสถที่ลอยมาเตะจมูก กลิ่นนั้นทำให้เขารู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง กระทั่งปราณแท้ในร่างก็ราวกับจะโคจรเร็วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อกวาดสายตามองการตกแต่งภายในโถงใหญ่ ก็พบว่ามันดูเรียบง่ายและดูโบราณ ทว่าหากเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวางมาเห็นเข้า ย่อมต้องตกตะลึงเป็นแน่
นั่นก็เพราะข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถางต้นไม้ ไม้ประดับ หรือฉากกั้น ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
ไม้ประดับที่ใช้ตกแต่ง ไม่เพียงแต่จะมีหลากหลายชนิดเท่านั้น แต่ยังจัดวางได้อย่างประณีตงดงาม และที่สำคัญคือ พวกมันล้วนเป็นยาทิพย์ทั้งสิ้น!
แม้แต่โคมไฟ กระถาง ฉากกั้น และกระถางธูปกำยาน ก็ยังส่องประกายแสงวิญญาณออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกมันล้วนเป็นอาวุธเวท!
แม้ระดับชั้นของพวกมันจะไม่สูงมากนัก แต่ก็ทดแทนด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาล อีกอย่าง ใครมันจะบ้าเอาอาวุธเวทล้ำค่ามาตั้งโชว์เป็นของประดับตกแต่งกันล่ะ?
หออวี้ติ่งเบื้องหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการซ่อนความหรูหราเอาไว้ภายใต้ความเรียบง่าย แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามอย่างแนบเนียน ทำให้ลูกค้าที่มาเยือนเกิดความประทับใจถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของที่นี่
ในตอนนั้นเอง เด็กรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับ เขามีหน้าตาหล่อเหลาหมดจด เผยรอยยิ้มกระตือรือร้นและเป็นมิตร ทำให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูและไม่นึกรังเกียจ
“ขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติขอรับ ไม่ทราบว่าท่านต้องการสิ่งใดหรือ?”
แม้จะเป็นเพียงเด็กรับใช้ แต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขากลับสูงถึงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์เซียนเทียน ซึ่งหากอยู่โลกภายนอก ก็ถือเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งแล้ว
แน่นอนว่า เมื่ออยู่ที่นี่ เขาก็เป็นเพียงเด็กรับใช้คนหนึ่ง และสถานะของเขาก็น่าจะเป็นเพียงศิษย์ผู้ใช้แรงงานเท่านั้น
“คนกันเอง”
กู้หย่วนหยิบป้ายหยกประจำตัวออกมาแกว่งให้ดู เด็กรับใช้เห็นเข้าก็ตกใจรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อมทันที
“คารวะศิษย์พี่ขอรับ!”
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เหมือนกัน แต่ศิษย์สายในอย่างกู้หย่วนต่างหาก ถึงจะนับว่าเป็นศิษย์ที่แท้จริงของสำนัก
ส่วนศิษย์ผู้ใช้แรงงานอย่างเขา พูดกันตามตรงก็คือคนรับใช้ หรือวัวควายดีๆ นี่เอง อย่างมากก็แค่มีโอกาสริบหรี่ที่จะได้เลื่อนขั้นเท่านั้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับนี้ เขาย่อมต้องรู้สึกประหม่าและกระวนกระวายใจเป็นธรรมดา เพราะกลัวว่าจะไปล่วงเกินอีกฝ่ายเข้า
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
กู้หย่วนโบกมือปัด แล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าชื่อกู้หย่วน มาขอพบศิษย์ลุงซือหม่าเหยียน ตอนนี้ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่?”
“กู้หย่วน?!”
ดวงตาของเด็กรับใช้เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด ก่อนจะลุกลานและรีบอธิบาย
“มะ… ไม่ใช่ขอรับ ศิษย์พี่กู้ ข้า… ข้าปากพล่อยไปหน่อย ขอศิษย์พี่โปรดอภัยด้วย…”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
กู้หย่วนย่อมไม่เก็บเอาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาใส่ใจ ทว่าการที่ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายไปกว้างไกลขนาดนี้ ก็ทำให้เขาแอบประหลาดใจอยู่บ้าง
เมื่อเห็นดังนั้น เด็กรับใช้จึงค่อยๆ เอ่ยถามหยั่งเชิง
“วันนี้เจ้าหอซือหม่ากำลังปรุงโอสถอยู่ภายในหอ หากศิษย์พี่กู้ไม่รังเกียจ ให้ข้าน้อยไปช่วยเป็นธุระแจ้งให้ทราบดีหรือไม่ขอรับ?”
“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นก็รบกวนศิษย์น้องด้วยนะ”
เด็กรับใช้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบโบกมือเป็นพัลวัน
“มะ… ไม่รบกวนเลยขอรับ ไม่รบกวนเลย!”
พูดจบ เขาก็วิ่งเหยาะๆ หายไป ไม่นานนัก ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา
ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม บนร่างแผ่ประกายแสงของวิเศษออกมาลางๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม พลางพยักหน้าให้กู้หย่วน
“ท่านคือศิษย์น้องกู้ใช่หรือไม่? ข้าน้อย เฝิงเส้าเจี๋ย ตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังปรุงโอสถอยู่ ไม่สะดวกจะขยับเขยื้อน จึงให้ข้ามาเชิญศิษย์น้องเข้าไป”
เฝิงเส้าเจี๋ยมีรอยยิ้มประดับใบหน้า คำพูดคำจาก็ดูสุภาพนบนอบ ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับแฝงแววพินิจพิเคราะห์อยู่ลึกๆ
เห็นได้ชัดว่า เขาเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของกู้หย่วนมาเช่นกัน
สำหรับสายตาเช่นนี้ กู้หย่วนเคยชินเสียแล้ว เพราะเขาเจอมานักต่อนัก เขาพยักหน้ารับอย่างไม่แปลกใจ
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์พี่เฝิงแล้ว”
“ศิษย์น้องเชิญตามข้ามา”
เฝิงเส้าเจี๋ยพยักหน้า จากนั้นก็เดินนำทางไป
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องลับแห่งหนึ่ง
แอ๊ด——
ประตูห้องเปิดออกเอง พร้อมกับเสียงที่ดังทะลุออกมา
“เข้ามาสิ”
“ขอรับ”
ทั้งสองคนเดินตามกันเข้าไป กู้หย่วนก็เห็นนักพรตชราผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ เบื้องหน้าของเขามีเตาหลอมโอสถตั้งอยู่ใบหนึ่ง
เตาหลอมนั้นเป็นสีแดงฉาน สูงประมาณสามฉื่อกว่า (ประมาณ 1 เมตร) บนนั้นมีลวดลายของอีกาเพลิงสลักอยู่ ดูสมจริงสมจังราวกับเป็นอีกาเพลิงที่มีชีวิต และพร้อมจะพุ่งทะยานออกมาจากเตาได้ทุกเมื่อ
นักพรตชราผู้นั้นสวมชุดเต๋าเก่าๆ หนวดเคราและเส้นผมค่อนข้างรุงรัง ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกนัก ผิวพรรณเป็นสีทองแดง ในเวลานี้ สองมือของเขากำลังผูกอิน ควบคุมลูกไฟที่แผ่ความร้อนอย่างคงที่และแผ่วเบา ค่อยๆ เลียเผาโอสถวิญญาณเม็ดหนึ่ง
โอสถวิญญาณเม็ดนั้นมีขนาดเท่าเม็ดลำไย เป็นสีทองและสีแดงประกบกัน คล้ายกับสัญลักษณ์หยินหยาง แผ่ซ่านแรงกดดันวิญญาณจางๆ ออกมา และยังได้ยินเสียงมังกรคำรามและพยัคฆ์คำรามดังกังวานแว่วมาเบาๆ
“ศิษย์กู้หย่วน คารวะศิษย์ลุงซือหม่าขอรับ!”
กู้หย่วนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
บุคคลที่อยู่เบื้องหน้านี้ ก็คือยอดฝีมือระดับจินตานอีกท่านหนึ่ง ซ้ำยังมีอาวุโสสูงกว่านักพรตเฮ่อหลิงเสียอีก แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้อาวุโส แต่สถานะของเขากลับไม่ด้อยไปกว่ากันเลย กระทั่งอาจจะสูงกว่าครึ่งขั้นเสียด้วยซ้ำ
หากวัดกันที่ระดับการบำเพ็ญเพียร เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุด ทว่าหากพูดถึงเรื่องสถานะแล้ว ในยอดเขาโอสถทั้งหมด คนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเขา มีไม่เกินห้าคนอย่างแน่นอน