ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 73 ความอิจฉาริษยาและพฤติกรรมต่ำช้า!
“อืม”
เซี่ยซิ่วเสวี่ยเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึก ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่…”
“อ้อ ข้ามีเรื่องมาขอคำชี้แนะจากผู้เฒ่าเฉินน่ะขอรับ”
กู้หย่วนตอบกลับไปแบบกึ่งจริงกึ่งเท็จ
“ผู้เฒ่าเฉินน่ะรึ?”
เซี่ยซิ่วเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สายตาที่มองกู้หย่วนเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง
เบื้องลึกเบื้องหลังของตาเฒ่าเฉิน นางย่อมรู้ดีอยู่บ้าง
สถานะของชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาคือศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ แม้แต่บิดาของนางยังต้องให้ความเกรงใจในยามปกติ
ขนาดตัวนางเอง ตอนที่เพิ่งรู้สถานะที่แท้จริงของตาเฒ่าผู้นี้แรกๆ ก็ยังเคยพยายามเอาอกเอาใจและตีสนิท ทว่าตาเฒ่าเฉินกลับทำตัวเย็นชาและเฉยเมยใส่ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นาง เขาทำตัวเกียจคร้านและไม่เคยแสดงความสนใจในตัวใครเลย
แต่กู้หย่วนกลับสามารถมาขอคำชี้แนะ แถมยังดูเหมือนจะอยู่คุยมาพักใหญ่โดยไม่โดนไล่ตะเพิดลงมา แค่นี้ก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว
หรือจะเป็นเพราะพรสวรรค์กระดูกเหล็กเอ็นอ่อนของกู้หย่วนกันนะ?
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ในเมื่อกู้หย่วนได้รับความสำคัญจากตาเฒ่าเฉิน น้ำหนักความสำคัญของเขาก็ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อย่างน้อยๆ ก็ไม่สามารถมองเขาด้วยสายตาแบบเดิมได้อีกแล้ว!
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของเซี่ยซิ่วเสวี่ย ภายนอกนางเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า
“ผู้เฒ่าเฉินมีสถานการณ์พิเศษ ไม่สะดวกให้ใครไปรบกวนบ่อยนัก วันข้างหน้าหากเจ้าติดขัดเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตนัก ก็มาถามข้าได้นะ”
“ตกลง ขอบคุณคุณหนูสามขอรับ”
กู้หย่วนสัมผัสได้อย่างรวดเร็วถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของแม่หนูน้อยคนนี้ คงไม่พ้นสังเกตเห็นว่าตาเฒ่าเฉินให้ความสำคัญกับเขา นางถึงได้แสดงความเป็นมิตรออกมามากขึ้น
เพียงแต่ การที่เด็กสาววัยเพิ่งจะสิบกว่าขวบ กลับรู้จักประเมินคนจากสถานะ และใช้ศิลปะการผูกมิตรซื้อใจคนจนกลายเป็นสัญชาตญาณ แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่โตเกินวัย ช่างน่าทึ่งจริงๆ
ทว่าหยางเจี้ยนเฟยที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยซิ่วเสวี่ย กลับเกิดความเข้าใจผิด และคิดเตลิดไปไกล
เรื่องที่กู้หย่วนถูกตรวจสอบรากกระดูก และพบว่ามีพรสวรรค์กระดูกเหล็กเอ็นอ่อน จนได้รับความสำคัญจากท่านเจ้าหอและคนอื่นๆ เขาก็ได้ยินมาแล้วเช่นกัน
นั่นยิ่งทำให้เขาที่เดิมทีก็หมั่นไส้กู้หย่วนอยู่แล้ว เกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาและไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้นไปอีก!
ด้วยเหตุผลอะไร?!
ทำไมไอ้พวกบ้านนอกคอกนาต่ำต้อยแบบนี้ ถึงได้มีพรสวรรค์กระดูกเหล็กเอ็นอ่อนด้วย?!
ไอ้เด็กนี่มันไม่คู่ควรเลยสักนิด!
ในทางกลับกัน ตัวเขาที่เกิดในตระกูลมั่งคั่งและมีสถานะสูงส่ง กลับมีพรสวรรค์สู้ไอ้บ้านนอกนี่ไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้คนที่หยิ่งผยองและหลงตัวเองอย่างเขารับไม่ได้อย่างรุนแรง
และตอนนี้ เซี่ยซิ่วเสวี่ยที่เขาตามจีบมาอย่างยากลำบากแต่ก็ยังไม่สำเร็จ กลับมาแสดงท่าทีเป็นมิตรและกระตือรือร้นกับกู้หย่วน นั่นยิ่งทำให้ความอิจฉาริษยาในใจเขาดิ้นพล่านราวกับหนอนแมลง คอยกัดกินสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดของเขาจนหมดสิ้น
เขาหมดความอดทน น้ำเสียงเจือไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด:
“ซิ่วเสวี่ย เจ้าจะไปคุยกับมันทำไม? ก็แค่ไอ้บ้านนอกต่ำต้อยคนหนึ่ง ไม่เห็นค่าให้เจ้าต้องเสียเวลาด้วยเลย”
“ข้ารู้นะว่าช่วงนี้เจ้ากำลังติดขัดเรื่องวิชาดาบ ที่บ้านข้ามีคัมภีร์วิชาดาบระดับสูงดาบเป็ดน้ำฉบับไม่สมบูรณ์เก็บซ่อนไว้อยู่ มันมีความคล้ายคลึงกับดาบปีกวิหคเหินที่เจ้ากำลังฝึกอยู่มากเลยล่ะ พรุ่งนี้ข้าเอามาให้เจ้าดูดีไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มของเซี่ยซิ่วเสวี่ยก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้าทันที
นางมองหยางเจี้ยนเฟยด้วยสายตาที่แทบไม่อยากเชื่อ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคนตรงหน้านี้ช่างน่ารังเกียจและแปลกหน้าเสียเหลือเกิน!
ความในใจของหยางเจี้ยนเฟย นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
ถึงแม้ใจจริงนางจะไม่เคยชอบพออีกฝ่ายเลย แต่ตระกูลหยางก็มีอิทธิพลไม่ใช่น้อย บิดาของนางยังต้องให้ความเกรงใจและพยายามผูกมิตรไว้ นางจึงไม่อยากหักหน้าเขาจนเกินงาม และได้แต่พยายามปฏิเสธอย่างถนอมน้ำใจมาหลายครั้งหลายครา
แต่หยางเจี้ยนเฟยก็ไม่รู้ว่าแกล้งโง่หรือฟังไม่เข้าใจ ถึงได้ตามตื๊อนางไม่เลิกรา
วันนี้เขาก็เอาเรื่องไร้สาระมาตามตื๊อนางอีก ทำเอานางรำคาญใจจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
พอมาได้ยินคำพูดประโยคนี้เข้า เซี่ยซิ่วเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าหยางเจี้ยนเฟยเป็นคนที่ไร้เหตุผลสิ้นดี หึงหวงไม่เข้าเรื่องจนมาพาลใส่กู้หย่วน แถมยังใช้ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามอีกต่างหาก!
เด็กสาววัยแรกรุ่นย่อมมีความวาดฝันถึงชายในสเปก สามีในอนาคตของนาง ถึงแม้จะไม่ใช่สุภาพบุรุษที่อ่อนโยนดั่งหยก แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้จักกาลเทศะและมีมารยาทไม่ใช่หรือ?
พฤติกรรมต่ำช้าของหยางเจี้ยนเฟยแบบนี้ ทำให้นางรู้สึกรังเกียจจากก้นบึ้งของหัวใจ และหมดความอดทนโดยสิ้นเชิง
“วิชาดาบเป็ดน้ำอะไรนั่น ท่านเก็บไว้ฝึกเองเถอะ แล้วก็คุณชายหยาง ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับกู้หย่วนไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย! และต่อให้มี มันก็กงการอะไรของท่าน อีกอย่าง นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะมาดูถูกคนอื่นส่งเดชด้วย”
เซี่ยซิ่วเสวี่ยใบหน้าเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบ:
“แล้วก็ อีกเรื่องหนึ่ง ข้ากับท่านไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น วันหลังกรุณาเรียกข้าว่าคุณหนูสามด้วย!”
พูดจบ นางก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที โดยไม่สนใจสีหน้าของเขาที่เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงสลับกันไปมาด้วยความอับอาย
ทิ้งให้หยางเจี้ยนเฟยและกู้หย่วนยืนอยู่ตรงนั้นเพียงสองคน
“คุณชายหยาง พรสวรรค์ของไอ้บ้านนอกอย่างข้าดันดีกว่าท่าน แถมยังเป็นที่โปรดปรานของคุณหนูสามมากกว่าด้วย ท่านคงจะอารมณ์เสียมากเลยสินะ?”
กู้หย่วนยิ้มกริ่ม เอ่ยปากเยาะเย้ยถากถาง
ในใจเขารู้สึกสมเพชไอ้หมอนี่สุดๆ
บิดามึงเถอะ ข้ายังไม่ได้ไปทำอะไรให้เอ็งเลย เอ็งจะมาพ่นน้ำลายใส่ข้าทำซากอะไรวะ?!
คิดว่าการกดหัวข้าลง จะทำให้เอ็งดูสูงส่งขึ้นมางั้นสิ?
ตัวเองไม่มีปัญญาจีบหญิงไม่ติดก็เรื่องหนึ่ง แต่ดันใจแคบ ขี้อิจฉาตาร้อน ชอบพาลใส่คนอื่น ไม่เคยโทษความผิดของตัวเอง ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ช่างน่าสมเพชและน่ารังเกียจจริงๆ!
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกอย่าเพิ่งเหลิงไปหน่อยเลย!”
เมื่อได้ยินคำเยาะเย้ย ดวงตาของหยางเจี้ยนเฟยก็แดงก่ำ เขาจ้องหน้ากู้หย่วนเขม็ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น:
“อีกไม่นาน ข้าจะทำให้แกได้รู้ซึ้ง ว่าความต่างชั้นระหว่างแกกับข้า มันไม่ใช่สิ่งที่แค่มีพรสวรรค์ง่อยๆ แล้วจะชดเชยกันได้!”
ในความคิดของเขา สาเหตุที่กู้หย่วนได้รับความสำคัญจากท่านเจ้าหอและคุณหนูเซี่ยซิ่วเสวี่ย เป็นเพราะพรสวรรค์กระดูกเหล็กเอ็นอ่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ต่อให้พรสวรรค์ดีเลิศแค่ไหน มันก็เป็นเพียงแค่ศักยภาพที่รอการพัฒนาเท่านั้น
เป็นอัจฉริยะแล้วไงล่ะ?
อัจฉริยะที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะ แต่ถ้าตายไปแล้ว มันก็เป็นแค่เศษเนื้อเน่าๆ กองหนึ่งเท่านั้น!
กู้หย่วนเป็นแค่ลูกชาวป่าชาวเขา ไม่มีเส้นสายหรือเบื้องหลังใดๆ การจะบีบให้ตายคามือมันจะไปยากอะไร?
พูดจาแบบนี้ แสดงว่าคิดจะหาทางแก้แค้นข้าสินะ… กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้น ในใจเริ่มวางแผนรับมือ
เขารู้ดีว่าพูดด้วยเหตุผลกับคนพรรค์นี้ไปก็ป่วยการ จึงเลิกสนใจหมาบ้าตัวนี้ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
มองดูแผ่นหลังของกู้หย่วนที่เดินจากไป แววตาของหยางเจี้ยนเฟยก็ทอประกายมาดร้ายและโหดเหี้ยม
“หึ! ไอ้ลูกโสเภณีชั้นต่ำที่เกิดมาจากกองโคลน ริอ่านจะมาปีนเกลียวข้ามหัวข้า… ข้าจะทำให้แกต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!”
…
ช่วงหลายวันต่อมา กู้หย่วนหมกตัวอยู่แต่กับการฝึกฝนอย่างหนัก
ตอนนี้วิชายุทธ์ที่เขาเรียนรู้มีทั้งเยอะและหลากหลาย มีทั้งเคล็ดวิชาพญางูทองกลืนปราณ เคล็ดวิชาตะพาบดำเร้นกระดอง เพลงกระบี่อสรพิษวิญญาณ เพลงกระบี่หลิวซวี่ วิชาตัวเบาอสรพิษท่องหล้า ฝ่ามือทลายศิลา ดาบวายุหยินและอื่นๆ อีกมากมาย…
การจะฝึกฝนวิชายุทธ์แต่ละแขนง ล้วนต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล
เวลาของเขามีจำกัด กู้หย่วนจึงเน้นไปที่การฝึกฝนเคล็ดวิชาพญางูทองกลืนปราณและเคล็ดวิชาตะพาบดำเร้นกระดองเป็นหลัก ควบคู่ไปกับวิชาตัวเบาอสรพิษท่องหล้าและเพลงกระบี่อีกสองชุด
ด้วยพรสวรรค์งูขดตัวและเต่าจำศีลแม้เขาจะฝึกฝนวิชายุทธ์หลายแขนงพร้อมกัน แต่ความก้าวหน้ากลับไม่เชื่องช้าเลย มิหนำซ้ำยังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการหลอมกระดูกหรือหลอมกายา โดยพื้นฐานแล้วพัฒนาการในแต่ละวันของเขาสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน
บ่ายวันหนึ่ง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมหนาวพัดกรรโชกแรง ราวกับหิมะกำลังจะตก
กู้หย่วนยังคงฝึกฝนขัดเกลาปราณเลือด หล่อหลอมกระดูก และบำรุงร่างกายตามปกติ จากนั้นก็เริ่มฝึกฝนเพลงกระบี่
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาก็หยิบห่อผ้าลงมาจากขื่อคา ภายในห่อผ้ามีดาบยาวเล่มหนึ่ง เสื้อผ้าอีกสองสามชุด รวมไปถึงพวกขวดโหลเล็กๆ น้อยๆ และของกระจุกกระจิกอีกจำนวนหนึ่ง
หลังจากจัดการปลอมแปลงโฉมอย่างแนบเนียน เขาก็เดินออกจากบ้านไป