ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 195 ศิษย์สืบทอดนิกายกู่เสิน!
กู้หย่วนประเมินอีกฝ่าย อีกฝ่ายเองก็กำลังประเมินกู้หย่วนเช่นกัน
ชายวัยกลางคนใช้สายตาที่แฝงแววพินิจพิเคราะห์และสำรวจตรวจตรา กวาดมองกู้หย่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา
โดยไม่รอให้กู้หย่วนเอ่ยถาม ชายผู้นั้นก็ประสานมือคารวะอย่างขอไปที
“คารวะคุณชายกู้”
“ท่านคือผู้ใด?”
กู้หย่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดีแน่
“ผู้น้อยเป็นเพียงคนต่ำต้อยชื่อเสียงเรี่ยไรราด ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรอกขอรับ”
ชายวัยกลางคนยิ้มพลางกล่าว
“ทว่าคุณชายของผู้น้อย ได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่หอเซียนอวิ๋นติ่ง จึงตั้งใจส่งผู้น้อยมาเป็นตัวแทน เชิญคุณชายกู้ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ขอรับ”
คุณชาย?
หอเซียนอวิ๋นติ่ง?
เชิญข้าไปร่วมงานเลี้ยง?
กู้หย่วนชะงักไปเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้รีบร้อนตอบตกลงหรือปฏิเสธ กลับจับสังเกตความผิดปกติบางอย่างจากคำพูดของอีกฝ่ายได้
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนที่อยู่เบื้องหน้านี้ เป็นถึงยอดฝีมือระดับระดับเทียนเหรินอย่างแท้จริง ซ้ำยังเป็นผู้ฝึกตนสายหล่อหลอมกายาที่หาได้ยากยิ่ง ระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของเขา ในความรู้สึกของกู้หย่วนแล้ว ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลิวซินจวินก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
คนระดับนี้ ต่อให้อยู่ในยอดเขาโอสถหรือนิกายกู่เสิน ก็มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นศิษย์สายในได้สบายๆ
แต่ทว่า คนระดับนี้กลับยอมลดตัวลงมาเรียกตัวเองว่า “คนต่ำต้อย” นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
นั่นย่อมหมายความว่า คนที่ทำให้เขายอมเรียกขานว่า “คุณชาย” ได้ จะต้องเป็นบุคคลที่มีสถานะ ตำแหน่ง ตลอดจนระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าเขามากอย่างแน่นอน
กู้หย่วนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“คุณชายของท่านคือใครกัน? ข้ากับเขาน่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนะ?”
“คุณชายของผู้น้อยแซ่ลู่ นามว่าคุน เป็นถึงศิษย์สืบทอดแห่งนิกายกู่เสินขอรับ”
ชายวัยกลางคนยิ้มบางๆ สีหน้าแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ
“คุณชายกู้ยังไม่รู้จักคุณชายของข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปเจอกันแล้วก็รู้จักเองนั่นแหละขอรับ”
ลู่คุน... ศิษย์สืบทอดนิกายกู่เสินงั้นรึ?
กู้หย่วนขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
แต่ก็เป็นเรื่องปกติ อย่าว่าแต่นิกายกู่เสินเลย ขนาดศิษย์สายในหรือศิษย์สืบทอดของยอดเขาโอสถเอง เขาก็ยังรู้จักไม่หมดทุกคนด้วยซ้ำ
ประเด็นก็คือ เขาไม่รู้จักศิษย์สืบทอดนิกายกู่เสินที่ชื่อลู่คุนผู้นี้ และเพียงแค่ดูจากท่าทางที่ค่อนข้างเย่อหยิ่งและไม่น่าไว้วางใจของไอ้หมอนี่ ก็รู้ได้ทันทีเลยว่างานเลี้ยงที่ว่านั่น ไม่ใช่งานเลี้ยงที่น่ารื่นรมย์อะไรแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดเขาโอสถกับนิกายกู่เสินก็มีสถานะกึ่งมิตรกึ่งศัตรูกันมาโดยตลอด เป็นแค่ฉากหน้าที่รักษามารยาทระหว่างสองสำนักใหญ่ ไม่ให้ถึงขั้นแตกหักกันอย่างเปิดเผยเท่านั้น
ทว่าเบื้องหลัง สองสำนักนี้ก็มีความขัดแย้งและชิงดีชิงเด่นกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ก่อนหน้านี้ นักพรตเป่าชานกับนักพรตเฮ่อหลิง สองยอดฝีมือระดับจินตานขั้นเข้าสู่มรรคา ก็เพิ่งจะกระทบกระทั่งกันมาหมาดๆ กู้หย่วนก็เห็นมากับตา
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เป็นเพราะทั้งสองสำนักต้องเผชิญกับภัยคุกคามร่วมกันอย่างนิกายหยวนหมิงจึงจำต้องรักษาความปรองดองเอาไว้ในระดับหนึ่ง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ศิษย์สายในตัวเล็กๆ อย่างกู้หย่วน จะสามารถไปสมาคมกับศิษย์สืบทอดของนิกายกู่เสินได้อย่างตามใจชอบ
หากไปพบปะกัน แล้วข่าวแพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงจะนำความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาสู่กู้หย่วน กระทั่งอาจจะลุกลามไปถึงนักพรตเฮ่อหลิงด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว รากฐานของกู้หย่วนในยอดเขาโอสถก็ยังไม่มั่นคง ซ้ำยังมีคนอีกไม่น้อยที่ไม่สบอารมณ์และคอยจับจ้องหาโอกาสเล่นงานเขาอยู่ในมุมมืด ดังนั้น เขาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปเสี่ยงเลย
เมื่อคิดได้ดังนี้ กู้หย่วนก็ตัดสินใจปฏิเสธ ทว่าก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ เพียงแต่กล่าวว่า
“ข้ากับสหายเต๋าลู่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ไม่ทราบว่าสหายเต๋าลู่มีธุระอันใดกับข้าหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนก็รู้สึกไม่พอใจ รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลงไปบ้าง เขาตอบเพียงว่า
“เมื่อคุณชายกู้ไปถึงที่นั่นแล้ว ก็จะทราบเองขอรับ”
กู้หย่วนโบกมือปฏิเสธ
“ช่างเถอะ รบกวนท่านช่วยฝากบอกคุณชายของท่านด้วยว่า ขอบคุณในความหวังดี แต่บังเอิญว่าข้ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการ งานเลี้ยงครั้งนี้ คงไปร่วมด้วยไม่ได้แล้วล่ะ”
ชายวัยกลางคนถึงกับชะงักงัน รอยยิ้มบนใบหน้าอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความเย็นชา น้ำเสียงก็แข็งกร้าวขึ้นหลายส่วน
“ข้าขอแนะนำให้คุณชายกู้ลองคิดดูให้ดีๆ การที่คุณชายของข้าส่งข้ามาเชิญท่านด้วยตัวเอง นับว่าให้เกียรติท่านมากแล้ว หวังว่าคุณชายกู้จะไม่ใช่พวกดื้อด้าน รินเหล้าดีๆ ไม่กิน ชอบกินเหล้าพิษนะขอรับ!”
“มิเช่นนั้น…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายวัยกลางคนก็กวาดสายตามองกู้หย่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากแสยะยิ้มหยัน
“คุณชายกู้อาจจะมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง แต่บางเรื่อง ลำพังแค่พรสวรรค์ดีมันไม่พอหรอกนะขอรับ ซ้ำยังไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ท่านคิดด้วย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะมาเสียใจทีหลังก็สายไปแล้วนะขอรับ…”
ตอนแรกมันคิดว่า แค่ตอบคำถามสองสามคำ กู้หย่วนก็น่าจะยอมตอบตกลงแต่โดยดี ใครจะไปคิดว่ากู้หย่วนจะปฏิเสธหน้าตาเฉย สำหรับมันแล้ว การกระทำแบบนี้ถือเป็นการหยามหน้ากันชัดๆ!
“ดื้อด้าน รินเหล้าดีๆ ไม่กิน ชอบกินเหล้าพิษงั้นรึ?”
กู้หย่วนยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“ช่างกล้าพูดนะ!”
ชายวัยกลางคนบันดาลโทสะ กำลังจะอ้าปากด่า ทว่ากู้หย่วนกลับชิงถามขึ้นมาก่อน
“คุณชายของท่านเป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสินอย่างนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง มันย่อมไม่กล้าแอบอ้างเช่นนั้น
“มะ… ไม่ใช่…”
“ถ้าอย่างนั้น เป็นยอดฝีมือระดับหยินเสิน หรือระดับหยางเสินล่ะ?”
กู้หย่วนถามจี้จุด
ชายวัยกลางคนหน้าดำคร่ำเครียด ไม่ได้ตอบอะไรออกมา
ในเวลานี้ กู้หย่วนก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“ขนาดระดับหยินเสินยังไม่ใช่ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาหาว่าข้าดื้อด้าน รินเหล้าดีๆ ไม่กิน ชอบกินเหล้าพิษ? ไอ้ลู่คุนของพวกแก มันเป็นหัวหอมหรือกระเทียมมาจากไหนกัน?! ถ้าแน่จริง ก็ให้มันบุกไปที่ยอดเขาโอสถเลยสิ!”
จากนั้น เขาก็ตวัดสายตาไปมองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเอ่ยเสียดสี
“ส่วนแก เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรแท้ๆ แต่กลับลดตัวลงไปเป็นขี้ข้า เรียกตัวเองว่าผู้น้อยเต็มปากเต็มคำ คนอย่างแก มีหน้ามาบำเพ็ญเพียรด้วยหรือ? ไอ้สุนัขรับใช้! แกมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า ไสหัวไปซะ!”
“แก… แก…”
ชายวัยกลางคนโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม หน้าเขียวปัด ทว่ากลับเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ
มันจะไปคิดได้อย่างไรว่า กู้หย่วนจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดกล้าด่าทอมันด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้
ในสายตาของมัน ต่อให้กู้หย่วนจะมีพรสวรรค์ชั้นเลิศ ทว่าพรสวรรค์ก็คือพรสวรรค์ ไม่ใช่ความแข็งแกร่ง
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคุณชายของมัน อาจจะเหนือกว่าในเรื่องพรสวรรค์อยู่บ้าง ทว่าในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ตำแหน่ง หรือระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่ง ล้วนห่างชั้นกันลิบลับ
การที่คุณชายของมันจงใจเชิญกู้หย่วนไปพบ ก็นับว่าให้เกียรติกู้หย่วนมากพอแล้ว การที่กู้หย่วนปฏิเสธ ก็คือการไม่ไว้หน้า และถือเป็นการตบหน้าคุณชายของมันฉาดใหญ่!
แค่ปฏิเสธก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ดันกล้าด่ากราดออกมาแบบนี้ กู้หย่วนคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ!
“ไอ้หนู อย่าคิดว่ากราบเข้ายอดเขาโอสถได้แล้ว จะสามารถกร่างได้ตามใจชอบนะ คุณชายของข้า ไม่ใช่คนที่เจ้าจะล่วงเกินได้หรอกนะ…”
ชายวัยกลางคนฝืนสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง มันเปลี่ยนสรรพนามเรียกกู้หย่วนเป็นไอ้หนูแล้วแค่นเสียงเยาะ
“ต่อให้อาจารย์ของเจ้า นักพรตเฮ่อหลิง มาเจอคุณชายของข้า ก็ยังต้องเกรงใจเลย นับประสาอะไรกับเจ้า? คอยดูเถอะ เรื่องในวันนี้ ข้าขอรับรองว่าเจ้าจะต้องเสียใจ…”
“หาว่าข้ากร่าง? ไอ้สุนัขรับใช้อย่างแก สมองกลับไปแล้วหรือไง?”
กู้หย่วนรู้สึกงุนงงกับตรรกะของอีกฝ่ายอย่างแรง
“คุณชายของแกทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่ยอมบอกธุระอะไรสักอย่าง อยู่ๆ ก็มาเชิญข้าไปงานเลี้ยง พอข้าไม่ไป ก็หาว่าข้าดื้อด้าน รินเหล้าดีๆ ไม่กิน ชอบกินเหล้าพิษ นี่มันตรรกะบ้าบออะไรของพวกแกวะ?”
“พอได้แล้ว ไสหัวไปซะ ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับแกแล้ว!”
พูดจบ กู้หย่วนก็เตรียมจะปิดประตู ไม่สนใจจะพูดอะไรต่อ
“สหายเต๋ากู้…”
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้ากู้หย่วน ความเร็วของมัน รวดเร็วจนแม้แต่กู้หย่วนก็ยังรู้สึกตกใจ
“ท่านคือ?”
กู้หย่วนหรี่ตาลง ทว่าเมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้าง เขาก็พอจะเดาตัวตนของผู้มาใหม่ได้แล้ว
คนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมานี้ มีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ทว่าริมฝีปากบางเฉียบ เมื่อประกอบกับแววตาที่ดูเจ้าชู้และแฝงไปด้วยความอำมหิต ทำให้เขาดูเป็นพวกเลือดเย็นและไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ