ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 452 ต้นฉบับ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 452 ต้นฉบับ
ตอนที่ 452 ต้นฉบับ
……….
เที่ยงวันถัดมา
เขต 2 ถนนนักบุญมิเชล
หลังจากลูเมี่ยนมาถึง ก็พบว่ามันห่างจากถนนนักบุญวาโรซึ่งเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ ‘นักล่าฝัน’ เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ห่างกันเพียงหนึ่งบล็อกกับอีกหนึ่งจัตุรัสเท่านั้น
“สมกับที่เป็นเขตศิลปะ…” ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว รู้สึกเหมือนเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกขณะ
เด็กหนุ่มละสายตาจากเสาแหลมรูปพระอาทิตย์ที่อยู่ค่อนไปทางตรงกลางของจัตุรัส เดินไปตามถนนนักบุญมิเชลซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามเก่าโทรม
เขามองเห็นได้ทันที ตรงขอบจัตุรัสและสองฝั่งถนน จิตรกรยากจนไม่น้อยกำลังตั้งขาหยั่งวาดภาพเหมือนให้ผู้คน รวมถึงนักดนตรีสมัครเล่นที่บรรเลงเพลงด้วยกีตาร์หกสาย ไวโอลิน และฟลุต โดยมีนกพิราบสีขาวกระพือปีกบินขึ้นเป็นครั้งคราวตามจังหวะน้ำพุ
แสงอาทิตย์อบอุ่นในฤดูใบไม้ร่วงส่องลงมา นำพาความงดงามราวบทกวีมาสู่ย่านนี้
ลูเมี่ยนผู้คลุกคลีอยู่แต่ในเขตตลาด ถึงจะมีแวะไปเขตอื่นในทรีอาร์บ้าง แต่ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการแก้แค้น สืบสวน หรือไม่ก็ร่วมงานเลี้ยง แทบไม่เคยได้สัมผัสวิถีชีวิตผู้คนใจกลางกรุงทรีอาร์เช่นนี้เลย
แม้จะอาบแสงแดดหรือซึมซับบรรยากาศรอบข้าง แต่เด็กหนุ่มก็มิได้คล้อยตาม ยังคงสวมหมวกกลมสีน้ำตาล เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน เสื้อนอกสีน้ำตาลอ่อนแบบกึ่งลำลอง เดินเข้าไปในผับชื่อ ‘นักเขียนปลายแถว’
ลูกค้าส่วนใหญ่ในร้านสวมเสื้อผ้าเก่า ดื่มเหล้าราคาไม่แพง เสวนากันไปเรื่อยเปื่อย เมื่อเกิดแรงบันดาลใจก็จะหยิบสมุดโน้ตที่พลิกอ่านไม่รู้ตั้งกี่ครั้งออกมา จดบันทึกด้วยปากกาหมึกซึมที่พกติดตัว
ขณะกำลังเดินไปเคาน์เตอร์บาร์ ลูเมี่ยนได้ยินลูกค้ากลุ่มหนึ่งพูดถึงนิทรรศการภาพวาดล่าสุด
“ผลงานชื่อ ‘ร้านกาแฟ’ สร้างข้อถกเถียงเป็นวงกว้างเลยล่ะ บางคนชื่นชมว่ามันใช้สีสันฉูดฉาด องค์ประกอบภาพกล้าหาญ ใช้รูปแบบที่แปลกใหม่เพื่อสื่อถึงการขบถเงียบ แต่บางคนกลับมองว่า เป็นการจงใจวาดด้วยแนวคิดนามธรรม เพื่อหลอกลวงสติปัญญาของสังคม”
“ผมว่ามันน่าสนใจดี แนวคิดของจิตรกรถูกแสดงออกอย่างเต็มเปี่ยมผ่านก้อนสีที่ซ้อนทับ ลองคิดดูสิ ร้านกาแฟหลายแห่งก็แบบนี้ไม่ใช่หรือ? อึกทึก คึกคัก ชีวิตจากสารพัดแหล่งมากองรวมกัน ปนเปื้อนกันเอง เหมือนกับโคลนตม…”
“ผมอยากเรียกมันว่า ผลงานชิ้นเอกที่เป็นหมุดหมายสำคัญของภาพวาดสไตล์นามธรรม!”
“คุณหมายถึงภาพวาดสไตล์นามธรรมที่ไม่เคยถูกสังคมยอมรับ และไม่เคยขายภาพได้สักภาพเดียวนั่นน่ะหรือ?”
ร้านกาแฟ…นั่นมันภาพที่มาเลนใช้ก้นวาดนี่ มีคนชื่นชอบมันด้วย? หรือนี่จะกลายเป็นผลงานโด่งดังที่สุด มีมูลค่าสูงสุดในชีวิตเขา? ลูเมี่ยนแอบหยักปาก พลางรำพันในใจจากก้นบึ้ง
“พวกชาวทรีอาร์นี่นะ…”
หลังจากไปถึงบาร์ ลูเมี่ยนจ่าย 8 ริกต์เพื่อสั่งอัปแซ็งต์ แล้วตะโกนเสียงดัง
“ทุกคนครับ ผมมีคำถาม ถ้าใครตอบได้ เครื่องดื่มแก้วนี้จะเป็นของคนคนนั้นทันที!”
รอให้ทุกเงียบแล้วหันมา ลูเมี่ยนจึงตะโกนต่อ
“ผมอยากรู้ว่ากาเบรียล นักเขียนบทละคร อาศัยอยู่ที่ไหน”
“ผมอยากจ้างเขาเขียนบทละคร”
บนถนนนักบุญมิเชล แค่เดินชนใครสักคนบนถนน ก็มีโอกาสสูงมากที่อีกฝ่ายจะเป็นนักเขียนหรือจิตรกร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพบปะสังสรรค์ด้านวรรณกรรม หรือการแลกเปลี่ยนไอเดียศิลปะในบาร์ชื่อดังแห่งนี้
กาเบรียลย่อมต้องเคยจับกลุ่มเสวนากับเพื่อนร่วมอาชีพบ้าง ดีไม่ดีอาจจัดงานเลี้ยงในอพาร์ตเมนต์ตัวเองด้วยซ้ำ ในเมื่อ ‘ผู้ไขว่คว้าแสง’ ถูกทำเป็นบทละครแล้ว แถมยังค่อนข้างประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมพอสมควร นั่นคงสร้างรายได้ให้เขาไม่เบา
“กาเบรียลหายหน้าไปหลายวันแล้ว บอกว่าจะขังตัวเองเพื่อเขียนเรื่องสั้นที่ค้างคาให้เสร็จ” ชายวัยกลางคนที่อยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์บาร์ยิ้มตอบคำถามของลูเมี่ยน “เขาคงไม่รับงานของคุณหรอก เห็นว่ายุ่งจนแทบไม่มีเวลาแล้ว มีบทละครต้องเขียนเยอะแยะ คุณลองหานักเขียนบทคนอื่นดูไหม? ที่นี่มีคนหนุ่มสาวฝีมือดีอยู่เพียบเลยนะ”
หายหน้าไปหลายวัน…ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว แต่แล้วก็คลี่ยิ้มออกมา
“ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอก ผมน่ะพกความจริงใจมาอย่างเต็มเปี่ยม”
“งั้นก็ได้” ชายวัยกลางคนในเสื้อนอกตัวเก่าบ่นอุบ “ขอให้คุณไม่ผิดหวังก็แล้วกัน”
เขาพาลูเมี่ยนไปยังบ้านเลขที่ 34 ถนนนักบุญมิเชล ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้น 5 ซึ่งใกล้กับห้องใต้หลังคามาก
ไม่ว่าจะเป็นผนังด้านนอกหรือบันได ก็ล้วนเก่าแก่มาก บางส่วนยังเป็นลวดลายตกแต่งยอดนิยมของเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับโรงแรมระกาทอง ก็ถือว่าสะอาดและกว้างขวางเพียงพอ
“กาเบรียลอยู่ห้องนี้แหละ” ชายวัยกลางคนเจ้าของหนวดเคราสองแฉก ยกมือขึ้นเคาะประตูไม้สีน้ำตาลห้อง 503
เสียงตุ้บตั้บดังก้อง แต่ไม่มีใครตอบรับ
“คงออกไปหาอะไรกินกระมัง หรือไม่ก็เขียนเสร็จแล้ว เลยไปหาผู้จัดการโรงละครที่ว่าจ้างเขา” ชายวัยกลางคนยิ้มกว้าง “กลับไปดื่มที่ผับต่ออีกแก้วไหม? ลีลาการเขียนของผมก็ไม่เลวนะ ถึงจะไม่เคยเขียนบทละคร แต่นิยายของผมขายดีมากในตลาดใต้ดิน”
“คุณเขียนเรื่องอะไรบ้าง” ลูเมี่ยนมองประตูไม้สีน้ำตาลที่ปิดสนิท มิได้แสดงท่าทีร้อนรน
ชายวัยกลางคนถอนหายใจ
“‘สงฆ์ผู้ไล่สุนัข’ กับภาคต่อ ‘สุนัขไล่สงฆ์’ ผมแต่งเองทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้ลงชื่อผมไว้หรอก เพราะนอกจากจะสุ่มเสี่ยงโดนจับ เจ้านายผมก็ไม่อนุญาตด้วย”
“มีภาคต่อแล้วหรือ” ลูเมี่ยนไม่ได้ไปเดินตลาดหนังสือใต้ดินกับร้านหนังสือเถื่อนมาสักพักแล้ว ครั้งล่าสุดที่ไปก็เพื่อซื้อ ‘บันทึกลับของโรซายล์มหาราช’
แววตาของเด็กหนุ่มขณะมองชายวัยกลางคนที่ดูโทรมๆ และมันเยิ้มเปลี่ยนไปไม่น้อย
อีกฝ่ายถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่ปลุกระดมความคิดเขาอยู่หลายส่วน!
“เพิ่งออกเดือนที่แล้ว” ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ “นิยายสองเล่มนี้ช่วยให้เจ้านายผมได้เงินไปเยอะ แต่ผมได้ส่วนแบ่งไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ ไม่สิ หนึ่งในร้อยยังไม่ถึง!”
“เจ้านาย?” ลูเมี่ยนถือโอกาสถามตามน้ำ
เขานึกถึงตอนที่ ‘กวีเร่ร่อน’ สมาชิกหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ เคยเขียน ‘บันทึกลับของโรซายล์มหาราช’ จึงตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้สืบเรื่องราวในวงการหนังสือเถื่อน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตามรอยเบาะแสในอนาคต
ชายวัยกลางคนถอนหายใจอีกครั้ง
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ลงชื่อ เป็นแค่เครื่องมือเขียนหนังสือของเจ้านายเท่านั้น เขาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เราเป็นจำนวนคงที่แต่ไม่มาก กำหนดทิศทางและข้อกำหนดในการเขียน แล้วขายออกไปผ่านช่องทางของตัวเอง”
“ในถนนนักบุญมิเชล ยังมีนักเขียนปลายแถวแบบผมอยู่มาก ไม่มีใครมีนามปากกา ยังกับคนงานสายการผลิตก็มิปาน”
“ผมต้องเรียกคุณว่าอะไร” ลูเมี่ยนถามด้วยท่าทีค่อนข้างให้เกียรติ
“ราเบอ” ชายวัยกลางคนมองลูเมี่ยน ดวงตาฉายแววคาดหวังไว้เต็มเปี่ยม
ลูเมี่ยนถามเกี่ยวกับวรรณกรรมใต้ดินเพิ่มเติมอีกสักพัก ก่อนจะกล่าว
“ถ้าสุดท้ายแล้วผมตกลงกับกาเบรียลไม่ได้ ก็อาจให้โอกาสคุณแทน”
“ถ้าเจ้านายไม่ได้มอบหมายงานใหม่ ผมจะอยู่ที่ผับ ‘นักเขียนปลายแถว’ ทุกวัน!” ราเบอเปล่งความปลาบปลื้มออกมาทางสีหน้า
มองดูนักเขียนใต้ดินผู้เป็นผู้ปลุกเร้าความคิดให้เหล่าเด็กหนุ่มชาวอินทิสเดินลงบันไดไป ลูเมี่ยนล้วงเศษลวดจากกระเป๋าเสื้อ แล้วไขกุญแจเข้าห้องของกาเบรียล
ด้านในกว้างขวางกว่าห้องของนักเขียนบทละครที่โรงแรมระกาทองพอสมควร มีทั้งห้องน้ำในตัวและห้องนอนแยก ข้างนอกเป็นทั้งห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัวรวมกัน มีเตาถ่านไว้ทำครัววางอยู่ตรงมุมห้อง
ลูเมี่ยนรีบกวาดตาสำรวจรอบห้อง เห็นกองกระดาษคล้ายต้นฉบับวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะทำงานริมหน้าต่าง
เด็กหนุ่มปิดประตูไม้ แล้วเดินไปที่โต๊ะ
“ลายมือของกาเบรียล…ราเบอไม่ได้โกหก เป็นห้องกาเบรียลจริงๆ …” ลูเมี่ยนหยิบกองกระดาษขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอน พบกางเกงเอี๊ยมสีดำพาดอยู่ข้างเตียง ยิ่งมั่นใจว่าไม่ได้มาผิดห้อง
นี่เป็นกางเกงตัวเก่งของกาเบรียลเมื่อก่อน
แต่นักเขียนบทละครกลับไม่อยู่ในห้องตัวเอง
พอนึกถึงที่ราเบอบอกว่า กาเบรียลหายตัวไปหลายวันแล้ว ลูเมี่ยนก็พลันตื่นตัว
เด็กหนุ่มเริ่มพิจารณาของทุกชิ้นในห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประหนึ่งนักล่ากำลังแยกแยะร่องรอยเหยื่อ
ผ่านไปสองสามนาที ลูเมี่ยนยกแก้วน้ำเซรามิกเคลือบขาวมีหูข้างเดียวบนโต๊ะทำงานขึ้นมา พบว่ายังมีน้ำเย็นอยู่หนึ่งในสาม บนผิวน้ำมีฝุ่นลอยบางๆ จนคนทั่วไปแทบมองไม่เห็น
“อย่างน้อยก็หนึ่งวัน” ลูเมี่ยนใจหายวาบ
เกิดอะไรขึ้นกับกาเบรียล?
หรือว่าเพราะมีชื่อเสียงมากไป เลยถูกสายลับของรัฐบาลเรียกตัวไป ‘พูดคุย’ หรือตกเป็นเป้าของพวกเรียกค่าไถ่?
ลูเมี่ยนวางถ้วยน้ำเซรามิกเคลือบขาวไว้ข้างกองต้นฉบับ แล้วค้นห้องอย่างพิถีพิถัน แต่ไม่พบร่องรอยอะไรน่าสนใจ
ท้ายที่สุด เด็กหนุ่มกลับมายังโต๊ะทำงาน หยิบกองต้นฉบับขึ้นมา อยากรู้ว่ากาเบรียลเขียนอะไรก่อนจะหายตัวไป
เนื้อหาย่อๆ ของบทละครเกี่ยวกับนักเขียนตกอับได้พบกับหญิงสาวที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมแก๊ง ทั้งคู่ปลอบโยนกันและกันท่ามกลางความสิ้นหวัง ทุกข์ระทม ความทรมาน และชีวิตประจำวันอันแสนเลวร้าย คอยให้กำลังใจกัน ใช้ร่างกายอบอุ่นหัวใจของอีกฝ่าย ต่อมานักเขียนได้รับคำชมจากบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เริ่มมีรายได้มั่นคง กำลังโด่งดัง แต่หญิงสาวที่ยังคงตกอยู่ในวังวนของแก๊ง กลับเลือกที่จะหายตัวไป
เรื่องราวยังเขียนไม่จบ หยุดอยู่ตอนที่ไม่รู้ว่าคนรักหายไปไหน หยุดที่บทพูดในใจของนักเขียนคนนั้น
“เธอมาแล้ว”
“คนรักของฉันโผล่ออกจากความมืด”
“เธอจากไปแล้ว”
“คนรักของฉันเดินทางไปยังหอพักที่อยู่ไกลโพ้น…”
เมื่อเห็นคำว่าหอพัก ขมับของลูเมี่ยนเต้นระรัวขึ้นมาทันที
ถึงแม้ในบทละคร นี่เป็นคำธรรมดาสามัญ มิได้ขัดแย้งตรงไหนเลย แต่สำหรับลูเมี่ยนที่เพิ่งเอ่ยถึงมันทุกวัน ย่อมสะดุ้งโหยงอย่างอดไม่ได้ ย่อมต้องเชื่อมโยงบางสิ่งเข้าด้วยกัน
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็ละสายตาจากต้นฉบับ มองไปรอบๆ โต๊ะทำงาน
ถ้วยน้ำเซรามิกเคลือบขาวมีหูข้างเดียว ซึ่งเขาย้ายมาวางข้างต้นฉบับกับมือ ตอนนี้กลับไปอยู่ที่เดิมแล้วโดยไม่รู้ตัว!
ลูเมี่ยนหรี่ตาลง ผิวหนังและกล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้าเกร็งตึงในชั่วพริบตา
ในฐานะ ‘นักล่า’ เขาไม่มีทางลืมการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนทำกับสภาพแวดล้อม นี่คือพื้นฐานของกับดัก!
เป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยร่องรอยบางอย่างเพื่อยืนยันการมีอยู่ของมัน? ลูเมี่ยนรำพันเงียบ พลางนึกถึงข้อมูลของทางการที่จินนาเล่าให้ฟัง
เด็กหนุ่มรีบล้วงกระเป๋าเสื้อ ควานหาเล็กน้อย แล้วหยิบแว่นตาออกมา
แว่นตาสีน้ำตาลกรอบทอง — แว่นส่องความลับ!
……………………………………………………..