ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 66 ตามหาเต่า! เรื่องประหลาด!
และกู้หย่วนก็สัมผัสได้ว่าการควบคุมร่างกายของตนเองเฉียบคมขึ้นหลายส่วน แม้กระทั่งกระดูกก็ดูเหมือนจะเบาลงไปบ้าง ทั้งยังแข็งแกร่งและปราดเปรียวขึ้นมาก
ฟุ่บ!
เขาสะบัดฝ่ามือออกไป เกิดเป็นเสียงทึบหนักแน่น ลมปราณแหวกอากาศจนคล้ายมีเสียงผ้าฉีกขาดดังแว่วมา
ราวกับว่านี่ไม่ใช่ร่างกายเนื้อหนังมังสาอีกต่อไป แต่กลายเป็นแส้เหล็กเส้นหนึ่งไปแล้ว!
เพียงแค่ตวัดเบาๆ ก็สามารถทำให้คนเส้นเอ็นขาดกระดูกหัก เลือดเนื้อสาดกระเซ็นได้
“อืม… ดูเหมือนพละกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อย พลังโจมตีก็แข็งแกร่งขึ้น แม้แต่ความเร็วก็ยังเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน…”
กู้หย่วนสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
โอสถหลอมกระดูกหยกโลหิตนี่ได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ ถ้าต้องพึ่งพาการหลอมกระดูกด้วยตัวเองทีละนิดล่ะก็
เกรงว่าอย่างน้อยๆ ก็คงต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะไปถึงจุดนี้ได้
ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกที่รากฐานพรสวรรค์ทึ่มทื่อ บางทีต่อให้ใช้เวลาเป็นปีหรือสิบกว่าปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีความก้าวหน้าถึงระดับนี้
ดีไม่ดีอาจจะติดแหง็กอยู่ในขั้นหลอมกระดูกไปตลอดชีวิต โดยที่ไม่อาจก้าวหน้าไปไหนได้อีกเลย
“สายเปย์นี่มันฟินจริงๆ… เสียก็แต่แพงไปหน่อย คนธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาเล่นหรอก”
กู้หย่วนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
โอสถหลอมกระดูกหยกโลหิตเม็ดนี้ แม้พลังยาจะถูกเขาย่อยสลายไปกว่าครึ่ง แต่ความจริงแล้วก็ยังมีพลังยาอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย
ช่วงหนึ่งถึงสองวันต่อจากนี้ เขาคงไม่จำเป็นต้องกินโอสถหลอมกระดูกหยกโลหิตอีกแล้ว
…
หลังจากสิ้นสุดการฝึกฝน กู้หย่วนก็ออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังตรอกเถียนสุ่ย
เขาตั้งใจจะไปหาบัณฑิตหลินโจว เพื่อสืบข่าวดูว่าพอจะมีเต่าแก่อยู่ที่ไหนบ้าง
เคล็ดวิชาเต่าลี้ลับซ่อนกระดองซึ่งเป็นวิชายุทธ์ระดับสูงนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชาพญางูทองกลืนปราณที่เขาฝึกฝนอยู่เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ เพราะมันเป็นวิชาสายหลอมกายา ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนอาจจะยาวนานกว่าด้วยซ้ำ
หากต้องพึ่งพาความพยายามแบบค่อยเป็นค่อยไปในการฝึกฝนทีละนิด ถึงแม้ว่ากู้หย่วนจะเริ่มเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูก มีร่างกายแข็งแกร่ง ปราณเลือดพลุ่งพล่าน และมีพื้นฐานที่ดีเยี่ยม แต่ก็ยังต้องใช้เวลาสามถึงห้าเดือน หรืออาจจะครึ่งค่อนปีกว่าจะเห็นผลสำเร็จ
กู้หย่วนรอไม่ไหวหรอก
ดังนั้น เขาจึงต้องหาทางลัด!
ขณะเดินอยู่บนถนน กู้หย่วนก็สังเกตเห็นว่าผู้คนสัญจรไปมาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งบางคราวก็ยังเห็นมือปราบและเจ้าหน้าที่เดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ
พวกผู้ฝึกยุทธ์ที่พกดาบหรือกระบี่ ก็ถูกเรียกให้หยุดเพื่อซักถามอย่างละเอียด
นี่มันผลงานชิ้นโบแดงของเขาชัดๆ!
เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลเฉียน โดยเฉพาะความตายของเฉียนเฉิง ได้ไปกระตุกหนวดเสือของใครหลายคนเข้า!
บรรดาคหบดีมีเงินทั้งหลาย คงจะถูกทำให้ขวัญหนีดีฝ่อกันไปตามๆ กัน
เนื่องจากกู้หย่วนพกกระบี่ติดตัวมาด้วย จึงมีบางครั้งที่เขาถูกมือปราบที่เดินลาดตระเวนอยู่บนถนนเรียกไปสอบถาม
โชคดีที่ประการแรก หน้าตาของเขาทั้งหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ ดูไม่เหมือนพวกคนชั่ว คนปกติทั่วไปยิ่งไม่มีทางคิดว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับไอ้ฆาตกรสุดโหดอย่างเยี่ยนสือซานแน่นอน
แน่นอนว่าถ้าเปลี่ยนเป็นพวกที่หน้าตาดุร้าย รอยสักเต็มหลังล่ะก็ นั่นก็ไม่แน่
เพราะงั้นการเกิดมาหน้าตาดี บางครั้งมันก็เป็นข้อได้เปรียบจริงๆ
ประการที่สอง ที่เอวของกู้หย่วนห้อยป้ายประจำตัวคนเก็บสมุนไพรของหออวี้ติ่งเอาไว้ ต่อให้มีใครคิดจะฉวยโอกาสยัดข้อหาเพื่อรีดไถผลประโยชน์ พอเห็นป้ายนี้ก็ต้องล้มเลิกความคิดไปทันที
เขาแวะซื้อขนมที่ร้านริมทางห่อหนึ่ง แล้วหิ้วขนมเดินมาถึงลานบ้านหลังหนึ่งในตรอกเถียนสุ่ย จากนั้นก็เคาะประตู
“พี่กู้ ท่านนี่เอง!”
ไม่นานนัก หลินโจวก็เปิดประตูออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นกู้หย่วน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจแกมดีใจ รีบเบี่ยงตัวหลบให้กู้หย่วนเข้ามา
“เชิญขอรับ! เชิญๆ!”
“พี่หลินช่วงนี้สบายดีหรือไม่?”
กู้หย่วนวางของลง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินโจวก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
“ต้องขอบคุณวิธีที่น้องกู้ช่วยคิดให้ ตอนนี้ข้ามักจะรับจ้างเขียนจดหมายให้ชาวบ้าน ส่วนซิ่วเหนียงก็ไปตั้งแผงขายของ ถึงจะเหนื่อยไปสักหน่อย แต่ก็เก็บเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้น
“จริงสิ พี่กู้ วันนี้ท่านตั้งใจจะมาอ่านหนังสือต่อหรือ? แต่ข้าจำได้ว่าท่านเรียนรู้ตัวอักษรไปหมดแล้วนี่นา?”
กู้หย่วนส่ายหน้า
“เปล่า วันนี้ข้าตั้งใจมาสืบข่าวบางอย่างจากพี่หลินน่ะ”
“ข้ามีสหายคนหนึ่งชอบเลี้ยงเต่า พี่หลินพอจะรู้บ้างหรือไม่ว่าแถวนี้มีพวกมันอยู่ที่ไหนบ้าง? ยิ่งเป็นเต่าแก่ยิ่งดี ยิ่งพิเศษก็ยิ่งดี”
“เต่า…”
หลินโจวเป็นคนซื่อๆ เมื่อได้ยินเรื่องประหลาดเช่นนี้ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า:
“ริมแม่น้ำชิงสุ่ยนอกเมือง พวกชาวประมงมักจะจับเต่าแม่น้ำขึ้นมาได้บ่อยๆ แต่พวกเขามักจะเชื่อกันว่ามันเป็นร่างจำแลงของท่านเทพแห่งแม่น้ำ ฆ่าไปแล้วจะเป็นลางร้าย จึงไม่มีใครกินมัน และมักจะจับมาแล้วก็ปล่อยไป”
“แล้วก็ มีบ่อน้ำโบราณอายุหลายร้อยปีอยู่ทางใต้ของเมือง ได้ยินมาว่าข้างในนั้นก็มีเต่าแก่อยู่สองสามตัว บางครั้งพวกมันก็จะปีนขึ้นมาอาบแดด”
“นอกจากนี้ ข้าจำได้ว่าที่บ้านของตาเฒ่าหลี่ในตลาดสด ก็เลี้ยงเต่าแก่อยู่ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่าตอนแรกทวดของทวดเขาเป็นคนเริ่มเลี้ยง มันส่งคนตายมาหลายชั่วอายุคนแล้วล่ะ”
“ส่งคนตายมาหลายชั่วอายุคน…”
มุมปากของกู้หย่วนถึงกับกระตุก
ต้องยอมรับเลยว่า พี่หลินคนนี้เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาดีจริงๆ…
กู้หย่วนจดจำสถานที่ที่หลินโจวบอกไว้จนหมดสิ้น ขณะที่กำลังจะบอกลา เขากลับได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากลานบ้านข้างๆ
เสียงนั้นทั้งเศร้าสลดและเวทนา หากตั้งใจฟังให้ดี จะพบว่ามีร่องรอยของความหวาดกลัวเจือปนอยู่ด้วย
ฟังดูเหมือนว่า… จะมีคนตายในบ้านเพื่อนบ้านข้างๆ…
แต่กู้หย่วนก็สังเกตเห็นว่า หลังจากที่หลินโจวได้ยินเสียงนั้น เขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
กู้หย่วนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พี่หลิน เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้ล่ะ?”
“ท่านลุงจางบ้านข้างๆ เป็นครูฝึกของสำนักยุทธ์ เมื่อคืนเขาออกไปดื่มเหล้าแล้วก็หายตัวไปทั้งคืน ได้ยินว่าตอนที่หาตัวเจอเมื่อเที่ยงวันนี้ คนก็ไม่อยู่แล้ว”
หลินโจวพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก บนใบหน้าแฝงความหวาดกลัวเอาไว้ เขากล่าวต่อ:
“ไม่ใช่แค่คนหายไปนะ แต่ตอนที่เจอสภาพศพ กลายเป็นซากศพแห้งกรังไปแล้ว จากเดิมที่เป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โตสูงแปดฉื่อ กลับหดเล็กลงเหลือตัวเท่าเด็กน้อย เล่นเอาป้าจางตกใจจนเป็นลมล้มพับไปตรงนั้นเลย”
“ข้าได้ยินคนเขาพูดกันว่า ท่านลุงจางน่าจะเจอดีเข้าเมื่อคืนนี้ ถูกผีสางดูดกลืนเลือดเนื้อและพลังหยางไปจนหมด ตอนนี้ศพคงเพิ่งถูกหามกลับมาถึงบ้านนั่นแหละ”
“เจอผี?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ปฏิกิริยาแรกของกู้หย่วนไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่เป็นความประหลาดใจต่างหาก
ในเมื่อโลกใบนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรที่เหาะเหินเดินอากาศได้ มีทั้งภูตผีและปีศาจ
ต่อให้จะมีผีร้ายทำร้ายคน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เพียงแต่กู้หย่วนเคยอ่านตำราที่หออวี้ติ่งเก็บรวบรวมไว้ ในนั้นมีเกร็ดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง
ผีสางเป็นธาตุหยิน ส่วนมนุษย์เป็นธาตุหยาง
ยิ่งชายแซ่จางผู้นี้เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ ปราณเลือดหยางแกร่งกล้า สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ร้อยแปด ปราณเลือดที่ร้อนแรงเช่นนั้น สำหรับพวกผีสางแล้ว มันอันตรายพอๆ กับน้ำกรดสำหรับคนธรรมดาเลยทีเดียว
คนแบบนี้ อย่าว่าแต่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไปจะไม่กล้าล่วงเกินเลย ดีไม่ดีต้องรีบหนีให้ห่างด้วยซ้ำ
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นพวกผีสางนางไม้รุ่นลายครามที่มีตบะแก่กล้า กลิ่นอายผีสางเข้มข้นราวกับเกลียวคลื่น ถึงจะไม่หวาดกลัวผู้ฝึกยุทธ์ ไม่เกรงกลัวแสงแดด และมีจุดอ่อนน้อยลงไปมาก
เพียงแต่ในอำเภอเป่ยเหลียงจะไปมีสิ่งชั่วร้ายที่ร้ายกาจขนาดนั้นโผล่มาได้อย่างไร?
“พี่กู้ ท่านต้องระวังตัวให้ดีนะ”
เมื่อเห็นกู้หย่วนนิ่งเงียบ หลินโจวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน:
“ข้าได้ยินมาว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกนะ ช่วงสองสามวันมานี้ แถวฝั่งตะวันตกของเมืองก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเยอะแยะ มีทั้งกรณีแบบท่านลุงจาง แล้วก็มีบางคนหายตัวไปอย่างลึกลับ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดไปหมด”
“พวกมือปราบที่เดินลาดตระเวนตามท้องถนนช่วงนี้ถึงได้มีเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อตามจับโจรที่ฆ่าเศรษฐีเฉียนเท่านั้นหรอก แต่เพื่อเรียกความมั่นใจของชาวบ้านกลับคืนมาด้วย”