ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 105 สื่อวิญญาณ
ไคลน์บิดฝาขวดสีทองพร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมด้านใน
เพื่อให้จิตใจกระปรี้กระเปร่า
สิ่งนี้คือผงราตรีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกิดจากการผสมบุปผาหลับใหล
หญ้าโลหิตมังกร ไม้จันทน์แดงเข้ม ใบมินต์ และสมุนไพรอีก
หลายชนิดเข้าด้วยกัน
ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน ไคลน์จึงผสมขึ้นมาหนึ่งชุด
หลังจากซื้อวัตถุดิบครบ
ถัดมา มันบรรจงเทผงราตรีศักดิ์สิทธิ์ลงพื้นพร้อมกับเดิน
เป็นวงกลมรอบศพซีริส ก่อนจะถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป
เพียงพริบตา กำแพงวิญญาณที่มองไม่เห็นเริ่มก่อตัวตัดขาด
มิติด้านในจากโลกภายนอก
ไคลน์เก็บขวดราตรีศักดิ์สิทธิ์และหยิบขวดโลหะอื่นๆ
ออกมาเปิดผาโปรยลงพื้นรอบตัวศพ มีทั้งสารสกัดอมานด้า
รวมถึงของเหลวที่จำเป็นอีกหลายชนิด
พิธีกรรมที่ไคลน์จะประกอบนั้นแตกต่างจากพิธีกรรมที่นีลล์
เคยแสดงให้เห็นในบ้านรีเอล·บีเบอร์ ขั้นตอนบางส่วนจึงไม่
เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น นีลล์โปรยของเหลวก่อนที่จะเทผงราตรี
ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้จุดเกิดเหตุมีความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าแท่นบูชา
แต่กับกรณีของไคลน์แล้วไม่ใช่ มันโปรยผงศักดิ์สิทธิ์ก่อน
เพื่อให้ดวงวิญญาณของซีริสยังไม่สลายตัว มิได้สนใจความ
ศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่มากนัก ขอเพียงสามารถประกอบพิธีกรรม
เป็นอันใช้ได้
หากไคลน์ทำตามขั้นตอนของนีลล์ ดวงวิญญาณซีริสคง
สลายตัวไปก่อน และการสื่อวิญญาณจะไม่เกิดประโยชน์
เมื่อเตรียมการทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น ไคลน์เก็บวัตถุดิบทั้งหมด
และเริ่มเข้าฌาน ปากเปล่งคาถาสำหรับประกอบพิธีกรรม
“ข้าปรารถนาพลังรัตติกาลอันมืดมิด ข้าปรารถนาพลัง
เหนือธรรมชาติ ข้าปรารถนาความรักจากองค์เทพธิดา ข้า
ปรารถนาจักสื่อสารกับดวงวิญญาณคนนอกรีตภายในแท่นบูชา
แห่งนี้”
…
หลังจากยืนเปล่งคาถาภายในแท่นบูชาที่ถูกปิดกั้นจากโลก
ภายนอก ไคลน์สัมผัสถึงมวลพลังเหนือธรรมชาติที่น่า
สะพรึงกลัวและมีปริมาณมหาศาล ประทับใส่ร่างตนจากฟากฟั้า
เบื้องบน
ดวงตาไคลน์พลันดำสนิทคล้ายกับปราศจากม่านตาและตา
ขาว
โดยไม่รีรอ ปากขยับเปล่งคาถาดำเนินขั้นตอนถัดไปของ
พิธีกรรมสื่อวิญญาณ
“สูตรผลิตโอสถตัวตลก สูตรผลิตโอสถตัวตลก”
…
เมื่อกล่าวครบเจ็ดครั้ง ไคลน์ใช้พลังเข้าฌานสะกดจิตตัวเอง
ให้หลับใหล
บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นโลกแห่งหมอกสีเทาขุ่นซึ่ง
ปราศจากท้องฟั้าและผืนพิภพ
เฉกเช่นทุกครั้ง มันมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแม้จะอยู่ใน
ภาวะความฝัน จิตของไคลน์กำลังจ้องมองร่างโปร่งใสของบุคคล
ผู้หนึ่ง
มันเหยียดมือขวาออกไปสัมผัสดวงวิญญาณอันเลือนราง
ของซีริสตรงหน้า
ทันใดนั้น ภาพจิตพลันกระเพื่อมวูบวาบประหนึ่งคลื่นน้ำถูก
รบกวน
ฉากความฝันเริ่มแปรเปลี่ยน
เบื้องหน้าไคล์นเป็นภาพของโต๊ะไม้สำหรับอ่านหนังสือ ทา
ด้วยสีแดงเข้ม ด้านบนปรากฏเชิงเทียนเงินซึ่งมีเทียนสามเล่มถูก
จุดเพื่อมอบแสงสว่าง
บนโต๊ะไม้สีแดงมีแผ่นกระดาษเปล่าวางอยู่
ซีริสหยิบปากกาหมึกซึมด้วยมือขวาก่อนจะบรรจงเขียนเป็น
ภาษาโลเอ็น
“สูตรผลิตโอสถชนิดที่สองภายในสมุดบันทึกตระกูลอันที
โกนัส ชื่อของมันคือ…ตัวตลก : น้ำบริสุทธิ์ แปดสิบ มิลลิลิตร
น้ำแอปเปิลหนาม ห้า หยด ผงทานตะวันขอบดำ เจ็ด กรัม ผง
หญ้าปล้องทอง สิบ กรัม พิษใบเฮ็มล็อค สาม หยด วัตถุดิบ
เสริมมีเพียงเท่านี้ วัตถุดิบวิเศษประกอบด้วย : เขาคริสตัลของ
แพะเทาภูเขาโฮนาซิสโตเต็มวัย และต้นสมบูรณ์ของกุหลาบโฉม
มนุษย์”
ซีริสจำสูตรโอสถได้แม่นยำ มันขีดเขียนลงแผ่นกระดาษด้วย
ความเร็ว
ซีริสหยุดพักจิบกาแฟครู่หนึ่ง ก่อนจะปลดโซ่เงินที่ข้อมือ
ซ้ายออก ไม่ผิดแน่ สิ่งนี้คือลูกตุ้มวิญญาณในศาสตร์ทำนาย
มันหลับตาลงพร้อมกับพึมพำบางสิ่งที่ยากจะฟังออก ไคลน์
จับใจความได้คร่าวๆ เพียง ‘วันพิพากษา’ ‘จิตใจสงบนิ่ง’
‘ปรารถนาพรจากพระองค์’ และ ‘สารภาพบาป’
เมื่อซีริสภาวนาเสร็จ ชายหนุ่มมองเห็นลูกตุ้มวิญญาณที่เริ่ม
หมุนเต็มสองตา
ปลายโซ่เงินมีจี้รูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดเท่าหัวแม่โปั้งห้อย
อยู่
วัตถุดังกล่าวมีดวงตาหนึ่งข้างซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของเผ่า
คนยักษ์ ถูกแขวนในลักษณะกลับหัว ศีรษะห้อยลงพื้น ปลาย
เท้าสองข้างเชื่อมติดกับโซ่เงิน
ขณะเริ่มหมุน ดวงตาคนยักษ์ค่อยๆ ส่องแสงสีแดงเลือนราง
เปรี้ยะ!
เพล้ง!
ภาพความฝันไคลน์พลันแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย
ร่างกายชายหนุ่มทรุดลงอย่างอ่อนล้า หัวเข่ากระแทกพื้นหนัก
หน่วง
ศีรษะปวดแปลบคล้ายกับถูกไม้เบสบอลหวดเข้าเต็มแรง
ภาพการมองเห็นตรงหน้ากลายเป็นสีแดงฉาน ไคลน์รีบนำมือ
จับหัวเข่าตามสัญชาตญาณ
สองวินาทีถัดมา มันเริ่มได้สติ
ไคลน์รีบพยุงตัวขึ้นด้วยท่าทางโซเซ ร่างกายอ่อนเพลีย
ฉับพลันประหนึ่งได้ยินเสียงกระซิบภายในหัว
แต่เนื่องจากโอสถถูกย่อยใกล้สมบูรณ์ อาการดังกล่าวจึงคั่ง
ค้างอยู่ไม่นาน
ยักษ์ห้อยหัว? เทพแท้จริง?
ชุมนุมแสงเหนือ?
ไม่ผิดแน่ ซีริสและเฮเนสต้องเป็นสมาชิกของชุมนุมแสง
เหนือแน่นอน
แต่มีหนึ่งสิ่งที่น่าแปลก เหตุใดดันน์ถึงมองเห็นกางเขนยักษ์
ในฝันของเฮเนส?
และมีความเป็นไปได้ว่าร่างบุคคลชุ่มเลือดที่ห้อยหัวบน
กางเขน จะไม่ใช่คนยักษ์ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพบูชา
ไคลน์พยายามสูดลมหายใจด้วยสีหน้าอิดโรย มันได้แต่รอให้
พลังวิญญาณฟืนคืนกลับมาบางส่วน
ชุมนุมแสงเหนือคือองค์กรลับนอกรีตที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อราว
สองร้อยปีก่อน พวกมันเคารพบูชาเทพแท้จริงซึ่งมีลักษณะ
คล้ายกับยักษ์ห้อยหัว
หลักคำสอนสำคัญคือ : มนุษย์ทุกคนมีเศษเสี้ยวของพระ
ผู้สร้างอยู่ในตัว ขอเพียงอดทนจนถึงระยะเวลาหนึ่ง พระองค์จะ
มอบบททดสอบเพื่อเปลี่ยนให้มนุษย์กลายเป็นตัวตนระดับ
ทัดเทียมเทวทูต
จากเอกสารลับของเหยี่ยวราตรี โอสถลำดับเก้าของเส้นทาง
ที่ชุมนุมแสงเหนือครอบครองมีชื่อว่า ‘ผู้วิงวอนความลับ’
ผู้วิเศษเส้นทางดังกล่าวจะมีสัมผัสวิญญาณเฉียบคม
ตระหนักถึงตัวตนลึกลับนอกรีตได้รุนแรงกว่ามนุษย์ปรกติ
เชี่ยวชาญพิธีกรรมบูชาชันและพิธีกรรมเวทมนตร์ รวมถึงศาสตร์
ทำนายเล็กน้อย
มีหลักฐานมากมายระบุว่าผู้วิเศษอาวุโสของเส้นทางผู้
วิงวอนความลับ มักมีจิตใจที่บิดเบี้ยวและเกิดการคลุ้มคลั่งง่าย
กว่าเส้นทางอื่น
ไม่มีข้อมูลของลำดับเจ็ด แต่ลำดับแปดจะมีชื่อว่า ‘ผู้
สดับ’
กล่าวกันว่าผู้สดับคือหนึ่งใน ‘อาชีพ’ ที่เลวร้ายที่สุดจาก
บรรดาผู้วิเศษทั้งหมด
ผู้สดับจะได้ยินเสียงของตัวตนลึกลับนอกรีตชัดเจนกว่า
มนุษย์ปรกติ ฉะนั้น พวกมันสามารถหยิบยืมพลังที่แข็งแกร่งแต่
เปียมด้วยความชั่วร้ายมาครอบครองแม้จะอยู่เพียงลำดับแปด
ทว่ามีกฎเหล็กหนึ่งข้อ หากผู้สดับไม่เลื่อนลำดับภายในห้าปี
ร้อยทั้งร้อยจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งและจบชีวิตลง
จากเอกสารลับของเหยี่ยวราตรี เกือบทั้งหมดของผู้สดับจะ
มีจิตใจผิดเพี้ยน ภายนอกอาจเหมือนมนุษย์ปรกติ แต่สามัญ
สำนึกถูกทำลายโดยสมบูรณ์
ข้างต้นคือข้อมูลในเอกสารลับของเหยี่ยวราตรีที่ไคลน์เคย
อ่าน เมื่อลองทนทวน มันเกิดสมมติฐานว่าซีริสอาจเป็นผู้วิงวอน
ความลับ
และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ไคลน์สามารถเอาชนะอีกฝั่ายได้
ง่ายดาย
จากคำอธิบายเบื้องต้น ผู้วิงวอนความลับนั้นอ่อนแอด้าน
พลังต่อสู้ไม่ต่างจากนักทำนาย
การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ก่อนตายคงมีสาเหตุจากภาวะ
คลุ้มคลั่งหลังได้รับบาดเจ็บ
ต้องใช่แน่ ฟรายเคยกล่าวว่าผู้วิเศษบางเส้นทางจะเปลี่ยน
สภาพหลังจากตายไปแล้ว ขึ้นอยู่กับชนิดของโอสถที่ดื่มเข้าไป
หลังจากวิเคราะห์เหตุการณ์ถี่ถ้วน ไคลน์ทำสัญลักษณ์สี่จุด
บนหน้าอกเพื่อสรรเสริญเทพธิดา
เมื่อพลังวิญญาณเริ่มกลับคืนบางส่วน มันดำเนินขั้นตอนยุติ
พิธีกรรมเวทมนตร์อย่างถูกต้องตามลำดับ ก่อนจะสลายกำแพง
วิญญาณที่มองไม่เห็นทิ้งไป
ไคลน์ก้มมองศพซีริสขณะสายลมกระโชกพัดผ่านร่างกาย
มันติดใจก้อนเนื้อจุดหนึ่งที่ยังปูดโปนบนใบหน้าของซีริส
ก้อนเนื้อสีม่วงในจุดดังกล่าวยังไม่สลายไปทั้งที่จุดอื่นยุบตัว
หมดแล้ว
สีของมันม่วงเข้มจนเกือบดำสนิท ภายในคล้ายกับมี
ของเหลวประหลาดส่องแสง
สิ่งนี้คืออะไร?
ไคลน์ทำเพียงบีดนวดขมับตัวเอง มันไม่กล้านำมือไปสัมผัส
กับตุ่มเนื้อน่าขยะแขยง
ชายหนุ่มส่ายศีรษะเล็กน้อยพลางก้มลงไปหยิบไม้ค้ำเพื่อ
ช่วยพยุงร่างกายที่อ่อนเพลีย
ปัจจุบันดวงวิญญาณของซีริสสลายตัวโดยสมบูรณ์แล้ว
แม้แต่ผู้สื่อวิญญาณที่ช่ำชองอย่างมาดามดาลี่ย์ก็มิอาจ
สอบปากคำซีริสได้มากกว่านี้
หลังจากยืนเฝั้าศพสักพัก ดันน์ เลียวนาร์ด และโคเฮนรี่ได้
เดินมาทางถึงจุดเกิดเหตุ
“คุณคงมีวาสนากับผู้วิเศษนอกรีตกระมัง เพียงไม่กี่
สัปดาห์ บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
มากกว่าที่เหยี่ยวราตรีพบในหนึ่งเดือนเสียอีก”
เลียวนาร์ดกล่าวติดตลกขณะชำเลืองมองศพที่นอนหมด
สภาพบนพื้น
“อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้…”
ไคลน์ยิ้มแห้งขณะนึกภาพปล่องไฟสีแดงเข้มที่เห็นในความ
ฝัน รวมถึงซากปรักหักพังของท้องพระโรงปริศนาที่ตั้งอยู่บน
จุดสูงสุดของยอดเขาโฮนาซิส
มันใช้โอกาสนี้ทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น
ดันน์กวาดสายตามองครู่หนึ่งก่อนถาม
“คุณประกอบพิธีกรรมสื่อวิญญาณ?”
“ครับ”
ไคลน์ตอบตามจริง
“ผมกังวลว่าดวงวิญญาณอาจสลายไปก่อนที่เหยี่ยวราตรี
จะมาถึง”
“สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ คุณไหวไหม?”
โคเฮนรี่ถามกังวล
ไคลน์เดินไปหาดันน์พร้อมกับยื่นกระดาษจดหมายให้
จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
“ขณะกำลังเดินตลาดมืดเพื่อจับจ่ายวัตถุดิบประกอบ
พิธีกรรม ผมเกิดฉุกคิดได้ว่าเซเลน่าเคยมาที่นี่พร้อมกับ
เฮเนส·วินเซนต์ หมายความว่าเฮเนสอาจเป็นลูกค้าประจำ
ของผับมังกรชั่ว ผมจึงตั้งสมมติฐานขึ้นข้อหนึ่ง ชายปริศนาใน
ภาพวาดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเฮเนส อาจเคยเดินทางมาที่ผับ
มังกรชั่วเช่นกัน จากนั้นก็นำภาพวาดไปสอบถามกับหัวหน้า
สเวย์น และได้รับการยืนยันว่าชายคนนี้เคยมาที่ผับมังกรชั่ว
พร้อมกับเฮเนสจริง สาเหตุที่หัวหน้าสเวย์นจำได้แม่นเพราะอีก
ฝั่ายเคยถามถึงหนังสือเกี่ยวกับอารยธรรมบนเทือกเขาโฮนาซิส
เมื่อได้เบาะแสดังกล่าว ผมจึงเอะใจเรื่องที่เคยถูกคนยืมเอกสาร
วิจัยเทือกเขาโฮนาซิสจากหอสมุดเดอไวล์ตัดหน้าไป…”
เลียวนาร์ดที่ยืนด้านข้างพลันแสยะยิ้มพร้อมกับถามแทรก
“คุณจึงนำตราตำรวจและบัตรยืนยันตัวตนมาแสดงกับ
บรรณารักษ์ห้องสมุดเพื่อขอดูประวัติการยืมคืนสินะ…แต่ผมมี
คำถาม ถึงคุณจะบังเอิญพบผู้ต้องสงสัยที่ห้องสมุดจริง แต่จาก
อุปนิสัยแล้ว คนอย่างคุณไม่น่าจะเปิดฉากโจมตีอีกฝั่ายก่อน คง
แสร้งทำเป็นไม่รู้จักและรีบติดต่อพวกเราที่ถนนซุตแลนเพื่อขอ
ความช่วยเหลือ”
“ถูกต้อง ผู้วิเศษสายสนับสนุนอย่างคุณไม่ควรแบกรับ
ความเสี่ยงเข้าปะทะ การขอความช่วยเหลือจากเหยี่ยวราตรีคือ
ทางเลือกที่ดีกว่า ตราบใดที่คนร้ายยังไม่หนีออกจากทิงเก็น
พวกเราต้องแกะรอยจนพบตัวเข้าสักวันแน่”
ดันน์เสริมก่อนจะก้มหน้าอ่านเนื้อความบนกระดาษ
จดหมายต่อ
ไคลน์อธิบายด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ทันทีที่บรรณารักษ์เห็นชายในภาพวาด เขารีบตะโกน
เสียงดังโหวกเหวกเพื่อแจ้งให้ตำรวจอย่างผมทราบ จึงไม่มีทาง
นิ่งเฉยในสถานการณ์ดังกล่าวได้เลย”
เลียวนาร์ดและโคเฮนรี่หันมองหน้ากันด้วยสายตาขบขัน
มุมปากพวกมันเริ่มกระตุกพร้อมกับเบือนหน้าหนี หันไปหัวเราะ
ทางอื่นเพื่อรักษาน้ำใจไคลน์
ดันน์พยักหน้า สายตาละจากแผ่นกระดาษ
“แล้วคุณได้ข้อมูลใดจากพิธีกรรมสื่อวิญญาณบ้าง?”
“ผมเห็นซีริสใช้ลูกตุ้มวิญญาณที่มีวัตถุรูปร่างคล้ายมนุษย์
ห้อยติดกับโซ่เงิน เป็นยักษ์ตาเดียวในสภาพกลับหัว มีแสงสีแดง
เปล่งออกจากดวงตา หลังจากเห็นฉากดังกล่าว ภาพจิตของผม
พลันแตกละเอียดและถูกบังคับให้ออกจากพิธีกรรมสื่อวิญญาณ
ทันที”
ไคลน์เล่าความจริงโดยไม่โกหก
แต่ไม่ได้เล่าทั้งหมด สาเหตุที่ไม่พูดถึงโอสถตัวตลกเพราะมัน
มองเห็นความเป็นไปได้อยู่สองทาง
ทางแรก หากดันน์และเหยี่ยวราตรีรื้อค้นบ้านพักของซีริส
และพบสูตรผลิตโอสถตัวตลก ความจริงจะไม่เปลี่ยนแปลงไป
ไม่ว่าตนจะบอกสูตรการผลิตโอสถหรือไม่ คุณงามความดียังคง
เทียบเท่าปัจจุบัน
เหยี่ยวราตรีมิได้สูญเสียผลประโยขน์
ทางที่สอง หากดันน์และเหยี่ยวราตรีไม่พบสูตรผลิตโอสถตัว
ตลกที่บ้านพักซีริส หมายความว่าตนสามารถแจ้งข้อมูลโอสถตัว
ตลกในภายหลัง และได้รับความดีความชอบเพิ่มเป็นสองเท่า
ซึ่งนั่นจะมากพอสำหรับใช้แลกเปลี่ยนโอสถตัวตลก และ
หากเป็นเช่นนั้น เมื่อตนย่อยพลังนักทำนายโดยสมบูรณ์ จะ
สามารถทำเรื่องขอเลื่อนระดับได้ทันที่
นี่คือความเจ้าเล่ห์ที่ไคลน์ได้เรียนรู้จากนีลล์
“ชุมนุมแสงเหนือ?”
ดันน์พึมพำเนื้อความบนจดหมายก่อนจะซักถามไคลน์อีก
หลายข้อในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
หลังจากชายหนุ่มตอบทุกสิ่งกลับไปตามจริงโดยไม่ปิดบัง
ดันน์เงยหน้ามองและสังเกตเห็นสภาพอ่อนเพลียของไคลน์
มันโบกไม้ค้ำพร้อมกับกล่าวชื่นชม
“ทำได้ไม่เลว คุณช่วยยับยั้งเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิด
กับเมืองทิงเก็นไว้ได้ เชิญกลับไปพักผ่อนก่อน โคเฮนรี่ ตาม
ลุงนีลล์มาแทนไคลน์”
เมื่อมอบคำสั่งเสร็จ ดันน์เผยรอยยิ้มจืดชืด
“ก่อนจะถึงลำดับหก เส้นทางผู้ไร้หลับขาดแคลนพลัง
สำหรับประกอบพิธีกรรมที่ซับซ้อน แม้แต่ชนิดพื้นฐานก็ยังทำได้
ลำบาก”
“หัวหน้า หมายความว่าตั้งแต่ลำดับหกเป็นต้นไป
เส้นทางผู้ไร้หลับจะมีพลังเกี่ยวกับพิธีกรรมมากขึ้น?”
ไคลน์ซักถาม
“ถูกต้อง”
…
เมื่อเดินทางออกจากหอสมุดเดอไวล์ ไคลน์เผลองีบบนรถ
ม้าประจำทางหลายครั้งก่อนจะถึงถนนดารารัตน์
มันเดินโซซัดโซเซเข้าบ้านพร้อมกับรีบถอดชุดและหมวก
แขวนไว้บนราว จากนั้นก็ทิ้งตัวลงหลับเป็นตายบนโซฟา
ผ่านไปงีบใหญ่ ไคลน์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งและรีบตรวจสอบเวลา
จากนาฬิกาพก
“เมลิสซ่าจะกลับถึงบ้านในอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าเรานอนต่อ
อาหารค่ำของครอบครัวจะถูกเลื่อนออกไปราวหนึ่งชั่วโมง
เต็ม”
ไคลน์นวดศีรษะพร้อมกับลุกเดินเข้าครัว
มันล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ก่อนจะนำหางวัว มะเขือเทศ และ
แครอทออกมาจากตู้กับข้าว
หลังจากหั่นเตรียมเครื่องปรุงเสร็จ ไคลน์พลันยืนตัวแข็งที่อ
ด้วยสีหน้าตกตะลึง
“นี่เราเพิ่งช่วยเมืองทิงเก็นไว้ไม่ใช่หรือไง…”
มันพึมพำพลางอมยิ้ม ก่อนจะนำผ้ากันเขื้อนสีขาวออกมา สวมเตรียมประกอบอาหาร