ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 255 แก่นแท้อี่มู่!
ในเวลานี้ กู้หย่วนกำลังเหาะเหินอยู่กลางอากาศ บนบ่าของเขามีตะขาบตัวหนึ่งความยาวเกือบครึ่งฉื่อ ทั่วทั้งร่างมีเปลือกนอกสีเงินยวงเปล่งประกายเกาะอยู่
มองดูเผินๆ เหมือนมันนอนนิ่งไม่ไหวติง แต่แท้จริงแล้วหนวดทั้งสองเส้นของมันกำลังส่ายไปมาเบาๆ เพื่อคอยตรวจจับอันตรายแทนกู้หย่วน
“จะว่าไปแล้ว โลกใบเล็กแห่งนี้แม้จะอันตรายรอบด้าน แต่ก็มีของดีซ่อนอยู่ไม่น้อยจริงๆ”
ขณะที่กู้หย่วนกำลังเหาะเหิน เขาก็เดาะของสิ่งหนึ่งที่มีขนาดเทียมกำปั้น สีเทาดำ ดูคล้ายไม้แต่ก็คล้ายหิน รูปร่างหน้าตาดูธรรมดาๆ ไม่สะดุดตาไปพลางๆ
หากทิ้งของสิ่งนี้ไว้บนพื้นตามรายทาง คนทั่วไปคงมองว่ามันเป็นแค่เศษไม้ผุพังชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ทว่าในความเป็นจริง ของชิ้นนี้เขาได้มาจากตอไม้แห่งหนึ่ง
ตอไม้นั้นใหญ่โตราวยอดเขาย่อมๆ เดิมทีน่าจะเป็นต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า เส้นผ่านศูนย์กลางน่าจะกว้างเป็นร้อยเมตรได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอันใด มันถึงได้เหี่ยวเฉาและหักโค่นลงมาจากส่วนโคนต้น
ทีแรกกู้หย่วนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเพียงแค่แวะพักเหนื่อยแถวนั้นครู่หนึ่ง ทว่าใครจะไปคิดว่า สัมผัสอันเฉียบแหลมของเขาจะรับรู้ได้ถึงพลังชีวิตอันบริสุทธิ์สายหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตอไม้นั้น
จะว่าไปแล้ว ปราณแท้ไท่หยวนของกู้หย่วนนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต จึงมีความไวต่อพลังชีวิตมากที่สุด
หากตอนนั้นเขาไม่ได้เข้าไปใกล้มากพอ ก็อาจจะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้เลยด้วยซ้ำ
หลังจากนั้น กู้หย่วนก็ใช้กระบี่บินผ่าตอไม้ออกไปกว่าครึ่ง ค้นหาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็พบของสิ่งนี้ซ่อนอยู่ภายใน
หลังจากพินิจพิเคราะห์ดูอย่างละเอียด กู้หย่วนก็จำได้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร
ของสิ่งนี้ก็คือ “แก่นไม้” อย่างไม่ต้องสงสัย
แก่นไม้ คือสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังจากที่ปีศาจต้นไม้ตกตายไป
เป็นที่รู้กันดีว่า สรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนสามารถบำเพ็ญเพียรจนบรรลุวิถีเต๋าได้ แมวก็เป็นปีศาจแมว หมาก็เป็นปีศาจหมา แม้แต่ก้อนหิน หากได้รับการหล่อเลี้ยงจากปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ก็ยังมีวาสนาที่จะบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจหินได้
แน่นอนว่า เหล่าพฤกษาชาติก็ย่อมไม่เว้น
เพียงแต่ เมื่อเทียบกับสิงสาราสัตว์อย่าง หมู หมา กา ไก่ เสือ หรือหมาป่าแล้ว พืชพรรณธัญญาหารนั้นบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจได้ยากยิ่งกว่า!
พวกปีศาจเสือ หรือปีศาจจิ้งจอกอะไรเทือกนั้น ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ บนภูเขาก็คงเคยได้ยินหรือเคยเห็นกันมาบ้าง
แต่พวกปีศาจต้นไม้หรือภูตหญ้าวิญญาณนี่สิ คนส่วนใหญ่แทบไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเคยเห็นตัวเป็นๆ เลย
แก่นไม้ในมือของกู้หย่วนชิ้นนี้ คือแก่นแท้ของต้นไม้แก่ที่บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปีศาจ
และน่าจะเป็นสิ่งที่ตกผลึกมาจากพลังชีวิตที่หลงเหลืออยู่ หลังจากที่มันเผชิญกับเคราะห์กรรมบางอย่าง
หากรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม บางทีมันอาจจะผลิใบอ่อนแตกยอดใหม่ ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้!
ทว่า ต้นไม้แก่ต้นนั้นไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องไม่คาดฝันอะไรเข้า ท้ายที่สุดมันก็เหี่ยวเฉาตายลงอย่างสมบูรณ์ หมดสิ้นหนทางที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
เหลือเพียงแก่นไม้ชิ้นนี้ที่รวบรวมพลังชีวิตและพละกำลังเอาไว้
แม้แก่นไม้ชิ้นนี้จะมีขนาดเล็ก ทว่าภายในกลับอัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตอันบริสุทธิ์และเข้มข้น รวมถึงแก่นแท้อี่มู่ (ธาตุไม้หยิน) นับเป็นของวิเศษธาตุไม้จากฟ้าดินที่หาได้ยากยิ่ง สามารถนำไปใช้หลอมสร้างอาวุธวิเศษ หรือจะนำไปใช้หลอมโอสถก็ได้ทั้งสิ้น
แก่นแท้ของมันจัดว่ายอดเยี่ยมมาก หากนำไปหลอมอาวุธวิเศษ ก็สามารถสร้างอาวุธวิเศษระดับสูง หรือแม้กระทั่งระดับสุดยอดได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นของวิเศษได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากกู้หย่วนเดาะเล่นอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พลิกฝ่ามืออีกข้าง นำโล่สีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกมา
บนพื้นผิวของโล่ใบเล็กนี้มีแสงวิญญาณเข้มข้นเปล่งประกาย แผ่ซ่านปราณอี่มู่ออกมาอย่างหนาแน่น เห็นได้ชัดว่าเป็นของวิเศษที่หาได้ยากชิ้นหนึ่ง ทว่าตรงกลางของโล่ไม้กลับมีรูเล็กๆ ปรากฏอยู่
โล่ใบนี้ก็คือ โล่วิญญาณเจี่ยมู่ (ธาตุไม้หยาง) ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษประจำกายของนักพรตชิงมู่นั่นเอง
แต่ก่อนหน้านี้มันได้รับความเสียหายมาไม่ใช่น้อย
แม้กู้หย่วนจะตั้งใจใช้วารีแท้ไท่หยวนชำระล้างกลิ่นอายที่นักพรตชิงมู่ทิ้งไว้จนหมดสิ้น อีกทั้งยังใช้มันหล่อเลี้ยงพลังชีวิตอี่มู่ภายใน เพื่อให้มันซ่อมแซมตัวเอง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ค่อยสู้ดีนัก
วารีแท้ไท่หยวนเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต มีความสามารถในการหล่อเลี้ยงฟื้นฟูเป็นเลิศก็จริง ทว่าประการแรกคือระดับตบะของกู้หย่วนยังอ่อนด้อยเกินไป และประการที่สองคือ โล่วิญญาณเจี่ยมู่ใบนี้มีระดับชั้นที่สูงเกินไป
หากตบะของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้น แล้วใช้เวลาสักสองสามปี บางทีเขาอาจจะสามารถซ่อมแซมมันได้จริงๆ ก็เป็นได้
แต่ในตอนนี้ เมื่อมีแก่นไม้ชิ้นนี้อยู่ในมือ กู้หย่วนก็สามารถดึงเอาแก่นแท้อี่มู่ที่อยู่ภายในออกมาหล่อเลี้ยงโล่วิญญาณเจี่ยมู่ เพื่อให้มันซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น
ระดับชั้นของโล่วิญญาณเจี่ยมู่ใบนี้ถือว่าสูงมาก ไม่ด้อยไปกว่ากระบี่อิ๋นเจียวของกู้หย่วนเลย หากสามารถซ่อมแซมมันได้สำเร็จ สำหรับเขาแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว กู้หย่วนรู้ตัวเองดีว่า แม้เขาจะมีวิชาเทวะมากมายที่พลังโจมตีรุนแรง ทว่าในด้านของพลังป้องกัน เขากลับไม่มีวิชาอะไรโดดเด่นเลย นับเป็นจุดอ่อนสำคัญของเขา
หากสามารถซ่อมแซมอาวุธวิเศษระดับแนวหน้าชิ้นนี้ได้สำเร็จ มันก็จะช่วยอุดช่องโหว่ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
กู้หย่วนยื่นนิ้วออกไปแตะเบาๆ แก่นไม้ก็พลันแตกสลาย กลายสภาพเป็นแก่นแท้อี่มู่สีเขียวเข้มอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง หลอมรวมเข้าไปในโล่วิญญาณเจี่ยมู่
หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง!
โล่วิญญาณเจี่ยมู่สว่างวาบขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น อาคมที่เคยอ่อนแสงลงภายในนั้น บัดนี้ราวกับได้รับการกระตุ้นด้วยยาโด๊ป พวกมันเริ่มดูดกลืนแก่นแท้อี่มู่เหล่านี้อย่างบ้าคลั่ง
โล่วิญญาณเจี่ยมู่ใบนี้มีความพิเศษอยู่บ้าง เนื่องจากมันถูกหลอมสร้างขึ้นมาจากของวิเศษธาตุไม้จากฟ้าดิน ดังนั้นมันจึงยังคงสัญชาตญาณและความมีชีวิตชีวาบางส่วนของพืชพรรณเอาไว้ ราวกับรากไม้ที่กำลังดูดซับพลังดินและแหล่งน้ำ มันสูบกลืนแก่นแท้อี่มู่เข้าไปอย่างไม่หยุดหย่อน
พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นอาวุธวิเศษที่สามารถเติบโตและพัฒนาได้ มีศักยภาพซ่อนเร้นอยู่อย่างมหาศาล
ไม่นานนัก รูโหว่ตรงกลางของโล่วิญญาณ ก็ปรากฏแสงสีเขียวจางๆ สว่างขึ้นมา ราวกับกำลังถูกซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิม
“ไม่เลว ขอเพียงดูดกลืนและย่อยสลายแก่นไม้ชิ้นนี้จนหมด โล่วิญญาณเจี่ยมู่ใบนี้ก็น่าจะซ่อมแซมจนสมบูรณ์แบบได้ แถมยังอาจจะยกระดับขึ้นไปได้อีกขั้นด้วย”
กู้หย่วนพยักหน้าเงียบๆ ในใจ ก่อนจะเก็บโล่วิญญาณเจี่ยมู่กลับไป
รอให้อาวุธวิเศษชิ้นนี้ซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์เมื่อไร ก็คงได้นำออกมาใช้งานอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง…
กู้หย่วนเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาขมวดคิ้วมุ่น ทอดสายตามองไปไกล
เพียงเห็นลำแสงสายหนึ่งกำลังเหาะเหินมาอย่างเร่งรีบ
“ผู้บำเพ็ญเพียร…”
กู้หย่วนประหลาดใจเล็กน้อย
เขาเข้ามาในโลกใบเล็กมังกรชาดแห่งนี้ได้หลายวันแล้ว ในช่วงหลายวันนี้ เขาก็เคยพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ได้มีการทักทายหรือพูดคุยกันเลย ทำเพียงแค่มองกันอยู่ห่างๆ เท่านั้น
เพราะผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถเข้ามาในโลกใบเล็กมังกรชาดแห่งนี้ได้ มักจะมีความคิดที่อยากจะตามหาวาสนา และมัวแต่ง่วนอยู่กับการค้นหาของวิเศษจากฟ้าดิน หรือไม่ก็วาสนาที่นักพรตมังกรชาดทิ้งเอาไว้
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!
โลกใบเล็กแห่งนี้แม้จะมีวาสนาอยู่มากมาย ทว่าก็เต็มไปด้วยสถานที่อันตรายเช่นเดียวกัน คนที่สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ ย่อมต้องไม่ธรรมดา และบนตัวของพวกเขาจะต้องมีของดีติดตัวมาบ้างไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
การต้องเสี่ยงชีวิตเหน็ดเหนื่อยแทบตายเพื่อตามหาวาสนา จะไปเทียบอะไรได้กับการลงมือฆ่าคนแล้วปล้นชิงเอาของมาล่ะ?
ดังนั้น กู้หย่วน รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ต่างก็รู้ซึ้งแก่ใจดีว่า เมื่อเข้ามาในโลกใบเล็กแห่งนี้แล้ว ห้ามไว้ใจใครเด็ดขาด และทางที่ดีที่สุดคืออย่าเข้าใกล้ใครเลย
หากมีใครพยายามเข้าใกล้ ร้อยทั้งแปดสิบมักจะมาดีไม่ประสงค์ดี
ลำแสงที่เหาะเหินมานี้มีความเร็วสูงมาก กู้หย่วนควบคุมกลุ่มเมฆเร่งความเร็วเพื่อหลบเลี่ยงอีกฝ่าย
นี่ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า — ข้าไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เจ้าเองก็อย่าเข้ามาใกล้จะดีกว่า
ทว่าสิ่งที่ทำให้กู้หย่วนประหลาดใจก็คือ ลำแสงสายนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางพุ่งตรงมาหาเขาเสียอย่างนั้น
“หึ!”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่ไม่หลบเลี่ยง กลับยิ่งพุ่งเข้ามาใกล้ กู้หย่วนก็มีสีหน้าเย็นชาลงทันที ที่ปลายนิ้วของเขาปรากฏปราณกระบี่สีเงินสายหนึ่งไหลซึมออกมา รังสีอำมหิตอันเย็นเยียบและคมกริบแผ่ซ่านกระจาย รังสีสังหารเริ่มก่อตัว
“สหายเต๋าช้าก่อน! ข้าน้อยไม่ได้มีเจตนาร้าย ในทางกลับกัน ข้ามีเรื่องดีๆ อยากจะมาปรึกษากับท่านต่างหาก!”
เสียงร้องอย่างร้อนรนดังออกมาจากในลำแสง ฟังดูเหมือนเสียงของคนหนุ่ม
เมื่อลำแสงจางลง กู้หย่วนก็พบว่าผู้มาเยือนเป็นชายหนุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่อายุยังน้อย หน้าตาหล่อเหลาเอาการ เพียงแต่บนเสื้อผ้ามีคราบเลือดติดอยู่ กลิ่นอายพลังก็ดูไม่มั่นคง เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับบาดเจ็บมาไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
(จบตอน)