ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 14 ผู้สื่อวิญญาณ
ผู้สื่อวิญญาณตัวจริงเสียงจริง… ไคลน์พำพึมถ้อยคำของ
ดันน์ภายในใจโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงก้มหน้าลงจากรถม้า
และเดินตามไปอย่างว่าง่าย
บ้านเช่าของเวิร์ชในทิงเก็นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีสวน
ด้านหน้า ถนนติดกับประตูรั้วกว้างพอสำหรับให้รถม้าเรียงหน้า
กระดานวิ่งได้สี่คันพร้อมกัน
โคมไฟสาธารณะถูกติดห่างกันทุกห้าเมตร รูปทรงและ
รูปแบบแต่งต่างจากโลกเก่าของไคลน์พอสมควร ความสูงโคม
ไฟอยู่ในระดับสายตาผู้ใหญ่ สะดวกต่อการเดินเรียงจุดหรือดับ
ไฟ
โครงสร้างภายนอกโคมไฟทำจากเหล็กเส้นที่ถูกดัดให้มี
ลักษณะเป็นตะแกรงเหล็ก ด้านในตะแกรงเป็นกระจกใส
มองผิวเผินจะคล้ายคลึงกับ ‘งานศิลป’ โคมไฟกระดาษ
ของประเทศแถบตะวันออกในโลกเก่า
แสงสว่างสีเหลืองทองด้านในตัดกับโลหะสีดำด้านนอกอย่าง
ลงตัว อากาศเย็นยะเยียบบนถนนจะอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อเดิน
เข้าไปใกล้
หลังจากเดินบนถนนได้ไม่นาน ไคลน์และดันน์ก็มาถึงประตู
ทางเข้าบ้านพักเวิร์ชหลังที่เช่าอาศัย
ประตูรั้วด้านนอกมีลักษณะเป็นโครงเหล็ก มันถูกเปิดแง้ม
รอไว้เล็กน้อย
ไคลน์ยืนคงยังอยู่หน้าบ้าน สายตาจ้องมองทางเดินหินอ่อน
ซึ่งทอดยาวจากรั้วไปจนถึงบ้านสองชั้นด้านใน ทางเดินดังกล่าว
กว้างประมาณรถม้าสองคันวิ่งได้พร้อมกัน
ฝังซ้ายเป็นสวนดอกไม้ ฝังขวาเป็นลานหญ้าโล่งเตียนเปลือย
เปล่า กลิ่นดอกไม้โชยเจือจางเตะจมูกจากระยะไกล ผสม
กลมกลืนกับกลิ่นหญ้าเขียวขจีอย่างลงตัว
ไคลน์รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย
ในวินาทีที่ย่างเท้าเข้าไป มันพลันชะงักและรีบเหลียวซ้าย
แลขวาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
ไคลน์สัมผัสได้เช่นจัด… สักแห่งบนลานหญ้า สักแห่งบน
หลังคา สักแห่งที่มุมมืด สายตาของใครหลายคนกำลังจ้องมอง
มา!
แต่เมื่อกวาดสายตาสำรวจ กลับไม่พบใครแม้แต่คนเดียว
กระนั้น ความรู้สึกแบบเดิมยังไม่หายไป ราวกับตนกำลังยืน
เปลือยเปล่าท่ามกลางถนนที่ผู้คนเดินสวนขวักไขว่
ด้วยบรรยากาศขัดแย้งกับตาเห็น ด้วยบรรยากาศสุดพิสดาร
ที่ไม่เคยประสบพบเจอ ไคลน์พลันเย็นสันหลังวาบไปทั่วตัว
“มีบางสิ่งผิดปรกติ!”
มันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฟั้องดันน์
สีหน้าดันน์·สมิทยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม มันหันมากล่าว
กับไคลน์ด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ไม่ต้องไปสนใจ”
เมื่อ ‘เหยี่ยวราตรี’ เป็นผู้กล่าวเช่นนี้ ความกังวลของ
ไคลน์จึงลดลงหลายระดับ ถึงภายในใจจะยังสับสนกับความรู้สึก
ปัจจุบันก็ตาม-ความรู้สึกของการถูกดวงตาหลายร้อยคู่จ้องมอง
โดยที่หาตัวอีกฝั่ายไม่พบ
กึก กึก…
ดันน์พาไคลน์เดินมาถึงหน้าประตูบ้าน
ถ้าความรู้สึกสุดบัดซบเมื่อครู่อยู่นานกว่านี้อีกสักนิด เกรงว่า
มันคงได้คลั่งตายก่อนได้พบผู้สื่อวิญญาณแน่
ขณะดันน์ยืนเคาะประตู ไคลน์รีบกวาดสายตามองเข้าไป
สวนบุปผาที่ดอกไม้กำลังโยกตัวไปตามแรงลม
แน่นอน มันไม่พบใครแม้แต่คนเดียว
“เชิญเข้ามาได้ สุภาพบุรุษทั้งหลาย”
เสียงบางเบาและนุ่มนวลของสตรีผู้หนึ่งดังจากภายในบ้าน
ดันน์บิดกลอนพร้อมกับผลักเข้าไป จากนั้นก็กล่าวทักทาย
หญิงสาวที่นั่งบนโซฟา
“เจออะไรบ้าง? ดาลี่ย์”
โคมไฟระย้าบนเพดานห้องไม่ได้ถูกเปิด ด้านล่างมีโซฟาหนัง
สองชุดใหญ่ล้อมรอบโต๊ะกาแฟหินอ่อนไว้
บนโต๊ะมีเทียนไขถูกจุด แสงไฟจากเทียนส่องสว่างสีน้ำเงิน
เข้ม ปกคลุมห้องนั่งเล่นที่ถูกเชือกขึงกั้นเนื่องจากเป็นสถานที่
เกิดเหตุ
แสงเทียนยังสว่างไปถึงห้องครัวและห้องทานอาหาร เกิด
เป็นบรรยากาศแปลกประหลาดในสายตาไคลน์
สุภาพสตรีสาวสวยกำลังนั่งเอนหลังพิงเบาะโซฟายาวตัว
หนึ่ง เธอสวมชุดคลุมสีดำแบบมีฮู้ดครอบหัว เปลือกตาและ
โหนกแก้มถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีฟั้าครามงดงาม ข้อมือ
ข้างหนึ่งสวมกำไลเงินที่มีจี้คริสทัลสีขาวห้อย
ในแวบแรกที่เห็น ไคลน์ยากจะอธิบายความรู้สึกออกมาเป็น
คำพูด การแต่งกายของดาลี่ย์รวมถึงบรรยากาศรอบตัวช่าง
คล้ายคลึงกับ… ผู้สื่อวิญญาณ!
กำลังสวมบทบาทให้สมจริงอย่างนั้นหรือ?
ผู้สื่อวิญญาณดาลี่ย์นับว่าเป็นสตรีที่งดงามคนหนึ่ง เธอ
ชำเลืองไคลน์ด้วยนัยน์ตาเขียวมรกตครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปคุย
กับดันน์
“ในตอนที่ฉันมาถึง วิญญาณในที่เกิดเหตุได้สลายไป
หมดแล้ว รวมถึงเวิร์ชและนาย่า ส่วนวิญญาณเร่ร่อนรอบบ้านก็
ไม่ทราบข้อมูลอะไรเลย”
วิญญาณ? ผู้สื่อวิญญาณ…
สายตาที่จ้องมองตนหน้าบ้านคือวิญญาณเร่ร่อนอย่างนั้น
หรือ? มากมายขนาดนั้นเชียว?
ไคลน์ถอดหมวกและเลื่อนลงมายังบริเวณหน้าอก ก่อนจะ
โค้งคำนับเล็กน้อย
“สวัสดียามเช้าครับ มาดามดาลี่ย์”
ดันน์·สมิทถอนหายใจยาว
“เป็นคดีที่ยากจังเลยนะ… ดาลี่ย์ นี่คือไคลน์·โมเร็ต
ติ คุณลองตรวจสอบหาเบาะแสจากเขาดูหน่อย”
ผู้สื่อวิญญาณดาลี่ย์ เธอหันกลับมามองไคลน์ครู่หนึ่ง ก่อน
จะปลายชี้นิ้วไปยังเก้าอี้
“เชิญนั่ง”
“ขอบคุณครับ”
ไคลน์พยักหน้าเล็กน้อย มันเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ดาลี่ย์
ชี้นิ้ว หัวใจกำลังเต้นโครมครามอย่างหยุดไม่อยู่
มันจะรอดคดีหรือไม่ จะผ่านเหตุการณ์ตรงหน้าได้อย่าง
ราบรื่นไหม และชะตากรรมต่อไปจะเป็นเช่นไร ทั้งหมดขึ้นอยู่
กับผลการทดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้น!
ในสถานการณ์แสนสิ้นหวังและไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว
ความหวังเดียวของไคลน์คือ ‘ความพิเศษ’ ของร่างกายและ
จิตที่ติดตัวมาจากการข้ามโลก…
คิดว่าอย่างนั้นละนะ
ไคลน์ตัดพ้อขื่นขม
ถัดมา ดันน์นั่งลงบนโซฟาขนาดสองที่นั่งซึ่งอยู่ฝังตรงข้าม
ไคลน์ ขณะเดียวกัน ดาลี่ย์ล้วงมือเข้าไปหยิบขวดแก้วสองใบ
จากกระเปั๋าเล็กข้างเอว ขนาดของขวดกะทัดรัดเพียง
นิ้วหัวแม่มือ
นัยน์ตาเขียวมรกตหันมาจ้องไคลน์ก่อนจะกล่าว
“ฉันต้องการความร่วมมือจากทางคุณด้วย ในเมื่อคุณ
ไม่ใช่ศัตรูหรืออาชญากร ฉันจึงไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงได้ วิธี
รุนแรงที่ว่าจะทำให้คุณอึดอัดและเจ็บปวด หรืออาจร้ายแรงถึง
ขั้นเกิดผลข้างเคียงในภายหลัง… ส่วนวิธีที่ฉันจะใช้กับคุณนั้น
มันค่อนข้างอ่อนโยนและนุ่มนวล คุณจะผ่อนคลายราวกับขึ้น
สวรรค์ ความสุขสุดยอดจะแล่นไปทั่วร่างอย่างมิอาจหยุดยั้ง”
ทำไม… ยิ่งฟังก็ยิ่งประหลาด…
นัยน์ตาไคลน์เริ่มสั่นระริก
ดันน์ที่นั่งฝังตรงข้ามพลันหัวเราะแห้ง
“ไม่ต้องตกใจไป พวกเราไม่เหมือนกับสาวกของเทพแห่ง
วายุสลาตัน สตรีที่นับถือโบสถ์เทพธิดารัตติกาลสามารถใช้วาจา
ล่วงละเมิดทางเพศผู้ชายได้โดยไม่มีความผิด… คุณเองก็คง
ทราบดีอยู่แล้ว เพราะมารดาเป็นถึงสาวกตัวยงของโบสถ์
เทพธิดารัตติกาล คุณกับพี่ชายย่อมต้องเคยเข้าโบสถ์เพื่อเรียน
คำสอนทุกวันอาทิตย์”
“เรื่องนั้นผมทราบ เพียงแต่ไม่คิดว่าเธอจะ… เอ่อ…
จะ…”
ไคลน์ทำไม้ทำมือ มันมิอาจหาคำพูดมาบรรยายสิ่งที่ตน
ต้องการจะสื่อ ถึงขั้นเกือบหลุดสแลงภาษาจีน ‘นักขับรุ่นเก๋า*’
ออกไป
(* นักขับรุ่นเก๋า – หมายถึงผู้ที่ช่ำชองทางใดทางหนึ่งเป็น
พิเศษ นิยมใช้บ่อยบนเว็บบอร์ดสำหรับโพสต์สื่อลามกอนาจาร)
ดันน์·สมิทอมยิ้มมุมปากก่อนจะกล่าวต่อ
“ไม่ต้องห่วง ดาลี่ย์ทำแบบนี้ไม่บ่อยครั้งนัก เธอแค่หวังให้
คุณผ่อนคลายและใจเย็นลง ด้วยความสัตย์จริง ดาลี่ย์หลงใหล
ซากศพมากกว่ามนุษย์เพศชายซะอีก”
“คุณพูดเหมือนฉันเป็นพวกโรคจิต”
ดาลี่ย์อมยิ้ม จากนั้น เธอเปิดจุกขวดเล็กและหยดของเหลว
ด้านในลงบนเปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มของเทียนไข
“วนิลาราตรี ดอกหลับใหล และคาโมไมล์ ทั้งหมดถูก
กลั่นและสกัดจนเข้มข้นเพื่อให้ได้กลิ่นบุปผาสุดพิเศษชนิดนี้ ฉัน
เรียกมันว่า ‘อมานด้า’ ภาษาเฮอร์มิสโบราณหมายถึงความ
สงบสุข กลิ่นหอมของมันสุดยอดมาก”
ขณะบทสนทนาดำเนินไป เปลวเพลิงจากเทียนไขเริ่มวูบ
วาบ กลิ่นหอมหวนของดอกไม้ที่ระเหยจากการเผาไม้เริ่มโชย
คลุ้งทั่วห้อง
เพียงไม่นาน กลิ่นดังกล่าวหาทางเล็ดลอดเข้ารูจมูกของ
ไคลน์พบ ร่างกายผ่อนคลายลง มันไม่รู้สึกประหม่าหรือ
หวาดกลัวอีกแล้ว
จิตใจสงบนิ่งประหนึ่งนั่งจ้องผืนฟั้าอันงดงามยามค่ำคืน
“ส่วนของเหลวในขวดนี้มีชื่อว่า ‘เนตรแห่งวิญญาณ’
สกัดจากเปลือกและใบของต้นมังกรกับต้นวิลโลว์ นำไปตากแดด
เจ็ดวันเจ็ดคืน และกลั่นเข้มข้นอีกสามรอบ จากนั้นก็นำไปผสม
กับไวน์กลั่นบริสุทธิ์ แน่นอน ระหว่างกระบวนการต้องท่อง
คาถาพิเศษ…”
ขณะดาลี่ย์อธิบาย หยดของเหลวสีเหลืองอำพันได้ระเหย
จากความร้อนเปลวเพลิงเทียนไข
เมื่อสูดกลิ่นหอมชนิดใหม่ซึ่งคล้ายคลึงกับไวน์เข้าไป ไคลน์
เริ่มเห็นเปลวเพลิงเทียนไขวูบวาบอย่างผิดแผก บรรยากาศรอบ
พลันพร่ามัวและแยกออกเป็นสอง
“มันคือตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้สื่อวิญญาณ แถมกลิ่นหอม
ดอกไม้ก็ยังถูกนำไปเสริม…”
การอธิบายของดาลี่ย์ยังคงดำเนินต่อไปราวกับสวดคาถา
ขณะเดียวกัน ไคลน์เริ่มได้ยินเสียงเธอดังแว่วจากทุกทิศทาง
รอบตัว
จากนั้นไม่นาน การของเห็นของไคลน์พลันหมุนเคว้งและ
เลือนราง ร่างกายเบาหวิวราวกับถูกหมอกหนาทึบห่อหุ้มหลาย
ชั้น
กระทั่งจิตก็เริ่มไม่ปรกติ ไคลน์ไม่รู้สึกถึงร่างกายตัวเองอีก
ต่อไป ทุกสิ่งลอยละล่องและจับต้องไม่ได้
หลากสีสันผสมกลมกลืนคล้ายกับภาพวาดงานศิลปยุคใหม่
ที่เข้าถึงได้ยาก
สีแดงยิ่งแดงสด
สีน้ำเงินยิ่งน้ำเงินเข้ม
สีดำยิ่งดำสนิท
เกิดภาพหลอนคล้ายคลึงกับผลจากสารเสพติดบางชนิด
ทุกสิ่งเริ่มพร่ามัว เสียงโหยหวนรอบตัวทวีความดังขึ้นทุก
ขณะ ราวกับมีผู้คนหลายร้อยกำลังประชุมโต้เถียงที่ข้างหู
‘ทำไมถึงได้เหมือนกับตอนทำพิธีเปลี่ยนดวงชะตา? ขาด
แค่อาการปวดหัวสุดบัดซบ…’
ไคลน์เริ่มได้สติกลับมา มันเพ่งพิจารณาทุกสิ่งตรงหน้า
พร้อมกับใช้ความคิด
ปัจจุบัน การมองเห็นไคลน์จดจ่ออยู่กับนัยน์ตาสีเขียวมรกต
ของดาลี่ย์
บนโซฟาที่พร่ามัวฝังตรงข้าม สตรีสวมผ้าคลุมดำกำลังมอง
กลับมายังกึ่งกลางศีรษะของไคลน์ เธออมยิ้มก่อนจะกล่าวต่อไป
ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ฉันคือผู้สื่อ
วิญญาณดาลี่ย์”
ทำไมเรายัง… มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน…
เหตุการณ์และความรู้สึกคล้ายคลึงเมื่อครั้งทำพิธี
เปลี่ยนแปลงดวงชะตามาก
หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง ไคลน์แสร้งทำตัวเหมือนกับคนถูก
สะกดจิต
“ยินดีที่ได้รู้จัก…”
“ห้วงมิติจิตของมนุษย์นั้นแสนกว้างใหญ่ มีความลับ
มากมายหลับใหลซุกซ่อน… เฉกเช่นมหาสมุทร มนุษย์เรามีภูมิ
ความรู้ด้านท้องทะเลเพียงน้อยนิด สิ่งที่ตามนุษย์เห็นมีแค่เกาะ
เหนือผิวน้ำรวมถึงคลื่นทะเลบนพื้นผิว แต่อีกหลายส่วนที่มองไม่
เห็นนั้นอยู่ลึกลงไปในใต้ทะเลไร้ก้นบึ้ง… ท้องทะเลเปรียบได้
กับห้วงมิติจิตของมนุษย์ เพราะนอกจากเกาะแล้ว ยังมีส่วนใต้
ทะเลรวมถึงท้องฟั้าอันกว้างใหญ่ให้ความลับเข้าไปซุกซ่อน คุณ
คือเจ้าของห้วงมิติจิตแห่งนี้ นอกจากเกาะซึ่งเป็นพื้นผิว คุณยัง
ทราบถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในท้องทะเลลึกของตัวเอง… ทุกสิ่งที่
เคยมีตัวตนอยู่ หากถูกลบเลือนหายไปอย่างกะทันหัน มันจะทิ้ง
ร่องรอยไว้เสมอ… หมู่เกาะบนผิวทะเลอาจถูกลบเลือนหายไป
ก็จริง แต่หลักฐานการมีอยู่ของมันจะต้องหลงเหลือใต้ทะเลลึก
แน่…”
ดาลี่ย์พยายามสะกดจิตไคลน์อย่างต่อเนื่อง
ภายในห้วงมิติจิตของไคลน์ สายลมและเงาดำเริ่มก่อตัวเป็น
ดวงจิตเหนือมหาสมุทรอันว่างเปล่า-จิตของดาลี่ย์ เธอรอให้
ไคลน์เปิดเผยความลับใต้มหาสมุทรออกมา
แน่นอน ไคลน์ย่อมมองเห็นภาพรวมท้องทะเลจิต รวมถึงจิต
ของดาลี่ย์ที่แอบจับจากมองจากท้องฟั้า
หลังจากครุ่นคิด ไคลน์ได้แสร้ง ‘กวน’ คลื่นทะเลเป็น
ระยะเพื่อทำทีกำลังค้นหาคำตอบให้หล่อน
เวลาผ่านอีกไปพักใหญ่ ไคลน์ในโลกจริงเริ่มเปล่งเสียงแหบ
พร่าและเบาบาง
“ผม… จำอะไรไม่ได้เลย… ลืม… หมดแล้ว…”
สีหน้าไคลน์·โมเร็ตติกำลังเจ็บแปลบพอประมาณ
ดาลี่ย์ยังคงพยายามสะกดจิตนำพาไคลน์ให้เข้าถึงความลับ
อีกหลายครั้ง
แต่แน่นอน ไคลน์ที่สติครบถ้วนไม่มีทางเผยความลับสำคัญ
ของตัวเอง
…
“พวกเราพอแค่นี้ก่อน คุณออกไปได้”
“ออกไปได้”
“ออกไปได้…”
เสียงดาลี่ย์ดังกังวานในห้วงจิตไคลน์หลายครั้งก่อนสลายไป
สายลมและเงาดำที่หมุนวนเหนือทะเลเริ่มสงบนิ่ง…
กลิ่นหอมดอกไม้และไวน์โชยเตะจมูกไคลน์อย่างเด่นชัดอีก
ครั้ง
สีสันในการมองเห็นกลับเป็นปรกติ ภาพที่เคยพร่ามัว
กลับมาคมชัด ร่างไคลน์สั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะได้สมดุลตัวเอง
กลับมา
มันลืมตาที่ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน
สิ่งแรกที่ปรากฏในการมองเห็น เปลวเพลิงเทียนไขสีน้ำเงิน
เข้มสว่างวูบวาบ ดันน์·สมิทยังคงนั่งฝังตรงข้ามด้วยท่าทีผ่อน
คลาย เฉกเช่นผู้สื่อวิญญาณดาลี่ย์ในชุดคลุมสีดำ
“ทำไมคุณถึงเลือกใช้วิธีสุดพิสดารของ ‘สมาคมแปร
จิต’?”
ดันน์ขมวดคิ้วขณะถามดาลี่ย์
เธอตอบกลับขณะเก็บขวดเล็กสองใบเข้ากระเปั๋าบริเวณเอว
“วิธีนี้ดีที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงจากหลักฐานและ
พยานแวดล้อมที่เรามี…”
ไม่รอคำตอบจากดันน์ ดาลีย์กล่าวต่อ
“เจ้าพวกบ้านี่ฉลาดเป็นกรด ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้
เลย”
เมื่อได้ยินบทสนทนา ไคลน์โล่งใจไปหลายส่วน ราวกับยก
ภูเขาออกจากอก ก่อนจะเปล่งเสียงถามด้วยสีหน้าสุดเสแสร้ง
“จบแล้วหรือครับ? เกิดอะไรขึ้น? ผมรู้สึกเหมือนกับหลับ
ไปงีบใหญ่…”
จะเนียนรึเปล่า?
ต้องใช่แน่
ขอขอบคุณ ‘พิธีเปลี่ยนดวงชะตา’ ที่มอบภูมิคุ้นกันให้
ล่วงหน้า!
“คิดว่าเป็นแบบนั้นก็แล้วกัน”
ดันน์เบรกบทสนทนาของไคลน์ ก่อนจะหันไปถามดาลี่ย์
“ผลการตรวจสอบศพเวิร์ชกับนาย่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ศพจะบอกสาเหตุการตายได้ละเอียดแม่นยำมาก น่า
เสียดายที่ต้องระบุว่า เวิร์ชและนาย่าเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย
ไม่ผิดแน่ ดังนั้น อำนาจภายนอกเดียวที่คุกคามจิตใจพวกเขาได้
คือความหวาดกลัวในระดับเหนือจินตนาการ… แต่ร่องรอย
ดังกล่าวก็ถูกลบออกไปโดยสมบูรณ์เช่นกัน”
ดาลี่ย์ลุกยืนพลางชี้ปลายนิ้วไปยังเทียนไข
เธอกล่าวต่อ
“ฉันขอพักผ่อนก่อน”
เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มพลันดับมอด บ้านทั้งหลังถูก
บรรยากาศอึมครึมสีแดงฉานปกคลุมแทนที่
…
“ขอแสดงความยินดี คุณมีสิทธิ์กลับไปใช้ชีวิตแบบปรกติ
แล้ว แต่ผมต้องขอร้องหนึ่งเรื่อง ห้ามเล่ารายละเอียดของคดีให้
ใครฟังเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทขนาดไหนก็ตาม คุณต้อง
สัญญากับผมก่อน”
ดันน์กล่าวขณะพาไคลน์เดินมาหน้าประตู
ไคลน์ถามกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่ตรวจสอบคำสาปหรือวิญญาณร้ายที่อาจสิงร่างผม
หรือ?”
“ถ้าดาลี่ย์ไม่พูดถึงมัน ก็แปลว่าไม่จำเป็น”
ดันน์ตอบเรียบง่าย
ไคลน์สงบใจลงเล็กน้อย แต่ก็เกิดความกังวลใหม่แทน
“แล้วผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าตัวเองปลอดภัยโดยสมบูรณ์
แล้ว?”
“ไม่ต้องคิดมาก”
มุมปากดันน์กระตุกเล็กน้อย
“จากสถิติที่ผ่านมา เหยื่อกว่า 80% จะกลับไปใช้ชีวิตได้
ตามปรกติ ปราศจากผลข้างเคียงด้านลบหรือพลังลึกลับ แต่นั่น
เป็นเพียงสถิติจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม อาจมากกว่า
หรือน้อยกว่านี้เล็กน้อย”
“หมายความว่า… เหยื่อเคราะห์ร้ายมีถึงหนึ่งในห้าเลย
สินะ”
ไคลน์ไม่กล้าเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงกับอัตราความซวยที่สูง
ขนาดนั้น
“ถ้าคุณไม่สบายใจ สามารถเข้าทำงานกับหน่วยเหยี่ยว
ราตรีได้ในฐานะเจ้าหน้าที่พลเรือน หากมีเหตุการณ์ไม่ชอบมา
พากล พวกเราสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที”
ดันน์กล่าวขณะเดินไปยังรถม้า
“หรือไม่ คุณก็กลายเป็นผู้วิเศษและคอยดูแลตัวเอง…
เหยี่ยวราตรีของเราไม่ใช้สำนักงานพี่เลี้ยงเด็ก จะให้จับตามอง
พฤติกรรมคุณทุกฝีก้าวไม่ได้หรอกนะ โดยเฉพาะช่วงเวลาสุดเร่า
ร้อนระหว่างคุณกับสุภาพสตรี”
“ผมเป็นผู้วิเศษได้หรือ?”
ไคลน์ถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
แน่นอนมันไม่คาดหวังสักเท่าไร เพราะหน่วยลับอย่าง
เหยี่ยวราตรี รวมถึงการเป็นผู้วิเศษ คงไม่เข้าถึงได้ง่ายขนาดนั้น
แน่
ผู้วิเศษเชียวนะ!
ดันน์หยุดเดินพร้อมกับหันหน้ามองไคลน์
“ใช่ว่าเป็นไม่ได้… ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
…อะไรนะ?
ถ้อยคำจากปากดันน์ทำให้ไคลน์ต้องทึ่ง มันยืนเหม่อลอย
ข้างรถม้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปถามย้ำ
“จริงหรือ? ผมเนี่ยนะ?”
ล้อกันเล่นรึเปล่า?
การเป็นผู้วิเศษง่ายดายขนาดนี้เชียว?
ดันน์อมยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาสีเทาหม่นยังคงสุขุมภายใต้เงา
ความมืดข้างรถม้า
“ไม่เชื่องั้นหรือ? แต่ขอเตือนไว้ก่อน การเป็นเหยี่ยวราตรี
ต้องเสียสละมากกว่าที่คุณคิด อันดับแรกเลยคืออิสรภาพ ถึงคุณ
จะยังไม่ตกลง แต่ผมจะเล่าให้ฟังอย่างคราวก่อน ประการแรก
คุณไม่ได้เข้าร่วมโบสถ์ในฐานะนักบวชหรือสาวก หรืออีกนัย
หนึ่ง พลังที่คุณต้องการจะมาถึงได้ยากกว่าสมาชิกปรกติ”
“และประการที่สอง…”
ดันน์เอื้อมแขนเกาะที่จับรถม้า ก่อนจะดึงตัวเองเข้าไปด้าน
ในห้องโดยสาร
มันกล่าวต่อ
“จากบรรดาคดีมากมายที่พวกเราเหยี่ยวราตรี หน่วยทูต
พิพากษา และหน่วยจิตแห่งจักรกลต้องสะสาง เกินกว่าหนึ่งในสี่
เกี่ยวข้องกับอาการ ‘คลุ้มคลั่ง’ ของผู้วิเศษ”
หนึ่งในสี่… ผู้วิเศษคลุ้มคลั่ง?
ไคลน์ขมวดคิ้วตั้งใจฟัง
ทันใดนั้น ดันน์หันกลับมาจ้องไคลน์ด้วยแววตาแสนเศร้า
หมอง รอยยิ้มเลือนหายจากใบหน้าโดยสมบูรณ์
“จากจำนวนดังกล่าว… มีไม่น้อยที่เกิดกับพวกพ้องคน
สำคัญ”