ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 464 โลกในภาพวาด?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 464 โลกในภาพวาด?
ตอนที่ 464 โลกในภาพวาด?
การเสียดสีที่คุ้นเคย กับสีหน้าที่ไม่เหม่อลอยเลยสักนิด ช่วยให้จินนาทราบทันทีว่าเป็นชาร์ลตัวจริง
“บัดซบ! ถ้าพูดจาดีๆ มันจะตายหรือไง?” จินนาโบกผ้าขี้ริ้วในมือ พลางสบถด่าเสียงดัง
ลูเมี่ยนปิดประตูห้องด้วยมืออีกข้าง แล้วพูดยิ้มๆ
“ดูกระฉับกระเฉงดีนะ ไม่ตกใจจนร้องไห้งอแง”
จินนามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าร่างคนที่เปล่งแสงจางๆ หายไปหมดแล้ว
เธอกลั้นใจไม่ทะเลาะกับลูเมี่ยน ชิงถามโดยไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า
“คุณเข้ามาได้ยังไง”
ขณะพูด เธอก็รำพันในใจตลอด
ในฐานะผู้หญิงที่ผ่านชีวิตมาโชกโชน เคยประสบกับความทุกข์ยากนานัปการ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ตนไม่ควรมัวทะเลาะกับเด็กไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งสมองยังโตไม่เต็มที่!
สายตาลูเมี่ยนกวาดผ่านฟรังก้าที่กำลังจิบไวน์แดงอยู่ริมหน้าต่าง พลางทิ้งตัวนั่งบนโซฟายาว เอนหลังพิงอย่างผ่อนคลายพร้อมกับกล่าว
“เล่าให้ฟังหน่อย คุณเข้ามาได้ยังไง”
ว่ากันตามตรง เขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าตนมาโผล่ในมิติพิสดารซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง ‘หอพัก’ ได้อย่างไร
จินนายังคงยืนข้างโต๊ะกาแฟ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมด ‘หุ่น’ ทุกเมื่อ
เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ตอนที่ได้รับวิวรณ์ในฝัน ลงมายังใต้ดินเพื่อส่งมอบภารกิจ จนกระทั่งได้รับเหรียญทองนำโชค
ลูเมี่ยนไม่ขัดจังหวะ ฟังอย่างตั้งใจจนจบ แล้วก็หัวเราะออกมา
“ตอนนี้ผมตอบคำถามเมื่อครู่ของคุณได้แล้ว”
“ผมถูกมิสเตอร์ฟูลส่งมาที่นี่เพื่อช่วยคุณ”
เด็กหนุ่มพอจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดตนถึงลืมตาตื่นภายในห้อง 207 ของโรงแรมระกาทองปลอม
“มิสเตอร์ฟูลส่งคุณมาจริงหรือ? ฉันไม่รู้พระนามเต็มของพระองค์ด้วยซ้ำ แค่ถือเหรียญทองนำโชคแล้วสวดวิงวอนขอพร ก็ประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ เลยหรือ?” แม้จินนาจะพอคาดเดาได้ แต่นั่นก็มิได้ขัดขวางความอัศจรรย์ใจในปัจจุบัน
“จริงแท้แน่นอน” ลูเมี่ยนพูดด้วยท่าทางจริงใจยิ่ง
ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังสงสัยเรื่องอื่น
เหตุใดมิสเตอร์ฟูลถึงส่งตัวเขามา แทนที่จะเป็นมาดามเมจิกเชี่ยน?
หากผู้ที่ถูกดึงเข้ามาใน ‘หอพัก’ คือมาดามเมจิกเชี่ยน ปัญหาต่างๆ ก็คงจะคลี่คลายไปแล้ว!
เรื่องนี้อาจอธิบายได้ว่า ในร่างกายของเขามีผนึกของ ‘เดอะฟูล’ อยู่ แต่มาดามเมจิกเชี่ยนก็เป็นไพ่อาร์คาน่าใหญ่ เป็นสมาชิกแกนนำของชุมนุมทาโรต์ผู้ได้ร่วมประชุมต่อหน้าพระพักตร์ อีกทั้งยังอยู่บนสามเส้นทางที่พระองค์ควบคุม เธอน่าจะมีรอยประทับที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งสามารถ ‘ขนส่งทางไกล’ ได้เช่นกัน
อาจมีบางเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ…ลูเมี่ยนใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะเพ่งความสนใจไปที่การค้นพบของจินนา
เด็กหนุ่มถามเพื่อยืนยัน
“มองจากภายนอก ที่นี่แตกต่างจากโลกความจริงเพียงอย่างเดียว นั่นคือคาบาเร่ต์ลมเอื่อย?”
ก่อนหน้านี้ ซาฟารีกับกาเบรียลเพียงแค่กล่าวถึงรูดำบนถนนใหญ่ตลาด บอกว่ามันคือความหวังสำหรับหลบหนี โดยแลกมากับโอกาสที่จะเผชิญอันตราย แต่พวกเขาไม่ได้ระบุตำแหน่งชัดเจน แม้ลูเมี่ยนจะพอคาดเดาได้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก จนกระทั่งได้ฟังเรื่องราวจากจินนา
“ฉันสำรวจถนนไปแค่สองสามเส้น และถนนใหญ่ตลาดยังสำรวจได้ไม่ถึงหนึ่งในห้า” คำตอบของจินนาแฝงไว้ด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้ชาร์ลตัดสินผิดพลาด
จากนั้นก็พูดเสริม
“ส่วนภายในตัวอาคาร ความแตกต่างมีค่อนข้างมาก อย่างที่นี่ มีแค่ผังห้องกับเครื่องเรือนชิ้นใหญ่ๆ ที่เหมือนของจริง รายละเอียดปลีกย่อยนอกเหนือจากนั้นแตกต่างไปพอสมควร”
“ฉันคิดว่า…คิดว่า…”
ลูเมี่ยนมองจินนา แล้วรีบพูดแทรก
“โลกในภาพวาด”
“ใช่! โลกในภาพวาด!” ในที่สุดความคิดอันคลุมเครือของจินนาก็กระจ่างชัดขึ้นมา
เมื่อรวมกับลำดับ ‘จิตรกร’ และอุปกรณ์ศิลปะอย่างสีกับพู่กันที่ตนเก็บมาได้จากพระวิปริต เธอเชื่อว่านี่คงเป็นภาพวาดสีน้ำมันเหนือธรรมชาติสักรูปแบบหนึ่ง ที่จำลองถนนบางสายในเขตตลาด โดยมีชื่อว่า ‘หอพัก’!
จินนาทั้งกังวลและหวาดหวั่น แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกมหัศจรรย์ยิ่งนัก
การวาดภาพสักภาพหนึ่ง ราวกับเป็นการสร้างโลกทั้งใบเลยทีเดียว!
“ไม่อยากเชื่อว่าคุณจะคิดได้ด้วย ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย” หลังจากเย้าแหย่ไปหนึ่งประโยค ลูเมี่ยนก็กล่าวต่อ “โลกในภาพวาดนี้ยังถือว่าไม่ซับซ้อนจนเกินไป เกรงว่าหากเป็นภาพวาดสีน้ำมันจากฝีมือเทวทูตในเส้นทาง ‘จิตรกร’ ด้านในอาจเป็นโลกแท้จริง ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่”
แตกต่างจากภาพวาดในปัจจุบัน ที่หลายส่วนยังเห็นชัดว่าเป็นของปลอม
เช่นนั้นแล้ว ภาพวาดที่ไม่ซับซ้อนนักภาพนี้ มีเป้าหมายอันใดกันแน่?
โดยไม่รอคำตอบจากจินนา ลูเมี่ยนเริ่มออกคำสั่ง
“ไปค้นตามกระเป๋าลับของฟรังก้าให้หน่อย หาว่ามีกระจกเงินโบราณอยู่ไหม”
“แล้วทำไมไม่ค้นเอง? คุณน่าจะรู้ดีกว่าฉันว่ากระจกบานนั้นหน้าตาเป็นยังไง” จินนายิ้มอ่อนทันที “หรือว่าจะอาย?”
ลูเมี่ยนพูดด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ
“ถ้าไม่มีคุณอยู่ด้วย ผมคงต้องค้นเองอยู่แล้ว แต่ในเมื่อสั่งคุณได้ ทำไมต้องทำเองให้ลำบากด้วย?”
จินนาขบฟันกรอด ไม่กล้าเสียเวลา รีบเดินไปริมหน้าต่าง แล้วเริ่มคลำหาตามกระเป๋าต่างๆ ของฟรังก้าปลอม
ไม่นานก็ได้ข้อสรุป
“ไม่มีกระจกโบราณ กระเป๋าลับหลายใบไม่ได้ถูกวาดออกมาด้วยซ้ำ”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะแผ่วเบา ในใจขีดฆ่าแผนที่เจ็ดทิ้ง
เด็กหนุ่มหันไปพูดกับจินนา
“ลองทำนายด้วยกระจกวิเศษให้หน่อย ดูว่าสำเร็จไหม”
จินนาผู้เคยมีประสบการณ์ย่อมเข้าใจว่า ลูเมี่ยนออกคำสั่งเช่นนี้ก็เพราะอยากได้คำยืนยัน ว่าโลกในภาพวาดเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณหรือไม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่า ‘เทเลพอร์ต’ ของตนยังมีประโยชน์อยู่ไหม จะพาเธอหนีออกไปได้หรือไม่
จินนาหยิบกระจกแต่งหน้าออกจากกระเป๋าลับ แล้วเริ่มสวดวิงวอนถึงหนึ่งในเป้าหมายที่ค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งฟรังก้าแนะนำมา
ไม่นานนัก พิธีกรรมเบื้องต้นของ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น กระจกบานเท่าฝ่ามือเปลี่ยนเป็นสีเทาหมองทั้งบาน แต่ปราศจากแสงระยิบระยับของสายวารี
“ล้มเหลว แต่ก็มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเล็กน้อย” จินนาเล่าด้วยความสงสัยเล็กๆ
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแล้วกล่าว
“น่าจะมีโลกวิญญาณปลอมอยู่แถวนี้ ถ้าคุณลองเปิด ‘เนตรวิญญาณ’ ก็อาจจะเห็นวิญญาณสักสองสามดวง แต่มันไม่ได้เชื่อมต่อกับโลกวิญญาณจริง ก็เลยไม่พบตัวตนที่คุณต้องการจะถาม”
กล่าวคือ เด็กหนุ่มสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ภายในโลกภาพวาดได้ แต่ไม่สามารถออกไปได้
ลูเมี่ยนยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบนิ้วของมิสเตอร์ K ออกมาโยนลงตรงหน้า
ไม่มีการตอบสนอง มิได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด
“นี่คืออะไร?” จินนาตกใจ
ชาร์ลพกนิ้วมนุษย์เปื้อนเลือดติดตัวไปไหนมาไหนด้วย!
“สมบัติวิเศษน่ะ แต่มันติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้” ลูเมี่ยนอธิบายแบบขอไปที
ขณะเดียวกัน เขาถอนหายใจ
นิ้วของมิสเตอร์ K ดูเหมือนจะดี แต่กลับใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก
ในเวลาปกติ ลูเมี่ยนแทบไม่ต้องใช้มัน แต่เมื่อต้องการใช้ สภาพแวดล้อมก็ดันพิเศษ ทำให้มันไม่อาจเชื่อมต่อกับร่างต้นเพื่อเรียกมิสเตอร์ K มาหา
จินนาไม่ได้ถามเพิ่ม เพียงเม้มปากพูดไป
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ”
เธอนึกไม่ออกเลยว่าต้องหนีออกไปอย่างไร นอกจากพึ่งพารูดำที่คาบาเร่ต์ลมเอื่อย ขอบของโลกในภาพวาด หรือสถานการณ์ของวิหารปลอมทั้งสองแห่ง
ลูเมี่ยนยิ้ม
“ไม่ต้องรีบร้อน ผมยังมีแผนอีกห้าหกเจ็ดแปดแผนที่ยังไม่ได้ลอง”
“แต่ก่อนจะลอง เราต้องแวะไปถนนใหญ่ตลาดสักหน่อย เฝ้ามองรูดำที่คาบาเร่ต์ลมเอื่อยอย่างใกล้ชิด”
“คุณคิดจะออกจากทางนั้น?” จินนาถามพลางขมวดคิ้ว
นั่นดูอันตรายอยู่นะ
“เผื่อไว้เป็นตัวเลือกสุดท้ายน่ะ แต่ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ผมไม่อยากทดลองแผนอื่นแล้วล้มเหลว จนถูกพวกภูตพบตัวเข้า หรือถูกผู้เช่า ‘หอพัก’ ล้อมไว้ พอจะลองเสี่ยงออกจากทางนั้น กลับพบว่าไม่สามารถเข้าใกล้คาบาเร่ต์ลมเอื่อยได้” ลูเมี่ยนลุกยืน เดินไปทางประตูอพาร์ตเมนต์ 601
จินนามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นแต่ดวงอาทิตย์เอียงไปทางทิศตะวันตก พวกข้ารับใช้ของภูตยังไม่ย้อนกลับมา
เธอจึงรีบวิ่งตามลูเมี่ยนไป เดินลงบันได
ระหว่างทาง หญิงสาวถามด้วยท่าทีขบคิด
“พวกสาวกเทพมารสร้างโลกในภาพวาดขึ้นมาทำไม? เพื่อซุกซ่อนพวกผู้เช่า ‘หอพัก’?”
ลูเมี่ยนตอบอย่างครุ่นคิด
“ผมว่านั่นคงเป็นจุดประสงค์เสริม ถ้ามองภาพรวมแล้ว มันเหมือนพิธีกรรมมากกว่า”
“ลองคิดดูสิ ในนี้เหมือนเขตตลาดปลอมมาก จุดเดียวที่ไม่พยายามทำให้เหมือนจริงคงเป็นคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ซึ่งผมเคยบอกไปก่อนหน้านี้แล้ว ใต้ดินของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยมีกระดูกเก่าแก่จากยุคที่สี่ฝังอยู่ มีความเชื่อมโยงลับๆ กับสุสานเก่าของวิหารนักบุญโรแบร์ การที่โลกในภาพวาดทิ้งช่องว่างตรงนั้นไว้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ”
“ฉันก็คิดว่าตรงนั้นเป็นแก่นของปัญหาเหมือนกัน” จินนาอยากพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้โง่ และมีการคาดเดาในทำนองเดียวกัน
ลูเมี่ยนลงบันไดไป พลางครุ่นคิด
“หากที่นี่เกิดกลายพันธุ์ขึ้นมา โลกในภาพอาจแทนที่เขตตลาดบางส่วนชั่วคราว โดยมีเพียงคาบาเร่ต์ลมเอื่อยที่ยังเหมือนเดิม”
“เพื่อตบตาใคร ตบตาทำไม…”
“ในศาสตร์เร้นลับ นี่เป็นการประยุกต์ใช้ ‘กฎความคล้ายคลึง’ เมื่อเกิดความคล้ายคลึงจนถึงระดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับของปลอมก็อาจสะท้อนไปถึงของจริงด้วย…”
“หรือว่า…พวกมันทำไปเพื่อไขความลับใต้ดินของคาบาเร่ต์ลมเอื่อย หวังตามหากระดูกเก่าแก่จากยุคที่สี่?”
“ไม่สิ คงไม่ใช่แค่เพื่อกระดูก…หรือว่าพวกมันคิดจะเปิดประตูสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่?”
“แต่คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ระบบผนึกต่างๆ ยังไม่ถูกทำลายหรืออ่อนแอลงเลย…”
ลูเมี่ยนเริ่มมีทิศทางความคิดแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้แผนหลักของหายนะครั้งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
หากว่าสุดท้ายแล้ว เขาสามารถเข้าถึงความจริง นั่นจะถือเป็นการสวมบทบาทที่ยอดเยี่ยม สมกับฐานะ ‘นักวางแผน’ ผู้มีมันสมองในการหยั่งรู้เรื่องต่างๆ
จินนาพยักหน้าเล็กน้อยขณะฟัง เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของลูเมี่ยน
ขณะเดินออกจากบ้านเลขที่ 3 ปลอมบนถนนเสื้อนอกขาวปลอม ระหว่างทั้งสองกำลังพูดคุย สายตาก็พลันแน่นิ่งไป
บนถนนฝั่งตรงข้ามเยื้องไป หญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวหลวมๆ กำลังมองมาทางพวกเขา!
หน้าตาสะสวย ผมหยักศกสีดำปล่อยปรกไหล่อย่างไม่จัดทรง นัยน์ตาสีน้ำเงินค่อนข้างว่างเปล่า ภาพรวมดูเหินห่าง แต่ก็เป็นจริง
บรรยากาศแบบนี้ ลูเมี่ยนกับจินนาเคยเห็นจากใครสักคนมาก่อน
บุคคลที่ว่าคือซาฟารี นางแบบสาวผู้เป็น ‘ห้อง 12’ ของ ‘หอพัก’!
นี่ก็เป็นอีก ‘ห้อง’ ? เป็นนางแบบอีกคน? ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้? ทำไมถึงทำเหมือนกำลังรอเรากับจินนา? ลูเมี่ยนเกร็งตัวทันที มือขวาเอื้อมไปจับไหล่จินนาโดยสัญชาตญาณ
ขณะเดียวกัน หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้นั้น คลี่ยิ้มพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“โชคชะตาลิขิตให้เราพบกัน”
“การรวมตัวกันมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเสมอ”
……………………………………………………..