ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 42: ค่ายกลป้องกัน
ตอนที่ 42: ค่ายกลป้องกัน
บรรยากาศภายในโพรงถ้ำใต้พิภพนั้นเงียบสงัดและหนักอึ้งราวกับก้นมหาสมุทร แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจาก “เพลิงวิญญาณแก่นพสุธา” ดวงเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่เหนือหัวกะโหลกมังกรยักษ์ แสงสีส้มอมทองของมันสาดส่องกระทบโครงกระดูกสีน้ำตาลเข้ม ยาวเหยียดกว่าร้อยวาที่ขดตัวซ้อนกันเป็นวงกตแห่งความตาย
กลิ่นอายบรรพกาลที่แผ่ออกมาจากโครงกระดูกนั้นรุนแรงเสียจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่จิตใจไม่มั่นคง เพียงแค่ก้าวเข้ามาในนี้ก็อาจถูกแรงกดดันทางวิญญาณบดขยี้จนเสียสติได้
แต่สำหรับหลงเฉิน… นี่คือกลิ่นหอมของขุมทรัพย์
“กระดูก! กระดูกชิ้นโต!” เสี่ยวเฮยดวงตาสีทองเบิกกว้างจนแทบถลน น้ำลายไหลย้อยเป็นทางยาว “ดูไขกระดูกที่ซ่อนอยู่ข้างในนั่นสิ! มันต้องหวานฉ่ำแน่ๆ! ข้าจองกระดูกสันหลังข้อที่สาม! ไม่สิ ข้าจองทั้งตัวเลย!”
ด้วยความตะกละที่ครอบงำสติสัมปชัญญะ เจ้าเต่าทมิฬดีดตัวพุ่งออกจากบ่าของหลงเฉินราวกับลูกธนู มุ่งตรงไปยังโครงกระดูกมังกรดินทันที
“เดี๋ยว! เสี่ยวเฮย! หยุด!” หลงเฉินตะโกนห้าม
“ไม่หยุดโว้ย! ใครดีใครได้!”
วูบ!
ทันทีที่ร่างของเสี่ยวเฮยพุ่งเข้าใกล้รัศมีสิบวาของโครงกระดูก อากาศที่ว่างเปล่าพลันสั่นสะเทือน เส้นแสงสีทองนับพันสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ ถักทอกันเป็นตาข่ายแสงขนาดมหึมาที่ครอบคลุมโครงกระดูกและเพลิงวิญญาณเอาไว้อย่างมิดชิด
เปรี๊ยะ!
สายฟ้าสีทองเส้นหนึ่งผ่าเปรี้ยงลงมาจากตาข่ายแสง กระแทกเข้าที่กระดองของเสี่ยวเฮยอย่างจัง
“เจี๊ยกกก!”
เสี่ยวเฮยร้องเสียงหลง ร่างกระเด็นกลับหลังม้วนกลิ้งมาแทบเท้าหลงเฉิน กระดองที่แข็งแกร่งระดับเทพมีรอยไหม้สีดำเป็นจุดเล็กๆ ควันลอยกรุ่นออกมา
“ร้อน! ร้อนโว้ย! ไอ้ค่ายกลบ้านี่มันกัดข้า!” เสี่ยวเฮยกลิ้งไปมากับพื้นเพื่อดับไฟที่ก้น
หลงเฉินส่ายหน้าอย่างระอาใจ เดินเข้าไปหิ้วปีกเจ้าเต่าจอมซนขึ้นมา
“ข้าบอกแล้วให้หยุด… เจ้าคิดว่าสมบัติระดับรากฐานสำนัก เขาจะวางทิ้งไว้เฉยๆ ให้เต่าอย่างเจ้าเดินเข้าไปกินเล่นรึไง?”
หลงเฉินเงยหน้ามองตาข่ายแสงสีทองที่สว่างวาบวับเบื้องหน้า ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย พลางใช้สัมผัสแห่งวิญญาณจักรพรรดิตรวจสอบโครงสร้างของมัน
“นี่คือ ‘ค่ายกลเจ็ดดาราตรึงพสุธา’…” หลงเฉินเอ่ยชื่อค่ายกลออกมาได้อย่างแม่นยำ “เป็นค่ายกลระดับนภาขั้นสูงสุด ที่ใช้พลังจากชีพจรมังกรดินเป็นแหล่งพลังงาน ผสานกับพลังฟ้าดินจากยอดเขากระบี่สวรรค์ด้านบน… เรียกได้ว่าเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แบบในทางทฤษฎี”
“ระดับนภาขั้นสูง!?” เสี่ยวเฮยหน้าซีด (ถ้าเต่าหน้าซีดได้) “มิน่าล่ะถึงเจ็บจี๊ดขนาดนี้! หลงเฉิน… แบบนี้เราก็หมดหวังแล้วสิ? ข้าปลดค่ายกลระดับนี้ไม่ไหวหรอกนะ พลังข้ายังไม่ฟื้นพอ!”
“ใครบอกให้เจ้าปลด?” หลงเฉินยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความดูแคลน “การใช้กำลังทำลายค่ายกล คือวิถีของคนถูบ้าน... แต่สำหรับปรมาจารย์ การเดินผ่านค่ายกลก็เหมือนกับการเดินเล่นในสวนหลังบ้าน”
หลงเฉินเดินเข้าไปประชิดขอบเขตของค่ายกล ห่างเพียงคืบเดียว
“ค่ายกลนี้ถูกวางโดยปรมาจารย์ค่ายกลเมื่อหลายร้อยปีก่อน... ยอมรับว่าโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่คนวางมันโง่เขลาในเรื่อง ‘กระแสปราณธรรมชาติ'”
หลงเฉินชี้ไปที่จุดตัดของเส้นแสงจุดหนึ่ง
“ดูตรงนั้นสิ… ตำแหน่ง ‘ดาราที่สี่’ วางทับอยู่บนเส้นชีพจรดินธาตุไฟ ทำให้กระแสพลังไหลเวียนไม่สะดวก ทุกๆ 3 ลมหายใจ ค่ายกลจะเกิดช่องว่างขนาดเท่ารูเข็มเพื่อระบายความร้อน…”
“และที่ตำแหน่ง ‘ดาราที่เจ็ด’…” หลงเฉินชี้ไปที่อีกจุด “เชื่อมต่อกับรากฐานของหอคัมภีร์ด้านบน ซึ่งตอนนี้มีการใช้งานพลังปราณอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ทำให้ม่านพลังไม่เสถียร”
“เจ้า… เจ้ามองเห็นเรื่องพวกนี้ได้ยังไง?” เสี่ยวเฮยอ้าปากค้าง “ข้าที่เป็นสัตว์เทพยังมองไม่ออกเลย!”
“ประสบการณ์…” หลงเฉินตอบสั้นๆ (ในชาติก่อน เขาเคยทำลายค่ายกลระดับเทพเจ้ามาแล้ว ค่ายกลระดับนภานี้ก็เหมือนของเล่นเด็กอนุบาลสำหรับเขา)
“เกาะข้าให้แน่นเสี่ยวเฮย… ห้ามขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ห้ามหายใจแรง และห้ามตดเด็ดขาด”
“เออๆ รู้แล้วน่า!” เสี่ยวเฮยหดหัวเข้าไปในกระดอง เกาะไหล่หลงเฉินแน่น
หลงเฉินสูดหายใจลึก ปรับจังหวะชีพจรของตัวเองให้สอดคล้องกับการเต้นของชีพจรมังกรดินด้านล่าง
“หนึ่ง… สอง… สาม…”
วูบ!
หลงเฉินก้าวเท้าซ้ายออกไปเหยียบลงบนความว่างเปล่าภายในเขตค่ายกล ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น สายฟ้าสีทองฟาดเปรี้ยงลงมาที่จุดนั้น!
แต่ทว่า… หลงเฉินกลับบิดตัวหลบไปทางขวาด้วยมุมองศาที่พิสดาร สายฟ้าฟาดผ่านแขนเสื้อเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“ก้าวขวาสอง… ถอยหลังครึ่งก้าว…”
หลงเฉินเคลื่อนไหวราวกับร่ายรำ เขาเดินซิกแซกไปมาในดงสายฟ้าและเปลวเพลิงที่มองไม่เห็น ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะเหยียบลงไปในจุดอันตราย แต่พอก้าวลงไปจริงๆ พลังทำลายล้างกลับหยุดชะงัก หรือเบี่ยงทิศทางออกไปเองอย่างน่าอัศจรรย์
เขาไม่ได้ทำลายค่ายกล... แต่เขากำลัง “แทรกตัว” เข้าไปในช่องว่างของกระแสพลังงาน
เหมือนปลาที่ว่ายทวนน้ำโดยไม่ปะทะกับกระแสน้ำ แต่ว่ายไปตามร่องน้ำที่ไหลเชี่ยว
“ซ้าย! ระวังซ้าย!” เสี่ยวเฮยร้องเตือนเมื่อเห็นลูกไฟพุ่งมา
“เงียบ!” หลงเฉินดุ เขาไม่แม้แต่จะหันไปมอง แต่ก้มหัวลงต่ำเล็กน้อย ลูกไฟพุ่งเฉียดหัวเขาไปเผาปลายผมนิดหน่อย
“เดินหน้าสามก้าว… หยุด 1 ลมหายใจ”
หลงเฉินหยุดยืนนิ่งๆ ท่ามกลางวงล้อมของพลังงานสังหารที่หมุนวนอยู่รอบตัว ร่างกายของเขาอาบเหงื่อชุ่มโชก การคำนวณตำแหน่งและการเคลื่อนไหวระดับมิลลิเมตรนี้กินพลังสมาธิมหาศาล
หากพลาดเพียงก้าวเดียว… ร่างของเขาจะถูกบดขยี้เป็นผงธุลี และทั้งสำนักกระบี่สวรรค์จะรู้ตัวทันที
แต่ในสายตาของหลงเฉิน ค่ายกลที่ซับซ้อนนี้กลับดูโปร่งใส เขาเห็นเส้นใยพลังงานทุกเส้น เห็นจุดบอดทุกจุด
“คนวางค่ายกลนี้ คงภูมิใจนักหนาว่าไม่มีใครผ่านได้…” หลงเฉินแสยะยิ้มมุมปาก “น่าเสียดายที่เขาไม่รู้จักข้า”
“ก้าวสุดท้าย… ทะลวงดารา!”
หลงเฉินรวมพลังไว้ที่ปลายเท้า แล้วดีดตัวพุ่งลอดผ่านช่องว่างรูปทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีระหว่างเส้นแสงสองเส้น
ฟึ่บ!
ร่างของเขาพุ่งผ่านม่านพลังชั้นในสุด เข้าสู่ใจกลางของวงล้อมได้อย่างงดงามและเงียบเชียบ
ความกดดันมหาศาลหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความอบอุ่นและกลิ่นอายโบราณที่เข้มข้น
หลงเฉินยืนขึ้น ปัดฝุ่นที่เข่า แล้วหันกลับไปมองค่ายกลเบื้องหลังที่ยังคงทำงานตามปกติ โดยไม่รู้เลยว่ามีผู้บุกรุกเดินผ่านเข้ามาแล้ว
“ผ่า… ผ่านมาแล้ว?” เสี่ยวเฮยโผล่หัวออกมา มองซ้ายมองขวาอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าบ้าเอ๊ย! เจ้าเดินผ่านค่ายกลระดับนภาเหมือนเดินจ่ายตลาดเลยเรอะ! เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย!”
“ข้าก็เป็นเจ้าทาสของเจ้าไง” หลงเฉินยักไหล่
เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับรางวัลที่รออยู่เบื้องหน้า
โครงกระดูกมังกรดินขนาดยักษ์นอนสงบนิ่งอยู่ห่างไปเพียงเอื้อมมือ และเพลิงวิญญาณแก่นพสุธาก็ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ส่องแสงเชิญชวนให้ครอบครอง
“ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุด คือค่ายกลที่ไม่มีใครรู้จุดอ่อน…” หลงเฉินเดินเข้าไปหาเพลิงวิญญาณ “แต่สำหรับข้า… ไม่มีค่ายกลใดในโลกนี้ที่ไร้จุดอ่อน”
“เอาล่ะเสี่ยวเฮย… ถึงเวลาบุฟเฟต์ของเจ้าแล้ว”
“ย่ะฮู้วววว! รักเจ้าที่สุดเลยหลงเฉิน!”
เสี่ยวเฮยกระโดดตัวลอย พุ่งเข้าใส่โครงกระดูกมังกรด้วยความหิวกระหาย ในขณะที่หลงเฉินเดินตรงเข้าไปหาเพลิงวิญญาณ เตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับครั้งใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนปฐพี!
(จบบทที่ 42)