ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 223 สรรพคุณที่ไม่มีใครล่วงรู้!
ส่วนตราหยกมังกรเพลิง การที่มันสามารถทำให้หลี่ฉางเซิงยอมดั้นด้นลงจากเขามาโดยเฉพาะ และเฝ้าคะนึงหาอยากจะได้มาครอบครอง ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
ของชิ้นนี้เป็นไปได้มากว่าจะเป็นอาวุธวิเศษชั้นยอด หรือไม่ก็เป็นสมบัติล้ำค่าที่มีสรรพคุณมหัศจรรย์บางอย่าง!
ตอนนี้ การที่ลู่คุนถึงกับเอ่ยถึงตราหยกมังกรเพลิงขึ้นมา นั่นทำให้กู้หย่วนอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น ว่าตราหยกมังกรเพลิงชิ้นนี้มีสรรพคุณที่ซ่อนเร้นไม่ให้ผู้คนล่วงรู้อะไรกันแน่
อีกทั้งในเวลานี้ กู้หย่วนยังสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ตราหยกมังกรเพลิง” หลายคนก็มีท่าทีตื่นตัว และเงี่ยหูฟังกันถ้วนหน้า
แม้แต่จี้ชางไห่ที่มักจะไม่สนใจสิ่งใดเลย ก็ยังหยุดมือจากการรินสุรา และหันไปมองลู่คุนทั้งสองคนด้วยความสนใจ
กู้หย่วนใจกระตุก
ของที่สามารถทำให้ยอดคนดั่งมังกรและหงส์อย่าง หลี่ฉางเซิง จี้ชางไห่ และลู่คุน สนใจได้ถึงเพียงนี้ สรุปแล้วมันคือของล้ำค่าแบบไหนกันแน่?
“ตราหยกมังกรเพลิงงั้นหรือ?”
เสิ่นอวี้หมิงปรายตามองลู่คุนอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ไม่ปิดบังพี่ลู่ ข้าเองก็พอจะเคยได้ยินชื่อของสิ่งนี้มาบ้าง เพียงแต่รู้ไม่มากนัก รู้แค่ว่าของชิ้นนี้เป็นอาวุธวิเศษที่พิเศษยิ่งนัก มีสรรพคุณในการสะกดข่มคุ้มครองปราณชะตา”
“อันที่จริงตราหยกมังกรเพลิงชิ้นนี้ นอกเหนือจากจะใช้สะกดคุ้มครองปราณชะตาได้แล้ว ว่ากันว่าตัวมันเองก็ยังเป็นอาวุธวิเศษชั้นยอดที่มีอานุภาพร้ายแรงหาใดเปรียบ และได้ยินมาว่ามันอยู่ห่างจากระดับอาวุธวิญญาณเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น”
ลู่คุนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“โอ้?”
สีหน้าของเสิ่นอวี้หมิงดูเหมือนจะยังคงเรียบเฉย เพียงแค่กล่าวว่า
“สรุปแล้วพี่ลู่ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?”
ลู่คุนยิ้มพลางกล่าว
“ข้าได้รับข่าวที่เชื่อถือได้มาว่า ภายในตำหนักเซียนมังกรชาดมีตราหยกมังกรเพลิงซุกซ่อนอยู่ หากพี่เสิ่นสนใจ มิสู้พวกเราสองคนร่วมมือกันเข้าไปสำรวจดูข้างใน เป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้คนในที่นั้นก็ดูพิลึกพิลั่น และเปลี่ยนไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
ตราหยกมังกรเพลิง?
สะกดข่มคุ้มครองปราณชะตา?
อาวุธวิเศษชั้นยอด?
คำพูดของลู่คุน แม้ทุกคนจะไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือเท็จ ทว่าไม่ต้องสงสัยเลย มันทำให้หลายๆ คนเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว
สำหรับของวิเศษเช่นนี้ ไม่มีใครเลยที่จะไม่หวั่นไหว
มีเพียงกู้หย่วนคนเดียวเท่านั้น ที่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ
ตามที่ลู่คุนกล่าวมา ตราหยกมังกรเพลิงชิ้นนี้เป็นของล้ำค่าไม่ผิดแน่ การที่มันทำให้พวกหลี่ฉางเซิงเกิดความหวั่นไหวถึงเพียงนี้ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ
ทว่ากู้หย่วนกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าทั้งสองคนพูดไม่หมด หรืออาจจะยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตราหยกมังกรเพลิงออกมาทั้งหมด
ภายในเรื่องนี้จะต้องมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่เขายังไม่รู้อยู่อย่างแน่นอน
เสิ่นอวี้หมิงส่ายหน้า
“ช่างเถอะ ข้ายังมีธุระสำคัญอื่นต้องไปจัดการ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ก็มีผู้คนมากมายที่เข้าไปในตำหนักเซียนมังกรชาดเพื่อค้นหาสิ่งนี้ ทว่าท้ายที่สุดล้วนต้องกลับมามือเปล่า ของชิ้นนี้ไม่ได้ค้นหากันได้ง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก”
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น
ตราหยกมังกรเพลิงเป็นของล้ำค่าระดับใด ลู่คุนเชิญเขาให้ไปค้นหาด้วยกัน หากโชคของพวกเขาฝืนลิขิตสวรรค์จนหาพบจริงๆ แล้วของชิ้นนั้นจะตกเป็นของใคร?
ยิ่งไปกว่านั้น นิสัยใจคอของลู่คุน เขาย่อมรู้ดีที่สุด คนประเภทนี้มีนิสัยโหดเหี้ยมวิปริต เห็นแก่ตัวและเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ใช่คนดีอะไรอย่างแน่นอน การที่อีกฝ่ายอยากชวนเขาไป ก็คงเป็นเพียงแค่การพูดตามมารยาท หรือไม่ก็กะจะหลอกใช้เขาเป็นเบี้ยหมากให้ไปตายแทนเท่านั้น
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ”
ลู่คุนไม่ได้โกรธเคือง เพียงแค่ส่ายหน้าด้วยความเสียดาย จากนั้นก็หันไปกล่าวกับคนรอบข้าง
“ที่ข้ายังมีโควตาเหลืออยู่อีกแปดที่นั่ง เดี๋ยวหลังจากงานเลี้ยงจบลง หากมีสหายเต๋าท่านใดสนใจ ทุกท่านสามารถมาพูดคุยหารือกับข้าได้”
เมื่อกล่าวจบ หลายคนก็ดวงตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที และรีบตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียง
เสิ่นอวี้หมิงส่งยิ้มบางๆ ทว่าในแววตากลับฉายแววเย้ยหยันและดูแคลนพาดผ่าน
แม้ลู่คุนจะเป็นถึงศิษย์สืบทอดสายตรงของนิกายกู่เสิน อีกทั้งยังเป็นหลานชายสุดที่รักของผู้ยิ่งใหญ่ระดับหยางเสินอย่างบรรพชนเทียนฉงแต่ในสายตาของเขา หากลู่คุนไร้ซึ่งสถานะเหล่านี้ แก่นแท้แล้วก็เป็นเพียงแค่ขยะที่ไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น
เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ไปอยู่ในตำแหน่งของลู่คุน ก็ย่อมไม่มีทางทำผลงานได้แย่ไปกว่าเขาอย่างแน่นอน
สำหรับคนประเภทนี้ ภายนอกเขาอาจจะทำตัวสุภาพด้วย แต่ภายในใจนั้นเขามองเหยียดหยามเป็นอย่างมาก
ตรงกันข้ามกับจี้ชางไห่ และกู้หย่วน ที่ทำให้เสิ่นอวี้หมิงต้องระมัดระวังตัวอยู่บ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นอวี้หมิงก็หันไปมองจี้ชางไห่และกู้หย่วน
ภายในโถงกว้างแห่งนี้ คนที่ทำให้เขามองไม่ออกและเดาทางไม่ถูกที่สุด ก็คือสองคนนี้
จี้ชางไห่ครอบครองดวงใจเจ็ดทวารหลิงหลงเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น แม้จะไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรมากนัก แต่ทั่วทั้งร่างกลับราวกับถูกปกคลุมไปด้วยเงามายาอันลี้ลับ
ลึกลับยากจะหยั่งถึง และทำให้ผู้คนคาดเดาได้ยาก
ส่วนกู้หย่วน...
เมื่อเสิ่นอวี้หมิงหันไปมองกู้หย่วน เขาก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
เพราะในเวลานี้ กู้หย่วนกำลังหยิบผลไม้วิญญาณที่หน้าตาคล้ายลูกพลัมบนโต๊ะขึ้นมากัดกินคำโต ส่งเสียงเคี้ยว “กร้วมๆ” ดังลั่น
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่กำลังพยายามตีสนิทและทักทายลู่คุนอย่างกระตือรือร้นจนเกิดเป็นภาพบรรยากาศที่คึกคัก กู้หย่วนกลับดูเหมือนจะไม่ได้สนใจทั้งตราหยกมังกรเพลิง และโควตาของป้ายคำสั่งมังกรชาดเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของเสิ่นอวี้หมิง ระดับการบำเพ็ญเพียรของกู้หย่วนดูเหมือนจะถูกมองทะลุปรุโปร่งในคราวเดียว ว่าอยู่ในระดับเทียนเหรินขั้นสัมฤทธิ์ผลเล็ก
ทว่าสาเหตุที่ตัวเสิ่นอวี้หมิงเองมีชื่อเสียงเคียงคู่กับหลี่ฉางเซิงและจี้ชางไห่ ก็เป็นเพราะเขาครอบครองสายเลือดมังกรแท้ทำให้ประสาทสัมผัสทางวิญญาณของเขาเฉียบแหลมผิดมนุษย์มนา!
เขาสามารถสัมผัสได้ว่า แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของกู้หย่วนจะอ่อนด้อยไปบ้าง ทว่าคลื่นพลังลมปราณแท้ที่แผ่ออกมากลับบริสุทธิ์อย่างหาเปรียบไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า ภายในส่วนลึกของร่างกายกู้หย่วน มีกลิ่นอายอันคมกริบและพลิ้วไหวอย่างถึงที่สุดถูกปิดผนึกเอาไว้อยู่
กลิ่นอายสายนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดวิชาวิถีกระบี่ที่กู้หย่วนฝึกฝนมา ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งอันตรายบางเบา
เห็นได้ชัดว่า แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของกู้หย่วนจะห่างชั้นกับเขาอยู่มาก ทว่ายอดวิชาวิถีกระบี่ที่หลอมรวมอยู่ทั่วร่างกลับล้ำลึกสุดหยั่งคาด และเพียงพอที่จะคุกคามเขาได้!
เพียงเท่านี้ก็ทำให้เสิ่นอวี้หมิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากแล้ว
การที่สามารถฝึกฝนเพลงกระบี่อันน่าทึ่งเช่นนี้ออกมาได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพรสวรรค์ของกู้หย่วนนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
หากมีเพียงแค่นี้ แม้เขาจะประหลาดใจ แต่ก็คงไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด
ทว่านอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว บนร่างของกู้หย่วน เขายังสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอีกชั้นหนึ่งอย่างเลือนราง
เห็นได้ชัดว่า บนร่างของกู้หย่วนยังมีของบางอย่างที่เขาไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งได้เลย
เสิ่นอวี้หมิงพินิจมองกู้หย่วนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าดูเหมือนว่าสหายเต๋ากู้จะไม่ค่อยสนใจป้ายคำสั่งมังกรชาดสักเท่าไหร่นะ?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา หลายคนก็พากันหันมามอง
อันที่จริงผู้คนมากมายในที่นี้ต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงของกู้หย่วนมาบ้าง และรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวเขาอยู่ไม่น้อย
กู้หย่วนเองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เสิ่นอวี้หมิงเป็นฝ่ายชวนเขาพูดคุยก่อน ทว่าเขาก็สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“ไม่ปิดบังพี่เสิ่น ข้าเป็นคนขี้ขลาดตาขาวโดยกำเนิด ประกอบกับความแข็งแกร่งยังอ่อนด้อยนัก ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าไปเยือนสถานที่อันตรายอย่างตำหนักเซียนมังกรชาดเลยแม้แต่น้อย”
ขี้ขลาดตาขาวโดยกำเนิด?
แถมยังความแข็งแกร่งอ่อนด้อยอีกงั้นหรือ?!
เมื่อได้ยินคำกล่าวของกู้หย่วน หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น บางคนถึงกับจงใจหรือไม่จงใจก็ดี ปรายตามองไปทางลู่คุนด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกแปลกประหลาด
ข่าวที่โด่งดังและสั่นสะเทือนที่สุดในช่วงเวลานี้ ก็คือข่าวที่กู้หย่วน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหริน สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับจินตานอย่างเฮยเซียวจื่อได้สำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น เฮยเซียวจื่อก็ยังเป็นลูกน้องของลู่คุนอีกด้วย
ใช้พลังระดับเทียนเหรินสังหารสัตว์อสูรระดับจินตาน ความแข็งแกร่งระดับนี้ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองขี้ขลาดตาขาว และอ่อนแออีกงั้นหรือ?
ถ้าอย่างนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินอย่างพวกเราจะนับเป็นตัวอะไรได้ล่ะ?
เดิมทีบนใบหน้าของลู่คุนยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ กำลังพูดคุยหัวเราะร่ากับผู้คนเรื่องการซื้อขายโควตาป้ายคำสั่งมังกรชาด รวมถึงเรื่องการร่วมมือกันสำรวจตำหนักเซียนมังกรชาดเมื่อถึงเวลา
ทว่าเมื่อเขาได้ยินคำถ่อมตัวของกู้หย่วน และเห็นผู้คนมากมายมองมาที่ตนด้วยสายตาพิลึกพิลั่นเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงในทันที