ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 98 ความเปลี่ยนแปลงของตำหนักเซียน!
เวลานี้ ล่วงเข้าสู่ช่วงหลังปีใหม่ ฤดูใบไม้ผลิได้มาเยือนแล้ว
ตามท้องถนน ควรจะเป็นภาพที่คึกคักจอแจและเจริญรุ่งเรือง
ทว่าเมื่อเข้าสู่เมืองเป่ยเหลียง กู้หย่วนก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติภายในเมืองอย่างรวดเร็ว
ผู้คนสัญจรไปมาบางตา ซ้ำบนใบหน้าของคนส่วนใหญ่ก็ไร้ซึ่งรอยยิ้มยินดี หนำซ้ำยังเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและหวาดผวาเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่
กู้หย่วนจึงมุ่งตรงไปยังหออวี้ติ่งทันที และเมื่อขึ้นไปถึงชั้นสอง เขาก็ไม่พบเฒ่าเฉินอย่างที่คาดไว้
กู้หย่วนเดินไปส่งมอบภารกิจที่อีกฝั่งของชั้นสอง ภายใต้สายตาที่ประหลาดใจเล็กน้อยของหยางฮั่น กู้หย่วนก็เล่าสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เพียงแค่บอกว่าการหายตัวไปของคนเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับจวนตระกูลเฉียนจริงๆ และนอกจากตระกูลเฉียนแล้ว ก็ยังมีแก๊งชิงจู๋เข้ามาพัวพันด้วย
ทว่าเขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธตัวเล็กๆ จึงไม่กล้าสืบสวนให้ลึกลงไปมากกว่านี้ เกรงว่าจะนำภัยมาสู่ตัว
หยางฮั่นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เรื่องที่พัวพันถึงจวนตระกูลเฉียนและแก๊งชิงจู๋ มันไม่ใช่เรื่องที่กู้หย่วนคนเดียวจะเข้าไปสอดมือได้อยู่แล้ว
การที่กู้หย่วนสามารถสืบหาข้อมูลเหล่านี้มาได้ ก็ถือว่าทำให้เขาประหลาดใจมากพอแล้ว
หลังจากสะสางเรื่องภารกิจเสร็จสิ้น กู้หย่วนก็ลงมาที่ชั้นหนึ่ง หาคนรู้จักสองสามคนเพื่อสอบถามข่าวคราว ว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง
จากนั้น กู้หย่วนก็ได้รับรู้ข่าวสารชิ้นหนึ่ง
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ภายในเขตเมืองเป่ยเหลียง ตลอดจนอำเภอใกล้เคียงบางแห่ง มีสัตว์ป่าจำนวนมากลงจากภูเขา และพุ่งเข้าโจมตีหมู่บ้านและตำบลที่อยู่ตีนเขาอย่างบ้าคลั่ง
มีชาวบ้าน พรานป่า และผู้คนที่สัญจรไปมาผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องสังเวยชีวิตไปแล้ว
หากเป็นเพียงแค่สัตว์ป่าธรรมดาก็ยังพอรับมือไหว แต่ทว่าท่ามกลางฝูงสัตว์ป่านั้น กลับมีร่องรอยของสัตว์อสูรปะปนอยู่ด้วย ซึ่งต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธก็ยากที่จะต่อกร
ตราบใดที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์อสูรนั่นหมายความว่าพวกมันได้หลุดพ้นจากข้อจำกัดของสัตว์ธรรมดาแล้ว มีสติปัญญาที่สูงขึ้น พละกำลังก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง บางตัวอาจถึงขั้นปลุกวิชาอาคมของสัตว์อสูรขึ้นมาได้ ซึ่งหากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน ก็ไม่มีทางรับมือได้เลย
ผู้ฝึกยุทธจำนวนไม่น้อยที่รับภารกิจไปปราบปรามสัตว์ป่า ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถในคมเขี้ยวของสัตว์อสูร เพียงเพราะขาดความระมัดระวัง
และด้วยเหตุนี้ ย่อมต้องก่อให้เกิดความสูญเสียและความหวาดผวาอย่างใหญ่หลวง!
จนถึงทุกวันนี้ เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนไปทั่ว ไม่เพียงแต่พ่อค้าวาณิชที่สัญจรไปมาจะได้รับผลกระทบ แม้แต่การเดินทาง การทำไร่ไถนา หรือกระทั่งการหาเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านธรรมดาก็กลายเป็นเรื่องยากลำบาก
“สัตว์ป่าลงเขา?!”
ใจของกู้หย่วนกระตุกวูบ เขาซักไซ้ไล่เลียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งรู้แน่ชัดว่าหมู่บ้านที่ถูกฝูงสัตว์ป่าโจมตีนั้น ไม่มีหมู่บ้านตระกูลกู้รวมอยู่ด้วย เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในขณะเดียวกัน ภาพของตำหนักเซียนที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขาอวิ๋นเมิ่ง ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาเป็นอันดับแรก
สิ่งที่จะสามารถทำให้ภูเขาอวิ๋นเมิ่งเกิดความวุ่นวายโกลาหลได้ถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงมีเพียงตำหนักเซียนมังกรชาดแห่งนั้นเท่านั้น!
หลังจากนั้น กู้หย่วนก็ไม่มีกะจิตกะใจจะรั้งอยู่ที่หออวี้ติ่งอีกต่อไป
หลังจากออกจากเมืองเป่ยเหลียง เขาก็มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านตระกูลกู้ทันที
ด้วยความเร็วของกู้หย่วน เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านตระกูลกู้
เวลานี้เพิ่งจะถึงช่วงเที่ยงวัน มองจากระยะไกลนอกหมู่บ้าน ก็เห็นควันไฟลอยกรุ่นขึ้นมาจากปล่องไฟหลายสาย
กู้หย่วนรู้สึกวางใจลงได้เปลาะหนึ่ง รู้ได้ทันทีว่าคงไม่มีเหตุร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น
เมื่อเขากลับมาถึงลานบ้านของตน ก็พบว่าพ่อกับแม่กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่
พ่อกู้ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จา เอาแต่พุ้ยข้าวเข้าปาก
ส่วนแม่กู้กลับบ่นกระปอดกระแปดอยู่ด้านข้าง สีหน้าดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“เก่งนักนะ! พอที่บ้านมีเงินหน่อย ทำตัวเจ้าชู้ประตูดินขึ้นมาเลยเชียวนะ… ถึงขนาดกล้าไปยุ่งกับแม่ม่ายต่งท้ายหมู่บ้านนู่นเนี่ย”
“ตาแก่ตัณหากลับ อายุปูนนี้แล้ว ไม่รู้จักอับอายบ้างเลยหรือไง!”
พ่อกู้อดไม่ได้ที่จะเถียงกลับ
“ยายเฒ่านี่ เอ็งคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย! ข้าก็แค่ให้ยายต่งยืมเสบียงไปนิดหน่อยเอง เอ็งกลับเอามาพูดซะเสียๆ หายๆ ขืนใครได้ยินเข้า มันจะไม่กลายเป็นทำลายชื่อเสียงชาวบ้านเขาหรือไง?”
แม่กู้แค่นเสียงหัวเราะหยัน
“ยืมเสบียงงั้นรึ? แล้วทำไมนางไม่ไปยืมคนอื่นล่ะ ทำไมต้องมายืมแต่เอ็งด้วย? ก็เป็นเพราะตาแก่อย่างเอ็งมันหวังเคลมนางน่ะสิ!”
“แล้วอีกอย่าง มีคนดีๆ ที่ไหนมายืมเสบียง แล้วเอาแต่โผเข้ากอดผู้ชายบ้าง? ดูท่าทางเอ็งสิ แหม… เกิดนึกสงสารแม่ดอกไม้บอบบางขึ้นมาแล้วสิท่า?”
“นังม่ายต่งคนนี้ข้ารู้จักดีหรอก พอสั่งน้ำมูกปุ๊บก็บีบน้ำตาปั๊บ ทำตัวน่าสงสารน่าเอ็นดู พวกผู้ชายอย่างเอ็งก็ชอบลูกไม้แบบนี้กันนักไม่ใช่หรือไง?”
“เอ็งคิดไปถึงไหนแล้ว ข้าแค่ให้ยืมเสบียงจริงๆ…”
พ่อกู้ถูกด่าจนหน้าดำหน้าแดง พยายามจะอ้าปากอธิบาย แต่คนปากหนักอย่างเขา มีหรือจะเถียงสู้แม่กู้ได้
เพียงไม่นานเขาก็ต้องยอมจำนน เลิกแก้ตัว และก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปอย่างหงอยๆ
“หึ ทีเมื่อกี้ล่ะทำมาเป็นมีเหตุผล ทีนี้ทำไมเงียบไปซะล่ะ?”
“ถูกข้าพูดแทงใจดำเข้าล่ะสิ? ข้าจะบอกให้เอาบุญนะ อาหย่วนของเรากว่าจะได้ไปเรียนวิชายุทธ์ในเมืองมันไม่ง่ายเลยนะ ตาแก่อย่างเอ็งถ้าขืนทำเรื่องงามหน้าจนไปฉุดรั้งอาหย่วนล่ะก็ ต่อให้ต้องสู้ตาย ข้าก็จะตีขาเอ็งให้หักเลยคอยดู!”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังมีกะจิตกะใจมานั่งเถียงกัน กู้หย่วนก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งคู่ปลอดภัยดี
เพียงแต่พอได้ฟังบทสนทนานั้น สีหน้าของเขาก็อดที่จะแปลกประหลาดใจไม่ได้
ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าท่านพ่อของเขาจะแก่แต่ตัว หัวใจยังวัยรุ่นอยู่แบบนี้
แต่ด้วยความที่เขารู้จักนิสัยใจคอของท่านพ่อดี พ่อกู้คงไม่ได้ทำเรื่องเกินเลยอะไรหรอก เป็นไปได้มากว่า ท่านแม่คงอาศัยจังหวะนี้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ในบ้าน และถือโอกาสกำราบความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของท่านพ่อไปในตัวมากกว่า
“อะแฮ่ม! ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
เขาจงใจส่งเสียงเรียกดังๆ เพื่อให้ผู้อาวุโสทั้งสองได้เตรียมตัว จะได้ไม่กระอักกระอ่วนกันไปทั้งสองฝ่าย
เมื่อได้ยินเสียงของกู้หย่วน แม่กู้ก็หุบปากฉับทันที ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วผลักประตูเดินออกมารับ
พอเห็นกู้หย่วน นางก็ยิ้มร่า
“ลูกแม่กลับมาแล้ว กินข้าวมาหรือยังลูก เดี๋ยวแม่ทำของอร่อยๆ ให้กินนะ”
“ไม่ต้องหรอกขอรับท่านแม่ พวกท่านรีบเก็บข้าวของเถอะ การที่ข้ากลับมาครั้งนี้ ตั้งใจจะรับพวกท่านเข้าไปอยู่ในเมืองด้วยกัน”
กู้หย่วนบอกจุดประสงค์ของตน พร้อมกับอธิบายเรื่องที่ช่วงนี้มีสัตว์ป่าลงมาอาละวาดทำร้ายผู้คนให้ฟังด้วย
คราวนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธ และบอกว่าจะทำตามที่กู้หย่วนจัดการทุกอย่าง
เรื่องที่สัตว์ป่าทำร้ายคน พวกเขาก็พอจะได้ยินมาบ้าง แถมหมู่บ้านใกล้เคียงบางแห่งก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเหมือนกัน มีคนถูกสัตว์ป่าอย่างหมีหรือหมาป่าที่ลงมาจากภูเขาทำร้ายจนตาย
สองสามีภรรยาวัยชราก็รู้ดี ว่ากู้หย่วนเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขา
ดังนั้น แม้จะผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนมากแค่ไหน แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระของกู้หย่วน ทั้งสองจึงตัดสินใจย้ายออกไปอย่างไม่ลังเล
ในระหว่างที่สองตายายกำลังเก็บข้าวของ กู้หย่วนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามขึ้นว่า
“จริงสิท่านแม่ แล้วสองแม่ลูกที่บ้านซุนจงล่ะ ชวนพวกเขาสองคนไปด้วยกันดีไหมขอรับ”
กู้หย่วนไม่ค่อยสนิท หรือมีความทรงจำที่ดีกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเท่าไหร่นัก แต่เขากลับจำซุนจงได้แม่นยำ
การช่วยชีวิตคนเพิ่มอีกสักสองคน สำหรับเขาก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ได้ลำบากอะไร
ทว่าคำตอบของแม่กู้ กลับทำให้กู้หย่วนต้องประหลาดใจ
“เด็กซุนจงนั่นโชคดีนักเชียวล่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีเทพเซียนเหาะลงมาจากฟ้า บอกว่าซุนจงมีวาสนาต่อกัน จะขอรับซุนจงเป็นศิษย์ แล้วก็พาสองแม่ลูกนั่นไปแล้วล่ะ”
เหาะลงมาจากฟ้า รับซุนจงเป็นศิษย์งั้นรึ?
กู้หย่วนอึ้งไปเลย
เขาย่อมรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เทพเซียนที่ไหนหรอก คงจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่บังเอิญผ่านมามากกว่า
แต่ในเมื่อสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ และทำเรื่องแบบนี้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหริน!
ไอ้หนูซุนจงนี่ โชคดีไม่เบาเลยนะ ที่ดันไปเข้าตาตัวตนระดับนั้นเข้า และถูกรับไปเป็นศิษย์
สำหรับซุนจงที่เกิดมาในครอบครัวชาวเขาผู้ยากไร้ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับปลาหลี่ฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร พลิกชะตาชีวิตในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว!
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก
ความจริงแล้ว กู้หย่วนเคยสงสัยมาตลอด ว่าซุนจงมีร่างกายที่พิเศษ หรือมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
เพราะทุกครั้งที่อาหวง ต้าจุ่ย อาอู๋ เข้าใกล้ซุนจง พวกมันมักจะแสดงอาการอึดอัด และมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ลึกๆ
ซึ่งนี่มันไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด!
เพียงแต่ตอนนั้นเขายังมีประสบการณ์น้อย และพลังฝีมือก็ยังต่ำต้อย จึงยากที่จะสังเกตเห็นอะไรได้
ดูจากตอนนี้แล้ว ความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวซุนจง คงจะถูกคนอื่นค้นพบเข้าแล้วแน่ๆ
…
พ่อกู้แม่กู้ใช้เวลาเก็บของไม่นานนัก กู้หย่วนก็ไปเช่ารถม้าจากในเมืองกลับมาคันหนึ่ง
เขาช่วยขนสัมภาระจุกจิกขึ้นรถม้า แล้วประคองพ่อกับแม่ขึ้นไปนั่งบนรถ ส่วนตัวเองก็นั่งอยู่ด้านหน้า คอยสะบัดแส้ม้า และขับรถม้าออกจากหมู่บ้านตระกูลกู้ ท่ามกลางสายตาที่หลากหลายของชาวบ้าน
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน แล่นไปตามถนนหลวงมุ่งหน้าสู่เมืองเป่ยเหลียง
ระหว่างทาง ก็พบเห็นขบวนเกวียนลักษณะคล้ายๆ กันอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกวียนเทียมวัว
ส่วนใหญ่จะเป็นการอพยพกันมาทั้งครอบครัว หอบลูกจูงหลานกันมาเป็นพรวน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ตระหนักถึงอันตรายเช่นเดียวกับกู้หย่วน จึงพากันอพยพเข้าเมืองเพื่อลี้ภัย
เมื่อเทียบกับรั้วบ้านที่สร้างจากหินและไม้แล้ว กำแพงเมืองที่ทั้งสูงและหนาของเมืองเป่ยเหลียง ย่อมปลอดภัยกว่ามาก อย่างน้อยก็สามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์ป่าได้!
ทว่าคนที่ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดเพื่อลี้ภัยนั้น ก็ยังถือเป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงตัดใจทิ้งสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย และไร่นาของตัวเองไม่ลง
กุบกุบกุบ——
“ฮึ่ยยย…”
ระหว่างทาง ในขณะที่ม้าสีน้ำตาลอมเหลืองกำลังลากรถม้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน จู่ๆ กู้หย่วนก็เงยหน้าขึ้น ดึงบังเหียนเพื่อให้ม้าหยุด และมองตรงไปข้างหน้า
หูของเขาเฉียบแหลมมาก เขาได้ยินเสียงการต่อสู้ดังแว่วมาจากเบื้องหน้าแล้ว
“ไปดูข้างหน้าซิ!”
กู้หย่วนส่งสายตาให้อาหวงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด อาหวงก็พุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็วทันที
…
“เร็วเข้า! ฆ่าพวกมันซะ!”
“ไอ้เดรัจฉานพวกนี้ สมควรตายให้หมด!”
“ท่านพ่อ ระวังตัวด้วย…”
ริมถนนเวลานี้ กำลังเกิดการห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มผู้ฝึกยุทธที่ถือดาบสะพายกระบี่ ส่วนอีกฝ่ายกลับเป็นฝูงหมาป่า!
ฝูงหมาป่าที่หิวโซ รูปร่างเพรียวยาว ปราดเปรียวและดุร้าย!
หมาป่าพวกนี้ตัวไม่เล็กเลย ตัวที่เล็กที่สุดก็ยังมีขนาดเท่าลูกม้า เขี้ยวแหลมคมวาววับ ขนสีเหลืองอมเทา พวกมันทำงานประสานกันอย่างรู้ใจ และสังหารผู้คนไปไม่น้อยแล้ว
“ฆ่า!”
โจวจงควงขวานเล่มโตในมือ ฟาดฟันจนหมาป่าตัวหนึ่งต้องล่าถอยไปอย่างทุลักทุเล แต่บนร่างของเขาก็มีบาดแผลเต็มไปหมด หลายแห่งถูกขย้ำจนเลือดเนื้อปะปนกัน
หมาป่าพวกนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก พวกมันเข้าใจหลักการศัตรูบุกเราถอย ศัตรูถอยเรารุกเป็นอย่างดี
เมื่อเจอการโจมตีที่ดุดัน พวกมันก็จะล่าถอย แต่พอเห็นว่าศัตรูเริ่มอ่อนแรง พวกมันก็จะพุ่งเข้ามาขย้ำอย่างบ้าคลั่ง
เห็นได้ชัดว่าพวกมันต้องการจะบั่นทอนพละกำลังของทุกคน!
พละกำลังของมนุษย์ ท้ายที่สุดแล้วก็สู้พวกสัตว์ป่าเหล่านี้ไม่ได้ แม้ว่าในกลุ่มคนเหล่านี้จะมีผู้ฝึกยุทธอยู่ด้วย แต่ก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธธรรมดาทั่วไป ไม่มีแม้แต่ผู้ฝึกยุทธขั้นหล่อหลอมกระดูกเลยสักคน
หากพละกำลังหมดลงเมื่อไหร่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าหิวโซที่ดุร้ายเหล่านี้ จุดจบจะเป็นเช่นไรก็คงพอเดาได้
แต่พวกเขา จะถอยไม่ได้เด็ดขาด!
เพราะพวกเขาพาลูกเด็กเล็กแดงและครอบครัวมาด้วย
หากพวกเขาถอย พ่อแม่ลูกเมียที่อยู่ด้านหลัง ก็จะต้องเผชิญกับหายนะ!
“อ๊ากกก…”
ผ่านไปไม่นาน เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น ผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งพลาดท่าล้มลง หมาป่าหิวโซหลายตัวกรูกันเข้าไปขย้ำ ฉีกกระชากเลือดเนื้อออกมาเป็นชิ้นๆ เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เป็นภาพที่น่าสยดสยองเกินกว่าจะทนดูได้
หลายคนเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับตาถลน โจวจงเองก็กัดฟันกรอด ตะโกนลั่น
“ขวานวายุ!”
ขวานคมกริบในมือราวกับรวบรวมพละกำลังอันมหาศาลเอาไว้ มันถูกฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง ผ่ากะโหลกหมาป่าที่อยู่ตรงหน้าจนขาดสะบั้น
ทว่าพอหมาป่าตัวนี้ล้มลง ก็มีหมาป่าอีกสองตัวพุ่งกระโจนเข้าใส่เขาทันที
“ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น โจวจงที่ทั้งบาดเจ็บและหมดแรง ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกินหัวใจ