ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 226 ลาภลอยเหนือความคาดหมาย!
สาเหตุที่บัวแฝดม่วงครามได้รับความนิยมอย่างมาก แท้จริงแล้วเป็นเพราะสรรพคุณในการเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรของยาวิญญาณชนิดนี้เรียกได้ว่าเห็นผลทันตา
ภายใต้ขอบเขตหยินเสิน ไม่ว่าจะกลืนกินบัวแฝดม่วงครามลงไปมากเท่าใด ก็สามารถเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรได้มากเท่านั้น
ไม่มีอาการดื้อยา ไม่มีสิ่งเจือปน และยิ่งไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
ผู้คนต่างฝึกฝนบำเพ็ญเพียรกันอย่างยากลำบาก วางแผนแก่งแย่งทรัพยากรกันไปเพื่อสิ่งใด?
ก็เพื่อครอบครองพลังที่มากพอ และใช้พลังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะและฐานะที่คู่ควร จากนั้นก็ก้าวเดินต่อไปทีละก้าวไม่ใช่หรือ?
แม้ในวงการผู้บำเพ็ญเพียรจะมีผู้คนมากมายป่าวประกาศว่าจะบรรลุมรรคผลระดับหยวนเสิน เพื่อความเป็นอมตะไม่แก่ไม่ตาย ทว่าในโลกใบนี้จะมีสักกี่คนกันที่สามารถบรรลุมรรคผลกลายเป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสินได้จริงๆ?
อย่าว่าแต่บรรลุมรรคผลเซียนแท้ระดับหยวนเสินเลย แม้แต่ขอบเขตใหญ่อย่างหยินเสินและหยางเสิน ผู้ที่ไปถึงได้ก็ยังถือเป็นยอดคนดั่งขนหงส์เขาจีหลิน หากไร้ซึ่งปราณชะตาอันยิ่งใหญ่ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า และวาสนาอันล้ำเลิศ ก็ไม่มีทางไปถึงได้อย่างเด็ดขาด
ในหมู่คนนับร้อยล้านพันล้าน สามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้สักคนสองคนก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ต่อให้เป็นขอบเขตจินตาน ผู้ที่สามารถบำเพ็ญเพียรมาจนถึงขอบเขตนี้ได้ก็ยังหาได้ยากยิ่ง
ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นคน ก็ใช่ว่าจะถือกำเนิดยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขึ้นมาได้สักคน
พูดกันตามตรง จุดประสงค์ในการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อแสวงหาพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และอายุขัยที่ยืนยาวมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น ยาวิญญาณที่สามารถเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรได้โดยตรงอย่างบัวแฝดม่วงคราม ในสายตาของผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้ มันจึงเป็นยอดสมบัติล้ำค่าในหมู่สมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง!
กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้น รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าในมือของลู่คุนจะมีของดีเช่นนี้อยู่
ที่สำคัญก็คือ ชื่อของบัวแฝดม่วงครามนี้ เขาเคยได้ยินจี้ชางไห่พูดถึงมาก่อน
ณ สถานที่แห่งหนึ่งภายในตำหนักเซียนมังกรชาด มียาวิญญาณชนิดนี้เติบโตอยู่
สาเหตุหลักที่เขาและจี้ชางไห่นัดแนะกันเพื่อไปสำรวจตำหนักเซียนมังกรชาดในอีกสองเดือนข้างหน้า ก็เพื่อสิ่งนี้นี่เอง
ดังนั้น การที่ลู่คุนมีของสิ่งนี้อยู่ในมือ นั่นหมายความว่าบัวแฝดม่วงครามดอกนี้ ได้มาจากตำหนักเซียนมังกรชาดอย่างนั้นหรือ?
หรือแม้แต่ตัวลู่คุนเอง ก็อาจจะเพิ่งออกมาจากตำหนักเซียนมังกรชาดด้วยซ้ำ
เมื่อความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว สายตาของกู้หย่วนก็ทะลุผ่านไหล่ของลู่คุน ไปสบตากับจี้ชางไห่ที่อยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง
สีหน้าของจี้ชางไห่ยังคงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับแฝงความหมายลึกล้ำ
กู้หย่วนรู้ดีว่า ในเวลานี้จี้ชางไห่ย่อมต้องมีความสงสัยเช่นเดียวกับตนอย่างแน่นอน
“ถูกต้อง นี่คือบัวแฝดม่วงครามจริงๆ”
ลู่คุนมองกู้หย่วนพร้อมรอยยิ้ม พลางกล่าวว่า
“เจ้าเองก็น่าจะเคยได้ยินสรรพคุณและมูลค่าของสิ่งนี้มาบ้างใช่หรือไม่?”
“เป็นอย่างไร? ข้าจะใช้บัวแฝดม่วงครามต้นนี้เดิมพันกับเจ้า เอาหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลายคนถึงกับตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
ลู่คุนและกู้หย่วนสองคนนี้ คนหนึ่งครอบครองผีเสื้อกระบี่เงาเขียว อีกคนครอบครองบัวแฝดม่วงคราม ช่างทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉาริษยาจนแทบคลั่ง!
“ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
กู้หย่วนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“อะไรนะ?”
รอยยิ้มของลู่คุนแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง
“เจ้าแน่ใจรึ? นี่คือบัวแฝดม่วงครามเชียวนะ ขอเพียงเจ้ากลืนกินและหลอมรวมมัน ก็สามารถเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรได้ บัวแฝดม่วงครามต้นนี้ อย่างน้อยก็สามารถทำให้เจ้าเลื่อนระดับการบำเพ็ญเพียรขึ้นไปได้ถึงหนึ่งขั้นย่อยเชียวนะ!”
“สหายเต๋าลู่ อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นถึงหลานชายของบรรพชนเทียนฉง พูดคำนี้ออกมาไม่รู้สึกละอายปากบ้างเลยหรือ?”
กู้หย่วนกล่าวเยาะเย้ย
“บัวแฝดม่วงครามเป็นของดีจริงๆ นั่นแหละ หากเจ้ามีสักสิบต้นแปดต้น ข้าก็อาจจะยอมตกลง ทว่าต้นที่เจ้าหยิบออกมานี้ อายุคงเต็มที่ก็แค่ไม่กี่ร้อยหรืออาจจะถึงพันปีเท่านั้นล่ะมั้ง?”
“แค่บัวแฝดม่วงครามเพียงต้นเดียว คิดจะเอามาเทียบชั้นกับผีเสื้อกระบี่เงาเขียวของข้างั้นรึ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและเย้ยหยันของกู้หย่วน ลู่คุนก็อ้าปากค้าง อยากจะโต้เถียง แต่คำพูดที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากกลับไม่อาจหลุดรอดออกมาได้
เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่กู้หย่วนพูดนั้นถูกต้อง
บัวแฝดม่วงครามเป็นของวิเศษไม่ผิดแน่ แต่มันก็มีเพียงแค่ต้นเดียวเท่านั้น อีกทั้งอายุของมันยังค่อนข้างน้อย หากนำไปเทียบกับผีเสื้อกระบี่เงาเขียวแล้ว ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่อีกมาก
เดิมทีเขายังคิดจะหลอกลวงกู้หย่วน ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ากู้หย่วนเองก็เป็นผู้รู้จริง คงหลอกไม่ได้ง่ายๆ เสียแล้ว
สีหน้าของลู่คุนดำคล้ำลงเล็กน้อย พลางกล่าวว่า
“บัวแฝดม่วงครามสิบต้นแปดต้นงั้นรึ? หากข้ามียาวิญญาณแบบนี้มากมายขนาดนั้น ข้าคงเอามันไปใช้ทะลวงขอบเขตจินตานเองตั้งนานแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าลู่คุนไม่ได้มีท่าทีเหมือนกำลังโกหก จู่ๆ กู้หย่วนก็ยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า
“สหายเต๋าลู่ นอกเหนือจากบัวแฝดม่วงครามต้นนี้แล้ว เจ้าก็น่าจะมีของอย่างอื่นอยู่อีกไม่ใช่หรือ อย่างเช่นน้ำนมศิลาปราณปฐพี หรือไข่แมงมุมอสนีบาตเมื่อคราวก่อนอะไรทำนองนั้น เอาออกมาให้หมดเลยดีกว่า”
“อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นหลานชายของบรรพชนเทียนฉง อย่าขี้เหนียวไปหน่อยเลยน่า?”
ลู่คุนหมดหนทาง อีกทั้งเขายังมีความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก จึงทำหน้าถมึงทึงหยิบน้ำนมศิลาปราณปฐพีออกมาครึ่งขวด พร้อมกับไข่แมงมุมอสนีบาตอีกหนึ่งฟอง
เมื่อเห็นเช่นนั้น กู้หย่วนจึงพยักหน้าตกลง
“ก็พอถูไถไปได้ ช่างเถอะ เอาตามนี้ก็แล้วกัน”
หลายคนถึงกับตาเป๋นประกาย และเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
กู้หย่วนและลู่คุนสองคนนี้ช่างใจป้ำกันเสียจริง คนหนึ่งใช้ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวเป็นของเดิมพัน ส่วนอีกคนก็งัดเอาบัวแฝดม่วงคราม ไข่แมงมุมอสนีบาต และน้ำนมศิลาปราณปฐพีออกมา ของแต่ละอย่างล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
การนำของเหล่านี้มาเป็นของเดิมพันในการประลองเวทวิชาของทั้งสองคน การประลองในครั้งนี้ ช่างน่าติดตามเสียจริงๆ
ลู่คุนจ้องกู้หย่วนด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เจ้าวางใจได้ ประเดี๋ยวข้าจะไม่ออมมือให้อย่างเด็ดขาด!”
“บังเอิญจัง ข้าก็เหมือนกัน”
กู้หย่วนยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวยงามทั้งสองแถว
เขารู้ดีถึงแผนการของลู่คุน ว่านอกจากจะต้องการสังหารศัตรูอย่างเขาด้วยมือตัวเองแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องการผีเสื้อกระบี่เงาเขียวด้วย
ทว่าลู่คุนมีแผนการของเขา แล้วกู้หย่วนจะไม่มีแผนการของตัวเองได้อย่างไร?
แทนที่จะปล่อยให้ลู่คุนแอบซ่อนตัววางแผนลอบกัดอยู่ลับๆ มิสู้นำเรื่องนี้มาสะสางให้จบสิ้นกันไปเลยซึ่งๆ หน้า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและแรงกายไปมากกว่านี้
ทว่า จะพูดก็พูดเถอะ บัวแฝดม่วงครามดอกนี้ สำหรับเขานั้นถือเป็นลาภลอยเหนือความคาดหมายจริงๆ
……
หลังจากกู้หย่วนและลู่คุนตกลงเรื่องการประลองเดิมพันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็มุ่งหน้าตรงไปยังลานประลองเป็นตายทันที
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คนอื่นๆ ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินเลี้ยงกันต่อ ต่างพากันเดินตามหลังไปติดๆ เพื่อดูเรื่องสนุก
รวมถึงเสิ่นอวี้หมิงและจี้ชางไห่ ทั้งสองคนก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน
ลานประลองเป็นตายตั้งอยู่บริเวณใจกลางของตลาดนัดฉงหมิง
เมื่อมองจากภายนอก ลานหินทั้งหมดดูเหมือนจะไม่ใหญ่โตนัก มีขนาดเพียงแค่สนามบาสเกตบอล ทว่าในความเป็นจริงแล้ว บนนั้นได้มีการวางค่ายกลข้อห้ามมิติเอาไว้
ทันทีที่ขึ้นไปยืนบนลานหินก็จะพบว่า พื้นที่จริงนั้นใหญ่กว่าที่เห็นหลายเท่านัก
ยิ่งไปกว่านั้น ลานหินทั้งหมดยังถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุพิเศษ และมีการวางค่ายกลข้อห้ามเอาไว้ เรียกได้ว่าแข็งแกร่งทนทานเป็นอย่างยิ่ง
ต่อให้เป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานลงมือทำลายอย่างสุดกำลัง ก็คาดว่าคงไม่อาจสร้างความเสียหายได้มากนัก
“ศิษย์น้องกู้ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าคงไม่พูดอะไรให้มากความอีก ทว่าข้าได้ยินมาว่าคนผู้นี้เลี้ยงแมลงกู่พิสดารเอาไว้หลายชนิด เจ้าต้องระวังตัวให้มาก หากเห็นท่าไม่ดี ยอมรับความพ่ายแพ้เสียยังดีกว่า อย่าได้ฝืนสู้ตายเป็นอันขาด”
ข้างกายกู้หย่วน เฝิงเส้าเจี๋ยกำลังพร่ำเตือนกู้หย่วนด้วยความหวังดี
“แม้ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวจะล้ำค่า ทว่าเจ้าต้องจำเอาไว้ให้ดี ชีวิตของเจ้านั้นสำคัญกว่า หากของหายไป วันหน้ายังสามารถหาทางเอากลับคืนมาได้ แต่หากคนตายไป ทุกอย่างก็จบสิ้น”
แม้เขาจะไม่ได้มีความสนิทสนมกับกู้หย่วนมากนัก ทว่าเขาก็รู้ดีว่าอาจารย์ของตนให้ความสำคัญกับกู้หย่วนมากเพียงใด อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังกำชับให้เขาคอยดูแลกู้หย่วนอยู่บ่อยครั้ง
ตอนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอกมากมาย ไม่ว่าจะมองในมุมใด เขาก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
“ศิษย์พี่วางใจเถิด ความหมายของท่านข้าเข้าใจดี ข้าจะระวังตัวให้มาก”