ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 101 เบาะแสไม่คาดคิด
ถนนฮาเวิส สโมสรพยากรณ์
ไคลน์ใช้มือขวากดหมวกขณะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของ
อาคาร เพียงไม่นานก็ถึงหน้าประตูหลักสโมสรพยากรณ์
วันนี้มันไม่ได้สวมชุดทำงานตัวเก่ง แต่เป็นเสื้อเชิ้ตขาวและ
กั๊กสีอ่อน โดยสวมเสื้อกันลมสีดำทับไว้ด้านนอกอีกชั้น
บรรยากาศภายนอกดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วกว่าปรกติ
เสื้อผ้าเซตปัจจุบันเหมาะกับการต่อสู้มากกว่า แถมยังมี
ราคาถูกมาก เพียงเซตละหนึ่งปอนด์ ราคานี้รวมค่าเย็บกระเปั๋า
พิเศษติดกับเสื้อกั๊กด้วยแล้ว ถูกจนอยากร่ำไห้
มันตรวจสอบลูกโม่ที่ซองรักแร้ซ้าย จากนั้นก็ตรวจสอบ
กระเปั๋าจิ๋วที่ถูกเย็บติดกับเสื้อกั๊ก กระเปั๋าพิเศษเหล่านี้มีไว้
สำหรับใส่ขวดโลหะบรรจุสิ่งจำเป็น
เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเสร็จ ไคลน์หยิบภาพเหมือน
ของใครบางคนขึ้นมาถือ ก่อนจะเริ่มย่างกรายเข้าไปในสโมสร
พยากรณ์
ไม่ผิดจากที่คาดมากนัก เจ้าหน้าที่ต้อนรับยังคงเป็น
สุภาพสตรีสาวสวยแอนเจลิก้า
“ทิวาสวัสด์ค่ะมิสเตอร์โมเร็ตติ ลมอะไรพัดมาที่นี่คะ? ฉัน
จำได้ว่าเพิ่งพบคุณไปเมื่อวาน”
แอนเจลิก้าประหลาดใจครู่หนึ่ง แต่จากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง
สดใส
ไคลน์ถอดหมวกด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง
“ทิวาสวัสดิ์ครับมาดามแอนเจลิก้า เมื่อยามเที่ยงของ
วันนี้ ผมบังเอิญฝันถึงมิสเตอร์เฮเนส รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
กับเขาอีกเล็กน้อย คุณคงทราบดี ในฐานะหมอดูแล้ว ความฝัน
คือคำบอกใบ้จากเทพ ผมไม่สามารถปล่อยมันผ่านไปได้”
หลังจากถูกนักต้มตุ๋นตัวฉกาจหลอกเข้า แอนเจลิก้าขมวด
คิ้วกึ่งประหลาดใจกึ่งใคร่รู้
“ฝันว่าอย่างไรคะ?”
“ผมพบเฮเนส·วินเซนต์อยู่กับใคนบางคน”
ไคลน์ส่งกระดาษภาพเหมือนที่ถูกพับอย่างประณีตให้
แอนเจลิก้าคลี่แผ่นกระดาษออก ชายหนุ่มฉวยโอกาสนี้ใช้
มือแตะหว่างคิ้วสองครั้งเพื่อเตรียมสำรวจอารมณ์หล่อน
“ชายคนนี้…”
แอนเจลิก้าพิจารณาใบหน้าบนกระดาษอย่างละเอียด ก่อน
จะทำสีหน้าครุ่นคิด
สีออร่าอารมณ์ที่ไคลน์อ่านได้จากเธอคือ ‘ฟั้าไตร่ตรอง’
ซึ่งเป็นภาวะปรกติ
“เขา…”
เธอเงยหน้าพึมพำกับไคลน์
“ฉันเคยพบเขามาก่อน”
สมองของมันเริ่มประมวลผล ไคลน์ซักถามโดยไม่รีรอ
“เมื่อไรครับ?”
“จำวันเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ค่ะ คงประมาณหนึ่งเดือนก่อน
กระมัง มิสเตอร์วินเซนต์ออกมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง ทั้งสอง
เดินเข้าไปสนทนาบางสิ่งพักใหญ่ภายในห้องส่วนตัว ที่ฉันจำได้
แม่นเพราะว่า คิ้วของเขาค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหนาและ
ยุ่งเหยิง แถมมิสเตอร์วินเซนต์ยังเผยรอยยิ้มหายาก”
ขณะอธิบาย แอนเจลิก้าพยายามเค้นความทรงจำให้มาก
ที่สุด
“เขามีดวงตาสีฟั้าหม่น และเหมือนกับบุรุษในวัยเดียวกัน
เส้นผมบนศีรษะบางและเหลืออยู่ไม่มาก”
“ได้พบก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นไหม?”
ไคลน์ซักไซ้ แต่ด้วยเสียงอ่อนโยน
แอนเจลิก้าส่ายศีรษะ
“ไม่ค่ะ ฉันมั่นใจมาก ถ้ามาบ่อยฉันต้องทราบชื่ออย่าง
แน่นอน แต่นี่ไม่ ด้วยความสัตย์จริง หากบุคคลที่มาถามไม่ใช่
คุณ ฉันคงเข้าใจว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบแอบสืบคดีการ
ตายของมิสเตอร์วินเซนต์ แต่พอเป็นคุณ นักทำนายตัวจริง ฉัน
กลับไม่รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด ที่คุณได้รับคำบอกใบ้จาก
เทพโดยตรง”
ขออภัยที่ทำให้ผิดหวังนะครับ
ผมนี่แหละตำรวจ ว่าที่สารวัตรโมเร็ตติ!
ไคลน์เงียบงัน แต่ภายในใจรู้สึกผิด
“สำหรับนักทำนายที่แท้จริง พวกเราเป็นเพียงตัวตนลีบ
เล็กบนทะเลแห่งโชคชะตาอันกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งที่มองเห็นคือ
กลุ่มม่านหมอกเลือนรางและไม่ชัดเจน สิ่งที่ได้รับจากเทพคือคำ
บอกใบ้ หาใช่สัจธรรม พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายแห่งการ
ตีความ พวกเราหวาดกลัวต่อโชคชะตา แต่ขณะเดียวกันก็
เคารพนับถือมัน นักทำนายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของวัฏจักร
โชคชะตาแสนยิ่งใหญ่ มีหน้าที่แค่อ่านและตีความ พวกเรามิได้
กุมชะตาชีวิตใคร และไม่สามารถบิดเบือนอะไรได้”
นี่คือหลักปฏิบัติที่ไคลน์ตกผลึกจากข้อมูลตลอดหลาย
สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเริ่มตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ทุกลมหายใจ
มันสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณของตนเฉียบคมขึ้นทุกขณะ เนตร
วิญญาณสามารถอ่านค่าได้มากกว่าสีออร่าตามปรกติ
แต่ในวินาทีนี้ หลังจากอธิบายให้แอนเจลิก้าฟังอย่างชัดถ้อย
ชัดคำ ไคลน์รู้สึกราวกับมีสายลมที่มองไม่เห็นพัดผ่านร่างกายจน
เย็นสบาย จิตใจปลอดโปร่ง
หรือว่า
สัญญาณของการย่อยพลังโอสถอีกขั้น?
มันชะงักเล็กน้อย สีหน้าเจือปนความประหลาดใจ
“ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่นักทำนายที่ยอดเยี่ยมอย่างคุณ ก็ยัง
หวาดกลัวต่อโชคชะตาที่มองเห็นได้มากกว่าผู้อื่น แต่ถึงจะ
หวาดกลัวก็ยังเกิดความเคารพสินะคะ น่าชื่นชมมากค่ะ”
แอนเจลิก้ากล่าวจากก้นบึ้งจิตใจ ตลอดเวลาที่ทำงานกับ
สโมสรพยากรณ์ เธอเคยพบหมอดูปาหี่หลายคนกล่าวอ้างว่า
พวกตนสามารถมองเห็นอนาคตอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือ
แม้กระทั่งบิดเบือนอนาคตได้ดังใจนึก
ไคลน์ยิ้มตอบ มันมองไปทางอื่น
“ยิ่งได้รู้จักอย่างลึกซึ้ง คุณจะยิ่งทราบว่านักทำนายเป็น
เพียงตัวตนแสนต่ำต้อย”
ขณะพูดออกไป ไคลน์ใช้เนตรวิญญาณสำรวจสีออร่าของ
ตัวเองในแต่ละจุดร่างกาย ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อ
ครู่ รายละเอียดจึงเผยมากกว่าปรกติเล็กน้อย
ดูเหมือนตนจะใช้เทคนิคสวมบทบาทได้ถูกต้องตามหลักมา
โดยตลอด รวมถึงการตั้งกฎเหล็กให้ตัวเอง กฎซึ่งเกี่ยวข้องกับ
หลักดำเนินชีวิตของนักทำนาย และไม่ไปละเมิดมัน
เมื่อสองสิ่งข้างต้นประกอบกัน มันสามารถเปลี่ยนแปลง
ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกับพลังทำนาย
อย่างราบรื่น พลังโอสถจึงถูกย่อยรวดเร็วเพียงนี้
เทคนิคสวมบทบาทอาจช่วยให้พลังโอสถย่อยได้เร็วขึ้นจาก
ปรกติ แต่กฎเหล็กที่ตั้งขึ้นกับตัวเองก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน
ทุกครั้งที่ไคลน์บรรลุสัจธรรมเกี่ยวกับนักทำนาย พลังวิญญาณ
ของตนจะพัฒนาขึ้นในระดับที่สัมผัสได้เสมอ
หลักปฏิบัติของนักทำนายที่ไคลน์ตั้งไว้กับตัวเองในปัจจุบัน
ประกอบด้วย :
ประการแรก ช่วยทำนายดวงชะตาและชี้นำทางเดินที่
ถูกต้องให้ผู้อื่นเสมอ
ประการที่สอง จงหวาดกลัวต่อชะตา แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง
เคารพนับถือมัน
ประการที่สาม ห้ามโอหัง ห้ามทระนงตน และห้ามมั่นใจใน
การตีความมากเกินไป ไม่อย่างนั้นนักทำนายจะนำพาชีวิตของ
ตนและผู้อื่นไปสู่ความเดือดร้อน
เมื่อการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดผสมผสานเข้ากับ
เทคนิคสวมบทบาท บางทีตนอาจไม่ต้องรอนานถึงหนึ่งปี เพียง
สองสามเดือน หรืออาจแค่สองสามสัปดาห์ข้างหน้า การย่อย
โอสถนักทำนายก็จะเสร็จสมบูรณ์
สัญญาณบอกใบ้ของโอสถนั้นชัดเจนมาก ขนาดตนยังย่อย
พลังไม่สมบูรณ์ แต่ทุกครั้งพลังวิญญาณจะพัฒนาอย่างจับต้อง
ได้ เนตรวิญญาณเฉียบคมขึ้น มองเห็นได้มากขึ้น และภาระทาง
จิตใจลดลง
สัญญาณหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นเพียงก้าวเดินหนึ่งบน
เส้นทางยาวไกลของโอสถนักทำนาย คล้ายกับสถานีรถม้า
สาธารณะ เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวถึงปั้าย พนักงานจะแจ้งชื่อสถานี
ให้ทราบเป็นระยะ
เมื่อใดก็ตามที่ตนย่อยพลังได้สมบูรณ์แบบ สัญญาณจะต้อง
ยิ่งใหญ่และรุนแรงมากแน่
ไคลน์รู้สึกขอบคุณตัวตลกสวมสูทจากก้นบึ้งหัวใจ ที่อีกฝั่าย
ช่วยแสดงตัวอย่างผิดพลาดจนนำไปสู่หายนะให้ได้ประจักษ์
หากไม่แล้ว มันคงทำได้เพียง ‘เล่น’ เป็นนักทำนายที่
สโมสรพยากรณ์ไปวันๆ โดยไม่มีทางทราบถึงหลักปฏิบัติ กฎ
เหล็ก และอันตรายของความโอหัง
“มิสเตอร์โมเร็ตติ ในบางครั้งฉันมักเข้าใจผิดคิดว่าคุณ
เป็นนักปรัชญาปลอมตัวมา”
แอนเจลิก้าอมยิ้มหลังจากได้ยินคำตอบของไคลน์
“ในแวดวงมิตรสหายเก่าแก่ของผม วลี ‘นักปรัชญา’
มักถูกใช้ในการประชดประชันใครบางคนอย่างขบขัน”
มันตอบติดตลก
เมื่อพูดจบ ไคลน์โค้งคำนับอำลา ก่อนจะสวมหมวกและเดิน
ออกจากสโมสรพยากรณ์โดยไม่เหลียวหลัง
เบาะแสอาจไม่คืบหน้ามากนัก ยังไม่ทราบว่าอีกฝั่ายชื่อ
อะไร หรือแท้จริงแล้วเป็นใคร
แต่มันมิได้แสดงท่าทีผิดหวัง ตรงกันข้าม คดีกำลังคืบหน้า
และตนเตรียมปฏิบัติตามแผนการขั้นถัดไปทันที่
…
บ้านเลขที่ 36 ถนนซุตแลน สำนักงานบริษัทรักษาความ
ปลอดภัยหนามทมิฬ
ดันน์ใช้นัยน์ตาเทาลุ่มลึกเพ่งพิจารณาภาพเหมือนของ
บุคคลปริศนาอย่างตั้งใจ
“คุณจะรับภารกิจสืบหาบุคคลผู้นี้ด้วยตัวเองใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
ไคลน์ตอบในสิ่งที่เตรียมไว้
“หัวหน้า ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าจะแวะเข้าไปที่สโมสร
พยากรณ์ เพื่อตรวจสอบท่าทีของสมาชิก ว่าหลังจากรับทราบ
ข่าวการตายของเฮเนส·วินเซนต์แล้ว ใครมีท่าทางผิดปรกติ
หรือไม่ เมื่อวานอาจไม่พบสิ่งใด แต่ช่วงบ่ายวันนี้บังเอิญสืบ
ทราบว่า บุคคลในภาพวาดเคยมาหาเฮเนส·วินเซนต์เมื่อราว
หนึ่งเดือนก่อน ทั้งสองแอบสนทนาบางสิ่งอย่างลับๆ เป็น
เวลานาน แต่หลังจากนั้นบุคคลในภาพก็ไม่ได้เหยียบไปที่สโมสร
อีกเลย ผมลองตรวจสอบจากรายงานสืบสวนของเหยี่ยวราตรี
แต่ก็ไม่พบว่าตรงกับข้อมูลผู้ต้องสงสัยคนใดที่เคยถูกบันทึก
ไว้”
คำอธิบายของไคลน์สมบูรณ์แบบไร้จุดบอด ต่อให้ดันน์·
สมิทถือภาพเหมือนเดินไปสอบปากคำแอนเจลิก้าโดยตรง แต่
คำตอบของหล่อนก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่ตนเล่าทุกประการ ไม่มี
ทางพบความผิดปรกติ
ดันน์หันมองไปทางอื่นพร้อมกับหัวเราะ
“ทำงานได้ดีมาก ดูเหมือนเงินที่เบิกไปจะไม่สูญเปล่า
สินะ”
หัวหน้า คุณความจำห่วยแตกไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไมถึงจำเงินที่ผมเบิกแม่นนัก?
ไคลน์ยิ้มแห้ง มันไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
“แล้วภาพนี้ คุณวาดเองหรือ?”
“ใช่ครับ ผมวาดด้วยความช่วยเหลือจากพิธีกรรมเวท
มนตร์”
คำตอบของไคลน์จริงเสียยิ่งกว่าจริง
แน่นอนว่าการโกหกกับการเล่าไม่หมดนั้นเป็นคนละเรื่อง
กัน
ดันน์พยักหน้าเล็กน้อย
“ไปหาลุงนีลล์และให้เขาทำสำเนาเพิ่มอีกสักสองสาม
ฉบับ ผมจะให้โคเฮนรี่กับรอยัลช่วยสืบอีกแรง รวมถึงประสาน
ไปยังกรมตำรวจให้คอยรายงานเบาะแส ไม่ต้องห่วง หากทาง
เราได้รับข้อมูลสำคัญจากชายคนนี้ คุณงามความดีครั้งใหญ่จะ
ตกเป็นของคุณเหมือนเดิม”
“องค์เทพธิดาได้โปรดอำนวยพรแก่เรา”
ไคลน์พูดพร้อมกับทำสัญลักษณ์สี่จุดบนหน้าอก ในระยะ
หลังมานี้มันกลายเป็นสาวกผู้เปียมศรัทธาเต็มตัว
สำหรับไคลน์ หากดันน์และเหยี่ยวราตรีช่วยค้นหาชื่อจริง
หรือข้อมูลเพิ่มเติมของอีกฝั่ายได้ล่ะก็ มันมั่นใจว่าการทำนายหา
แหล่งกบดานบนมิติสายหมอกจะช่วยให้ได้รับคำตอบ
…
แม้จะเป็นวันหยุด แต่ไคลน์ไม่คิดนอนเล่นอยู่บ้านอย่างสูญ
เปล่า หลังจากบอกลาบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ
มันเลือกโดยสารรถม้าตรงไปยังท่าเรือ ปลายทางคือผับมังกรชั่ว
มันครุ่นคิดเรื่องนี้มานานแล้ว นักทำนายอาจไม่มีพลังต่อสู้
ระยะประชิดก็จริง หรือแม้กระทั่งพลังที่ช่วยให้ร่ายมนตร์ได้
ว่องไว
แต่ไม่ใช่ว่าการต่อสู้ทุกครั้งจะออกมาในรูปแบบตะลุมบอน
สักหน่อย
หากมีเวลาเตรียมตัวมากพอ นักทำนายก็สามารถสร้าง
ความเสียหายร้ายแรงแก่ศัตรูได้เช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ
อุบัติเหตุกระจกวิเศษของเซเลน่า
ด้วยเหตุนี้การพกวัตถุดิบสำหรับประกอบพิธีกรรมติดตัว
ตลอดเวลาจึงสำคัญอย่างมาก หากในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้า
ขวานที่ต้องใช้แล้วเกิดไม่มี ความตายจะเป็นสิ่งเดียวที่รออยู่
ไม่ใช่ทุกหนแห่งจะอุดมไปด้วยวัตถุดิบวิเศษเหมือนบ้านเซเล
น่า
ฉะนั้นไคลน์จึงต้องพกพาสิ่งของจำเป็นติดตัวตลอดเวลา
เก็บสำรองไว้ในช่องกระเปั๋าที่สั่งเย็บเป็นพิเศษ
ก่อนจะเดินเข้าผับมังกรชั่ว มันใช้มือตบสำรวจปึกธนบัตรที่
เตรียมมาจากบ้าน
ปัจจุบันเป็นช่วงบ่ายวันอังคาร ภายในผับมีลูกค้าไม่มากนัก
ปราศจากการพนันล่าหนูหรือชกมวย เรียกได้ว่าบรรยากาศ
ค่อนข้างซบเซา
ขณะกำลังจะเดินเข้าห้องบิลเลียด เพื่อทะลุไปยังประตูลับ
ด้านหลังซึ่งเป็นตลาดมืด มันกวาดสายตามองลูกค้าคนอื่น
รอบตัวเป็นระยะ มีทั้งเล่นไพ่ ดื่มเบียร์ สนทนาตามปรกติ
ทันใดนั้น บุรุษกล้ามโตสวมเครื่องแบบนายทหารเรือเก่า
โทรม มีรอยขาดเล็กน้อย เดินสวนออกมาจากห้อง บนบ่าทั้ง
สองข้างสวมเสื้อคลุมผืนใหญ่โดยไม่ได้สอดแขนเข้าไป
“โฮ่! เจ้าคือสหายที่นีลล์มาพาเมื่อคราวก่อนใช่ไหม?”
กลิ่นเหล้าโชยหึ่งจากอีกฝั่าย เส้นผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง
ดวงตาฟั้าครามจ้องมองไคลน์ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชายหนุ่มพอจะเดาตัวตนอีกฝั่ายได้ ไคลน์ถอดหมวกออก
ทักทาย
“ใช่ครับ แล้วผมควรเรียกคุณว่าอย่างไร?”
“นีลล์คงบอกไปแล้วสินะ ฉันคือหัวหน้าของที่นี่ แต่เรียก
สเวย์นก็พอ”
ชายชราตาสีฟั้า มัดกล้ามเนื้อแขนของมันใหญ่โตทรงพลัง
ไม่ต่างจากนายพลกองทัพเรือเลยสักนิด
มันเป็นถึงอดีตหัวหน้าหน่วยทูตพิพากษาเมืองทิงเก็น กล่าว
กันว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือหลวงมาก่อน
ไคลน์ตอบกลับนอบน้อม
“ได้ครับ”
“ถ้าเดือดร้อนเรื่องเงิน มาหาฉันได้ทุกเมื่อ”
สเวย์นหัวเราะคิกคักก่อนจะเดินตรงไปที่บาร์เหล้า
ทันใดนั้นไคลน์พลันฉุกคิดบางสิ่ง มันรีบตะโกนเรียกไล่หลัง
“เดี๋ยวก่อนครับมิสเตอร์สเวย์น! ผมมีบางสิ่งต้องการ
ถาม”
สเวย์นชะงักฝีเท้าพร้อมกับหมุนตัวกลับมา บนใบหน้ายังคง
ปรากฏรอยยิ้มเช่นเดิม
“ยังหนุ่มอยู่เลย ขี้ลืมแล้วหรือ”
ผมไม่ได้ความจำเสื่อมสักหน่อย
มุมปากไคลน์กระตุกเบาๆ แต่มันมิได้ถือสาอีกฝั่าย ปลาย
นิ้วชี้ไปยังบุคคลในรูปวาด
“เคยพบเขาไหมครับ?”
ไคลน์เพิ่งฉุกคิดได้เมื่อครู่ว่า คนที่สอนให้เซเลน่ารู้จักผับ
มังกรชั่วคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฮเนส·วินเซนต์ และเป็นผล
พวงที่ทำให้คุณหนูอลิซาเบธรู้จักที่นี่
ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า บุคคลที่เคยติดต่อกับ
เฮเนสอาจปรากฏตัวที่ผับมังกรชั่วมาก่อน
สเวย์นกวาดสายตามองครู่หนึ่งก่อนผงกศีรษะหนักแน่น
“จำได้สิ หมอนี่เคยถามหาเอกสารที่เกี่ยวกับยอดเขา
สูงสุดบนเทือกเขาโฮนาซิส”
เอกสารเกี่ยวกับยอดเขาสูงสุดบนเทือกเขาโฮนาซิส?
ไคลน์ถึงกับผงะ มันคิดไม่ถึงว่าบุคคลลึกลับจะเกี่ยวข้องกับ
เทือกเขาโฮนาซิส
และหากจำไม่ผิด ในตอนที่ตนคิดจะยืมเอกสารวิจัย ‘การ
ค้นคว้าร่องรอยอารยธรรมบนยอดเขาโฮนาซิส’ จากหอสมุด
เดอไวล์ บรรณารักษ์ระบุว่ามีใครบางคนยืมตัดหน้าไปก่อนแล้ว
บรรณารักษ์ยืนกรานอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องก้มมองบันทึกยืม
คืน หมายความว่าอีกฝั่ายเพิ่งยืมหนังสือออกไปได้ไม่นาน
คนที่ยืมหนังสือจะเป็นคนเดียวกับในภาพวาดหรือไม่? จะใช่
บุคคลปริศนาที่รู้เห็นการซื้อขายสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส
หรือเปล่า?