ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 193 นิกายกู่เสินออกโรง!
กู้หย่วนย่อมไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหออวี้ติ่งลับหลังเขา แต่ทว่า สายตาแปลกๆ ของผู้ดูแลวัยกลางคนตอนที่เขาซื้อยาทิพย์เมื่อครู่นี้ ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้
รวมถึงสายตาของพวกชอบสอดรู้สอดเห็นที่อยู่แถวๆ นั้นด้วย
กู้หย่วนรู้ดีว่าคนพวกนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
ก็คงหนีไม่พ้นความคิดที่ว่าเขาเพ้อเจ้อเกินตัว
เพิ่งจะเรียนรู้มาได้หยิบมือเดียว ก็คิดหาญกล้าจะปรุงโอสถเสียแล้ว
อันที่จริง ก็โทษคนพวกนั้นที่ดูถูกกู้หย่วนไม่ได้หรอก เพราะตามปกติแล้ว ศิษย์ยอดเขาโอสถที่อยากจะศึกษาวิชาการปรุงโอสถ จะต้องเริ่มจากการเป็นลูกมือให้นักปรุงโอสถเสียก่อน รับหน้าที่จัดการยาทิพย์ ดูแลไฟ ควบคุมความแรงของไฟ เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว ต้องเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นลูกมืออยู่หลายปี หรืออาจจะนับสิบปี จนกว่าจะได้เห็นและซึมซับเทคนิคต่างๆ มากพอ จึงจะมีโอกาสได้ทดลองลงมือปรุงโอสถด้วยตัวเองสักครั้ง
แต่กู้หย่วนล่ะ? เขาเพิ่งจะเริ่มเรียนมาได้นานแค่ไหนกันเชียว?
ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำมั้ง?
เวลาแค่นี้ ในสายตาของบางคน ต่อให้จำชื่อและสรรพคุณของยาทิพย์ทั้งหมดก็ยังจำได้ไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปรุงโอสถเลย…
เพียงแต่ คนพวกนี้จะไปรู้ได้อย่างไรว่า กู้หย่วนมีตัวช่วย(สูตรโกง) ติดตัวอยู่
เดิมทีตอนอยู่บนเรือมังกรเหินเวหา ด้วยความช่วยเหลือจากจิตวิญญาณโอสถ (ไฉ่อวิ๋น) กู้หย่วนเพียงแค่อ่านตำราโอสถขั้นพื้นฐาน เขาก็สามารถทำความเข้าใจวิชาการปรุงโอสถได้อย่างลึกซึ้ง และจับแก่นแท้ของการปรุงโอสถที่ว่าด้วยเรื่องการผสานสรรพคุณยาได้แล้ว
หลังจากนั้น เมื่อได้รับเคล็ดวิชาจินตานมาศึกษาตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก็ยิ่งบรรลุความเข้าใจใหม่ๆ อีกมากมาย
ความเข้าใจและแนวคิดต่างๆ ของเขาก็เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างและมีรากฐานที่มั่นคง
ด้วยเหตุนี้ กู้หย่วนจึงตัดสินใจที่จะลองลงมือปฏิบัติจริงดูสักครั้ง
หลังจากเดินไปตามถนนได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ สีหน้าของกู้หย่วนก็เปลี่ยนไป เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็เห็นตะขาบยักษ์สีสันฉูดฉาดลำตัวยาวหลายร้อยจั้ง (ประมาณหนึ่งกิโลเมตร) บินพาดผ่านท้องฟ้าเหนือตลาดนัดเซียนไป
รอบตัวของมันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีสันสดใส ทำให้ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของมันดูเลือนลางผลุบๆ โผล่ๆ
“ตะขาบตัวใหญ่ชะมัด…”
กู้หย่วนหยุดฝีเท้าด้วยความประหลาดใจ
ตะขาบยักษ์ตัวนี้แผ่ซ่านกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวด แม้จะอยู่ภายในตลาดนัดฉงหมิง กู้หย่วนก็ยังรู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งในใจ
ความรู้สึกที่มันมอบให้นั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าราชันย์ปีศาจวานรจินโหวเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น บนหลังของตะขาบยักษ์ตัวนี้ ยังมีเงาร่างของผู้คนยืนอยู่ด้วย
สายตาของกู้หย่วนเฉียบแหลมยิ่งนัก เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนที่อยู่บนหลังตะขาบส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดบาดตา
ที่เอวของพวกเขาแขวนถุงสัตว์วิญญาณเอาไว้หลายใบ
และในบรรดาคนเหล่านั้น เขายังเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่งด้วย
คนผู้นั้นมีรูปร่างเตี้ยม้อต้อ สวมชุดคลุมผ้าไหมสีเขียวเข้ม ดูจากอายุอานามแล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น แต่คือนักพรตเป่าชาน (คางคกวิเศษ) แห่งนิกายกู่เสินนั่นเอง
“ที่แท้ก็คนของนิกายกู่เสินนี่เอง…”
กู้หย่วนมองตามตะขาบยักษ์จนลับสายตา ก่อนจะดึงสายตากลับมา
เขาย่อมรู้ดีว่าคนพวกนี้กำลังจะไปทำอะไร
ก็คงไม่ต่างจากกลุ่มของยอดเขาโอสถเมื่อหลายวันก่อน ที่มุ่งหน้าไปยังบริเวณรอบนอกของตำหนักเซียนมังกรชาด เพื่อเตรียมตัวเข้าไปแสวงหาวาสนาแห่งเซียนนั่นเอง
ทำได้เพียงกล่าวชื่นชมว่า นิกายกู่เสินสมแล้วที่เป็นสำนักบำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับยอดเขาโอสถ ส่วนเรื่องที่ว่าบนหลังตะขาบนั่นมียอดฝีมือระดับสูงซ่อนตัวอยู่หรือไม่ คงไม่ต้องพูดถึง
ลำพังแค่ตะขาบยักษ์สีสันฉูดฉาดตัวนั้น ก็เป็นถึงสัตว์อสูรระดับที่น่าสะพรึงกลัวทัดเทียมกับยอดฝีมือระดับหยินเสินแล้ว
อืม… หากจะพูดให้ถูกต้อง ควรเรียกว่ากู่ (แมลงกู่/แมลงพิษ) เสียมากกว่า
ใช่แล้ว แม้ว่าตะขาบเมื่อครู่นี้จะมีขนาดใหญ่โตจนน่าตกใจ ทว่าในสายตาของกู้หย่วน มันก็คือแมลงกู่อยู่ดี
การมีแมลงกู่ตัวนี้ร่วมเดินทางไปด้วย ก็เท่ากับว่าการเดินทางของนิกายกู่เสินในครั้งนี้ ปลอดภัยไปแล้วกว่าครึ่ง ขอเพียงไม่ไปทำอะไรแผลงๆ ภายในตำหนักเซียนมังกรชาด ก็คงไม่เกิดความสูญเสียอะไรที่ร้ายแรงนัก
“เปลือกของตะขาบตัวเมื่อครู่นี้มีสีสันสดใสฉูดฉาด ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ประหลาดชนิดใด น่าจะเป็นกู่เทวะพิทักษ์สำนักของนิกายกู่เสินล่ะมั้ง… หากเทียบกับอาอู๋ (ตะขาบของกู้หย่วน) แล้ว ก็แข็งแกร่งกว่ามากโขเลยทีเดียว หากสามารถทำให้แมลงสายพันธุ์ประหลาดตัวนี้เชื่องได้ ไม่รู้ว่าจะได้รับพรสวรรค์แบบไหนมานะ…”
ความคิดของกู้หย่วนเตลิดเปิดเปิง คิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย
เขาเดินพลางคิดพลางจนกลับมาถึงที่พัก
หลังจากปิดประตูเรือนลง กู้หย่วนกลับแอบมองลอดช่องประตูออกไปด้านนอก
ภายในตลาดนัดเซียนฉงหมิงนั้นเต็มไปด้วยค่ายกลและข้อห้ามอยู่ทุกหนทุกแห่ง ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจินตาน จิตสัมผัสก็ยังถูกจำกัดอย่างมาก
ทว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่เดินอยู่บนถนน กู้หย่วนกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากำลังถูกใครบางคนจับจ้องอยู่
แม้ความรู้สึกนั้นจะเบาบางและเลือนลางจนแทบจับสัมผัสไม่ได้ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นเมื่อครู่นี้หรือตอนนี้ กู้หย่วนก็ยังไม่พบเงาร่างลับๆ ล่อๆ ของใครเลยก็ตาม
แต่กู้หย่วนก็เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองอย่างหมดใจ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
กู้หย่วนดึงสายตากลับมา ลูบปลายคางพลางครุ่นคิด แววตาเป็นประกายวูบวาบ
“เรื่องคราวที่แล้วเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นาน หรือว่าตอนนี้มีคนคิดจะก่อเรื่องอีกแล้ว?”
ก่อนหน้านี้บนเรือมังกรเหินเวหา มีคนวางยาพิษเขา หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ลอบใส่ปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหกลงในอาหารโอสถของเขา
ในขณะเดียวกัน ก็ยังส่งมารหยินไร้รูปลักษณ์ไปแฝงตัวอยู่ในร่างของชิวจื่อ เพื่อลอบสังหารเขาอีกด้วย
แผนการนี้เรียกได้ว่าเหี้ยมโหดและอำมหิตถึงขีดสุด
หากไม่ใช่เพราะระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของกู้หย่วนไม่ธรรมดา เขาคงต้องสะดุดล้มหัวทิ่ม หรือร้ายแรงหน่อย ก็อาจจะถึงขั้นทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นเลยก็ได้
ในตอนนั้น ตัวการที่อยู่เบื้องหลังทำไม่สำเร็จ ดูท่าว่าตอนนี้ มันคงตั้งใจจะลงมืออีกครั้งแล้วสินะ
อย่างไรเสีย กู้หย่วนก็ไม่คิดว่า นอกจากคนภายในยอดเขาโอสถแล้ว จะมีใครอื่นที่มีความแค้นฝังลึกกับเขา ถึงขนาดต้องลอบกัดและตามฆ่าเขาให้ได้ขนาดนี้
ดังนั้น จนถึงตอนนี้ กู้หย่วนก็ยังมีข้อสงสัยอยู่อีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือ คนที่ลอบกัดเขาในครั้งก่อน ตกลงแล้วเป็นคนของฝักฝ่ายตระกูลใหญ่ หรือฝักฝ่ายสำนักกันแน่
ตามหลักการแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของฝักฝ่ายตระกูลใหญ่มากที่สุด ทว่ากู้หย่วนกลับรู้สึกตะหงิดๆ ในใจอย่างน่าประหลาด ว่ามันน่าจะเป็นฝีมือของคนจากฝักฝ่ายสำนักเสียมากกว่า…
ไม่ว่าจะเป็นใคร ในเมื่ออีกฝ่ายจ้องเล่นงานเขาอีกครั้ง เขาก็ต้องเตรียมการรับมือเอาไว้บ้าง
“ในตลาดนัดเซียนฉงหมิงแห่งนี้ มีกฎเกณฑ์ของตลาดนัดคอยคุ้มครองอยู่ ไม่น่าจะมีพวกตาบอดกล้ามารนหาที่ตายหรอกมั้ง แต่ข้าก็คงจะอุดอู้อยู่แต่ในนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ?”
กู้หย่วนขบคิด
“ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่จะรอให้อีกฝ่ายมาลอบกัด สู้เป็นฝ่ายชิงลงมือก่อนไม่ดีกว่าหรือ…”
“อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้เจอหน้าพวกอาหวง อาอู๋ ต้าจุ่ย เหยาต้า มาสักพักแล้วด้วยสิ ถือโอกาสนี้เรียกพวกมันมารวมตัวกันให้หมดเลยดีกว่า หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรขึ้นมา พวกมันก็ยังพอจะช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง”
เมื่อมีความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมาในหัว กู้หย่วนก็เดินครุ่นคิดเข้าไปในห้อง
เขาหยิบวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถแก่นหยกออกมาจากถุงเก็บของชุดหนึ่ง
โอสถแก่นหยก เป็นโอสถเสบียงที่มีสรรพคุณเหนือกว่าโอสถหวงเหลียงอยู่หนึ่งขั้น ใช้วัตถุดิบในการหลอมไม่มากนัก ส่วนผสมหลักคือน้ำคั้นสีขาวหยกชนิดพิเศษที่สกัดจากธัญพืชวิญญาณ ผสมกับยาทิพย์ชนิดอื่นๆ อีกกว่าสิบชนิด
กู้หย่วนนั่งขัดสมาธิ มองดูยาทิพย์ที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอยู่ในใจ
นึกถึงสมัยก่อน ตอนที่เขายังต้องพลิกแผ่นดินหายาทิพย์สักต้นอย่างยากลำบาก ทว่าตอนนี้ เพียงแค่ควักหินวิญญาณจ่ายไป ก็สามารถหาซื้อมากองเป็นภูเขาเลากาได้อย่างง่ายดาย
กู้หย่วนสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ทบทวนเคล็ดลับและขั้นตอนในการหลอมโอสถแก่นหยกอยู่ในใจ จากนั้นก็สะบัดมือเบาๆ วารีแท้ไท่หยวนอันบริสุทธิ์ก็หลั่งไหลออกมา ม้วนพันวัตถุดิบทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าเอาไว้
วารีแท้ไท่หยวนนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ที่ติ ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันร่าเริง ภายใต้การควบคุมของกู้หย่วน มันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและต่อเนื่องยาวนาน กลายเป็นกระแสไอวารีบางเบา ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในตัวยาอย่างช้าๆ ชำระล้างและสกัดสิ่งเจือปนที่อยู่ภายในยาทิพย์ออกมาอย่างละเอียดอ่อน
กระบวนการนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าสำหรับกู้หย่วนผู้ครอบครองวารีแท้ไท่หยวนแล้ว กลับดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายดายเสียเหลือเกิน