ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 228 ยุงมารกระหายเลือด!
ทว่าเพียงแค่ข้อดีสองประการนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้มันร้ายกาจหาใดเปรียบแล้ว!
หนอนกู่วชิระของลู่คุนตัวนี้เห็นได้ชัดว่าผ่านการเพาะเลี้ยงมาอย่างล้ำลึก มันถึงกับสามารถต้านทานประกายกระบี่ที่จำแลงมาจากกระบี่อิ๋นเจียวของกู้หย่วนได้อย่างสูสี ต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนแยกไม่ออกว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ
กู้หย่วนจีบนิ้วเป็นมุทรากระบี่ เปล่งเสียงทุ้มต่ำว่า
“แยกให้ข้า!”
สิ้นเสียง ประกายกระบี่สีเงินก็แยกจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด และจากแปดเป็นสิบหก
ประกายกระบี่ทั้งสิบหกสายล้วนคมกริบถึงขีดสุด โดยที่อานุภาพไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย จากนั้นพวกมันก็สอดประสานกัน กักขังหนอนกู่วชิระเอาไว้ตรงกลาง
“แบ่งแยกประกายกระบี่?!”
มีคนร้องอุทานออกมา หลายคนมองกู้หย่วนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
แม้แต่เสิ่นอวี้หมิงและจี้ชางไห่เอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองกู้หย่วนด้วยความชื่นชม
การแบ่งแยกประกายกระบี่ ถือเป็นขอบเขตขั้นสูงของวิถีกระบี่ การที่สามารถบรรลุถึงขอบเขตนี้ได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของกู้หย่วนนั้นยอดเยี่ยมและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก
มิน่าล่ะ เขาถึงสามารถใช้พลังระดับเทียนเหรินสังหารสัตว์อสูรระดับจินตานได้
ส่วนจี้ชางไห่นั้น กลับรู้สึกว่าการที่ตนเองเลือกกู้หย่วนมาเป็นสหายร่วมทางก่อนหน้านี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
คนที่ประหลาดใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเฝิงเส้าเจี๋ย จะว่าไปแล้ว เขาอายุมากกว่ากู้หย่วนถึงสิบกว่าปี และกราบเข้ายอดเขาโอสถก่อนกู้หย่วนถึงยี่สิบปี
ทว่าในเวลานี้เขากลับเพิ่งตระหนักได้ว่า สิ่งที่เขาสามารถเอาชนะกู้หย่วนได้ เกรงว่าคงมีเพียงแค่ระดับการบำเพ็ญเพียรอย่างเดียวเท่านั้น หากต้องต่อสู้กับกู้หย่วนจริงๆ เมื่อต้องเผชิญกับเพลงกระบี่อันลึกล้ำพิสดารนี้ เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นคู่มือของกู้หย่วนได้หรือไม่!
ผู้คนต่างมีความคิดแตกต่างกันออกไป ส่วนกู้หย่วนที่อยู่กลางลานประลองนั้น ในเวลานี้ได้ควบคุมประกายกระบี่ทั้งสิบหกสาย ให้แปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลกระบี่อย่างง่ายขึ้นมาแล้ว
ประกายกระบี่แต่ละสายสอดประสานกัน กลิ่นอายเชื่อมโยงถึงกัน อานุภาพเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
แรงกดดันอันหนักหน่วงบีบบังคับให้ความเร็วของหนอนกู่วชิระลดฮวบลงในทันที
เคร้งๆ! เคร้งๆ!
ประกายกระบี่แต่ละสายฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง ฟาดฟันลงบนร่างของหนอนกู่วชิระ ก่อให้เกิดเสียงดังกังวานทึบๆ ชวนให้เสียวฟัน
แม้หนอนกู่วชิระจะแข็งแกร่งทนทานถึงขีดสุด ทว่าภายใต้การฟาดฟันของประกายกระบี่อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ มันก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มต้านทานไม่อยู่ ร่างกายที่เคยเปล่งประกายสีทองอร่ามเริ่มหมองคล้ำลงอย่างรวดเร็ว บนผิวปรากฏรอยกระบี่บาดลึกขึ้นมาหลายรอย
แน่นอนว่าลู่คุนย่อมไม่มีทางนั่งดูอยู่เฉยๆ เขาปลดถุงสัตว์วิญญาณที่เอวออก ดึงเชือกที่ผูกปากถุงให้คลายออก เสียงหึ่งๆ ที่ดังก้องและหนาแน่นก็ดังลอดออกมาจากด้านใน
วินาทีต่อมา ฝูงยุงสีเลือดที่ดูราวกับหมอกสีแดงก็พรั่งพรูออกมาจากถุง
ยุงสีเลือดเหล่านี้มีขนาดเล็กจ้อย ทั่วทั้งร่างเป็นสีแดงฉาน ยิ่งไปกว่านั้นความเร็วของพวกมันยังรวดเร็วผิดมนุษย์มนา เสียงหึ่งๆ ที่เปล่งออกมานั้น เมื่อได้ฟังแล้วชวนให้รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน จนยากที่จะรวบรวมสมาธิได้
ทันทีที่บินทะลักออกมา พวกมันก็กรูกันพุ่งเข้าใส่กู้หย่วนราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
ยังไม่ทันที่จะเข้าใกล้ กลิ่นอายแห่งความบ้าคลั่งกระหายเลือดก็แผ่กระจายออกมาก่อน แม้แต่ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ด้านนอกลานประลองเป็นตาย ก็ยังหน้าซีดเผือด และได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน
“ยุงมารกระหายเลือด?!”
สายตาของกู้หย่วนแข็งกร้าวขึ้น ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ยุงมารกระหายเลือดชนิดนี้ เป็นแมลงประหลาดที่ทั้งดูธรรมดาและน่าสะพรึงกลัว
ที่บอกว่ามันธรรมดา ก็เพราะว่าหากยุงมารกระหายเลือดมีจำนวนไม่มาก ขอเพียงเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า ต่อให้เป็นเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนก็สามารถรับมือได้
ส่วนที่บอกว่าน่าสะพรึงกลัวนั้น ก็เป็นเพราะยุงมารกระหายเลือดชนิดนี้มีความละโมบต่อเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ยุงมารกระหายเลือดขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารเพียงตัวเดียว สามารถสูบเลือดของคนธรรมดาจนแห้งเหือดได้ทั้งเป็น และทำให้ร่างของเหยื่อบวมเป่งจนมีขนาดเท่าหัวคน!
หากมีเพียงเท่านี้ ก็ยังไม่นับว่าร้ายกาจเท่าใดนัก อย่างมากก็แค่เป็นภัยคุกคามต่อผู้ฝึกยุทธ์ และปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนบ้างเท่านั้น
ทว่ายุงมารกระหายเลือดชนิดนี้มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่มหึมา เคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีจำนวนนับหมื่นตัว หรืออาจจะถึงหลักแสนหลักล้านตัวเลยทีเดียว
เมื่อใดก็ตามที่พวกมันมีจำนวนมหาศาล ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างขึ้น พวกมันจะสามารถเรียนรู้พลังพรสวรรค์อย่างอสนีบาตมารโลหิตได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอน ซึ่งเป็นวิชาที่เชี่ยวชาญในการทำลายคาถาคุ้มกาย และทำให้วิเศษแปดเปื้อน
ยิ่งยุงมารกระหายเลือดมีจำนวนมากเท่าใด อานุภาพของอสนีบาตมารโลหิตก็จะยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น!
หากจำนวนยุงมารกระหายเลือดมีมากกว่าหนึ่งแสนตัว ต่อให้เป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานก็ยังต้องหลีกทางให้ ไม่กล้าปะทะกับพวกมันตรงๆ
และหากจำนวนถึงหลักล้านเมื่อใด ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ อสนีบาตมารโลหิตจะกลายร่างเป็นอสนีบาตมารคลั่งโลหิตต่อให้เป็นยักษ์ใหญ่ระดับหยินเสินมาเผชิญหน้า ก็ยังต้องเผ่นหนีหัวซุกหัวซุน!
ในยามนี้ ฝูงยุงมารกระหายเลือดตรงหน้าแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก มีเพียงหมื่นกว่าตัวเท่านั้น ทว่ากู้หย่วนก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
เขาตบไปที่ถุงสัตว์วิญญาณ ผีเสื้อสีเขียวตัวหนึ่งที่ดูบอบบางพริ้วไหวก็โบยบินออกมาจากด้านใน
ในขณะที่มันร่ายรำเริงระบำอยู่นั้น ปราณกระบี่สีเขียวละเอียดระยิบระยับก็พุ่งทะยานออกมา ฟาดฟันฝูงยุงมารกระหายเลือดจนแตกกระเจิง
เจตจำนงกระบี่อันคมกริบและกดดันถูกปลดปล่อยออกมา ยุงมารกระหายเลือดแต่ละตัวถูกเจตจำนงกระบี่แทงทะลุร่าง ถูกฟันจนกลายเป็นหยดเลือดเล็กๆ ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น
ผีเสื้อกระบี่เงาเขียว!
สายตาของลู่คุนเย็นเยียบ มีทั้งความไม่สบอารมณ์ และความโลภที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
หากไม่รู้มาก่อนว่าแมลงวิเศษชนิดนี้จำเป็นต้องทำการยอมรับเจ้านาย เขาก็คงอยากจะพุ่งเข้าไปแย่งชิงมันมาครอบครองเสียเดี๋ยวนี้เลย
ท้ายที่สุดแล้ว ต้นเหตุแห่งความบาดหมางระหว่างพวกเขาสองคน ก็มาจากผีเสื้อกระบี่เงาเขียวตัวนี้นี่เอง
หลังจากที่ฝูงยุงมารกระหายเลือดถูกฟันจนแตกกระเจิงและได้รับความเสียหายอย่างหนัก ยุงมารกระหายเลือดที่เหลือรอดก็ราวกับมีสติปัญญา พวกมันรีบบินมารวมกลุ่มกัน
แสงสีเลือดสาดส่องมารวมกันตรงกลาง แปรเปลี่ยนเป็นอสนีบาตมารโลหิตสีแดงคล้ำสายแล้วสายเล่าผ่าลงมา
ประกายสายฟ้าสีเลือดแต่ละสายที่ผ่าลงมานั้นไร้สุ้มไร้เสียง ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่ชวนให้ขนหัวลุกออกมา
สถานที่ใดที่มันเคลื่อนผ่าน ห้วงมิติก็ราวกับจะถูกกัดกร่อนจนเกิดเป็นรอยทาง
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสนีบาตมารโลหิตเหล่านี้ เสี่ยวชิงเพียงแค่ขยับปีกเบาๆ ร่างของมันก็พลิ้วไหวหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดายราวกับเงาลวงตา
อสนีบาตมารโลหิตเหล่านั้นตกลงบนพื้นลานประลองหิน ก่อให้เกิดหลุมลึกครึ่งฉื่อ รอยขอบหลุมถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นสีดำไหม้เกรียม
ต้องรู้ก่อนว่า ลานประลองหินแห่งนี้สร้างขึ้นจากวัสดุพิเศษบางอย่าง อีกทั้งยังมีการวางค่ายกลข้อห้ามอันเข้มงวดเอาไว้ ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับแก่นเหล็กเลยทีเดียว
หากมีสายฟ้าใดที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้จริงๆ หนวดทั้งสองเส้นบนหัวของเสี่ยวชิงก็จะส่องแสงสีเขียววาบขึ้นมา ระหว่างหนวดทั้งสองเส้นจะควบแน่นเป็นจุดแสงเล็กๆ จุดหนึ่ง แล้วพุ่งทะยานออกไป ผ่าทำลายอสนีบาตมารโลหิตที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อปีกขยับ ประกายกระบี่ระยิบระยับราวกับแสงหิ่งห้อยก็พุ่งออกมา ปกคลุมฝูงยุงมารกระหายเลือดทั้งหมดเอาไว้
เมื่อประกายกระบี่ร่วงหล่น ยุงมารกระหายเลือดเหล่านี้ก็พากันดับสูญไปทีละตัวๆ
นานๆ ครั้งจะมีประกายกระบี่ตกลงบนลานประลองหิน ทิ้งรอยรูเล็กๆ ลึกๆ เอาไว้บนพื้นได้อย่างง่ายดาย
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ภายใต้ประกายกระบี่ทั้งสิบหกสายที่แยกย่อยมาจากกระบี่อิ๋นเจียว หนอนกู่วชิระก็อยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส มันส่งเสียงร้องโหยหวนแหลมปรี๊ด ก่อนจะถูกประกายกระบี่ฟันขาดเป็นสองท่อน ร่างของแมลงยังไม่ทันร่วงถึงพื้น ก็ถูกประกายกระบี่ม้วนเก็บไปเสียแล้ว
หนอนกู่วชิระตัวนี้ก็นับเป็นแมลงวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง แม้อาจจะเทียบไม่ได้กับผีเสื้อกระบี่เงาเขียว แต่หากนำไปเทียบกับตะขาบสวรรค์หลังเงิน ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าใดนัก
ต่อให้เป็นแค่ซากศพของแมลง แต่มันก็เป็นของดี สามารถนำไปป้อนให้สัตว์วิญญาณของเขากินได้ จะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
ประกายกระบี่รวมตัวกัน แปรเปลี่ยนเป็นดอกบัวสีเงินขาวเปล่งประกายเจิดจ้า เพียงแค่หมุนวนกลางอากาศคราหนึ่ง ก็ครอบงำลงบนร่างของลู่คุน
กลิ่นอายอันเย็นเยียบและคมกริบแผ่ซ่านออกมา ล็อกเป้าหมายไปที่ลู่คุนอย่างแน่นหนา
ไม่ว่าลู่คุนจะหลบหลีกอย่างไร บัวกระบี่ดอกนี้ก็จะติดตามเขาไปดั่งเงาตามตัว เกาะติดแน่นดั่งหนอนในกระดูก และจะไม่มีวันหยุดยั้งจนกว่าจะสังหารลู่คุนได้สำเร็จ
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของบัวกระบี่สีเงิน ลู่คุนกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเผยรอยยิ้มเย็นชาที่มีความหมายแฝงเร้นออกมา
“หืม?”
เมื่อเห็นเช่นนั้น กู้หย่วนก็ใจหายวาบ ลอบร้องแย่แล้วในใจ
และในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ หนอนกู่สีดำที่มีขนาดเล็กเรียวราวกับเส้นผมเส้นหนึ่ง ก็พุ่งทะยานออกมาจากฝูงยุงมารกระหายเลือด พุ่งตรงเข้าหากู้หย่วนอย่างเงียบเชียบ
ความเร็วของมันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
ต่อให้เป็นกู้หย่วน ก็ยังตอบสนองไม่ทัน
หนอนกู่สีดำตัวนี้ ก็คือไพ่ตายของลู่คุนนั่นเอง
ที่เขาให้หนอนกู่วชิระและยุงมารกระหายเลือดเป็นตัวล่ออยู่เบื้องหน้า และใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ก็เพื่อรอคอยวินาทีนี้นี่เอง