ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 175 สมมติฐาน
…ลาเนวุส?
อาชญากรคดีฉ้อโกงเงินมหาศาลรวมถึงหลอกลวงมี
เพศสัมพันธ์กับเด็กสาว?
เมื่อตระหนักว่าไอ้บัดซบนั่นมีเอี่ยวกับยูเก็นจากสมาคมแปร
จิต ไคลน์พลันยืนตัวแข็งที่อไปพักใหญ่
…ไม่ใช่อะไร ชายหนุ่มกำลังนึกถึงมูลค่ามหาศาลซึ่งมา
พร้อมกับชื่อลาเนวุส หมอนั่นเป็นคนร้ายฉ้อโกงและหอบเงินติด
ตัวไปมากกว่าหนึ่งหมื่นปอนด์!
เบาะแสเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้ได้รับรางวัลนำจับมูลค่าสิบ
ปอนด์ และหากเบาะแสนำไปสู่การจับกุมตัว เงินรางวัลจะไม่ต่ำ
กว่าหนึ่งร้อยปอนด์แน่นอน
แถมมันยังเป็นไอ้ขยะหลอกใช้ร่างกายของหญิงสาวน่ารักไร้
เดียงสา
เมื่อตระหนักว่าลาเนวุสมีส่วนเกี่ยวข้องกับยูเก็นจนถึงขั้น
แวะเวียนมาเยี่ยมสามหน สิ่งนี้หมายถึงมันอาจเข้าร่วมเครือข่าย
ผู้วิเศษ
…หรือไม่ก็เป็นผู้วิเศษเสียเอง
ทันใดนั้น ชื่อโอสถชนิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว
…ลำดับ 8 นักต้มตุ๋น! ผู้วิเศษเส้นทางนี้จะเกิดความสุข
เป็นล้นพ้นเมื่อได้หลอกลวงผู้อื่น
…เป็นไปได้มากทีเดียว ไคลน์ผงกศีรษะพลางครุ่นคิด
ก่อนควบคุมมัดกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก
“แล้วลาเนวุสเข้าพบมิสเตอร์ยูเก็นครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”
“ต้นเดือนกรกฎาคม ถ้าต้องการวันเวลาอย่างละเอียด
ผมคงต้องกลับไปค้นประวัติของโรงพยาบาลก่อน”
ดักซ์เตอร์มอบคำตอบหลังจากครุ่นคิด
คดีฉ้อโกงของลาเนวุสยังไม่ถูกเปิดโปงในช่วงเดือน
กรกฎาคม ไม่แปลกหากจะยังอยู่ภายในทิงเก็น
ไคลน์ถามต่อ
“แล้วมิสเตอร์ยูเก็นพูดถึงเขาบ่อยไหม?”
“ไม่ค่อย คุณคงทราบอยู่แล้ว ผู้วิเศษลำดับ 7 อย่างนัก
จิตบำบัดจะไม่เผยข้อมูลโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ทุกคำบอกเล่า
ล้วนถูกกลั่นกรองถี่ถ้วน หรือก็คือ คนเหล่านี้ไม่บอกความลับ
นอกจากจะหวังผลประโยชน์บางสิ่ง ผมโชคดีมากกับการได้
ข้อมูลโอสถนักอ่านใจก่อนชายคนนั้นเสียสติ …ว่าแต่ สรุปแล้ว
สูตรโอสถดังกล่าวเป็นของจริงไหม?”
ไคลน์อมยิ้ม
“ของจริง คุณสามารถปรุงตามสูตรได้ทันทีเมื่อดูดซึมพลัง
ของโอสถเก่าเสร็จ และหากทางสมาคมแปรจิตไม่จัดหาวัตถุดิบ
ให้ ทางเรายินดีช่วยเหลือ …แล้วช่วงนี้ร่างกายคุณเป็นอย่างไร
บ้าง?”
“ไม่เลว หากไม่นับเรื่องมิสเตอร์ยูเก็น ผมค่อนข้างผ่อน
คลาย ไม่ปรากฏอาการสองบุคลิกอีกแล้ว ข้อมูลของคุณมีค่า
มาก”
ดักซ์เตอร์เล่าอย่างซาบซึ้ง
ไคลน์แสร้งอวดโอ่เช่นเคย
“แน่นอนอยู่แล้ว กลับมาเรื่องเดิมอีกครั้ง ในเมื่อคุณบอก
ว่านักจิตบำบัดจะไม่เปิดเผยความลับนอกจากหวังผลประโยชน์
แล้วเหตุใดเขาถึงยอมบอกคุณว่า ‘เอล’ คือลาเนวุส หมอนั่น
หวังอะไรจากคุณ หรือกำลังเตือน หรือกำลังบอกใบ้อะไรบาง
สิ่ง?”
ดักซ์เตอร์ผงะชั่วครู่ ก่อนขมวดคิ้ว
“แปลกจริงด้วย ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน …
นอกเหนือจากชื่อจริง มิสเตอร์ยูเก็นก็ไม่ได้พูดเรื่องอื่นอีก …
หรือเขาต้องการให้ผมทราบชื่อลาเนวุสเพื่อแจ้งเบาะแสไปยัง
เบื้องบนของสมาคมแปรจิต นี่เขากำลังขอความช่วยเหลือจาก
ผมทางอ้อมหรือ? ว่ากันตามตรง ปฏิกิริยาของสมาคมแปรจิตก็
ค่อนข้างประหลาด เมื่อผมแจ้งไปว่ามิสเตอร์ยูเก็นเสียสติ ทาง
สมาคมส่งใครบางคนมาพูดคุยเพื่อสอบถามข้อมูลก็จริง แต่
หลังจากนั้นกลับเงียบหายไปและไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม …
หมายความว่าพวกเขาพบเบาะแสบางสิ่งแล้วใช่ไหม?”
“เป็นไปได้”
ไคลน์หยิบกระสุนปราบมารออกมาบรรจุในรังโม่ ก่อนตบ
กลับพร้อมกับยกมือขึ้นเล็งเปั้าซ้อม
“หากคิดตามสมมติฐานนี้ มิสเตอร์ยูเก็นต้องรู้ตัวนานแล้ว
ว่าเขาใกล้วิกลจริตหรือไม่ก็เสียชีวิต …โดยมีความเกี่ยวข้องกับ
ลาเนวุส? แต่ถ้าคาดเดาได้ล่วงหน้า เหตุใดเขาถึงไม่ติดต่อเบื้อง
บนของสมาคมแปรจิตโดยตรง?”
สีหน้าดักซ์เตอร์เริ่มขบคิด
“น่าเสียดาย เขาเสียสติโดยสมบูรณ์ จึงไม่หลงเหลือวิธี
พูดคุยหรือสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ”
“…อาจจะเป็น มีบางสิ่งล่อตาล่อใจจนชายคนนั้นยอม
มองข้ามความเสี่ยง”
ไคลน์ลองคาดเดาบ้าง
ขณะเดียวกันก็นึกเสียดาย ยูเก็นกลายเป็นผู้ปั่วยจิตเวชโดย
สมบูรณ์แล้ว เบาะแสเพิ่มจึงอันตรธานหายไปกับสายลม
…เฮ่อ
ในโลกผู้วิเศษ คนตายยังมีประโยชน์กว่าคนบ้า ไคลน์
สามารถใช้พิธีกรรมสื่อวิญญาณเพื่อสอบปากคำคนตาย แต่กับ
คนบ้าแล้วไม่ใช่
…เดี๋ยวนะ
มาดามดาลีย์เคยพยายามใช้พิธีกรรมสืบค้นความทรงจำของ
เราไม่ใช่หรือ? และหัวหน้าได้ตำหนิว่า เธอแอบใช้เทคนิคนอก
รีตของสมาคมแปรจิต
หรือก็คือ พิธีกรรมเวทมนตร์สามารถคุยกับวิญญาณของคน
เป็นได้ และสามารถสะกดจิตให้ย้อนนึกความทรงจำตัวเอง
…แต่ก็ไม่แน่ว่าดวงวิญญาณของยูเก็นจะยังพูดคุยรู้เรื่อง
เหมือนกับมนุษย์ปรกติไหม
โชคไม่ดีนัก ตนไม่ใช่ผู้วิเศษเส้นทางด้านพิธีกรรมหรือผู้สื่อ
วิญญาณโดยตรง เกินขอบเขตความสามารถปัจจุบันไป
พอสมควร
คงต้องเขียนจดหมายหามาดามดาลีย์ เผื่อเธอจะมี
คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้
และหากต้องถึงมือเธอเท่านั้น คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก
ให้หัวหน้าส่งโทรเลขไปยังมุขมณฑลเขตเบคลันด์เพื่อยืมตัวมา
ทำภารกิจพิเศษ
…กำลังหาโอกาสใช้งาน ‘ผู้ส่งสาร’ ของมาดามดาลีย์
อยู่พอดี
ขณะความคิดหลากหลายล่องลอยในหัว ชายหนุ่มตัดสินใจ
สรุปผล ตนต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อน
ในเวลาเดียวกัน ดักซ์เตอร์พยักหน้าเห็นด้วยกับสมมติฐาน
ของไคลน์
“ความโลภมักทำให้คนตาบอดเสมอ แม้จะทราบว่าเบื้อง
ล่างของหุบเหวคือสิ่งใด แต่ก็ยังเดินเข้าใกล้ขอบผาเพื่อหวังก้ม
ลงไปมอง”
สุภาษิตจีนเรียกคนแบบนี้ว่า ‘พวกเสียสติพยายามทดสอบ
ขีดจำกัดโชคชะตา’
ไคลน์พึมพำ
“พยายามรักษาเขาอย่างเต็มความสามารถ หลักการก็คือ
หาทางทำให้สติกลับมาชั่วขณะและรีดเบาะแส แล้วก็ไม่ต้องเก็บ
ซ่อนความกังวล พยายามโวยวายกับเบื้องบนของสมาคมแปร
จิตเข้าไว้ กดดันพวกเขาให้มาก นั่นคือท่าทีตอบสนอง
สมเหตุสมผล”
ดักซ์เตอร์พยักหน้ารับ
“ผมจะพยายาม”
ไคลน์เว้นวรรคสักพัก ก่อนจะถามหลังจากไตร่ตรองหลาย
วินาที่
“ในระยะหลัง ร่างกายของยูเก็นมีความผิดปรกติทาง
กายภาพหรือไม่ เช่นมีเกล็ดบางผุดขึ้นตามผิวหนัง”
ใกล้วิกลจริต
วิกลจริตสมบูรณ์
คลุ้มคลั่ง
นี่คือสามระดับความผิดปรกติของผู้วิเศษ
อาการเบาสุดคืออุปนิสัยเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นคนใหม่ แต่
ความคิดและการกระทำยังเป็นเหตุเป็นผล นี่คือใกล้วิกลจริต
ส่วนวิกลจริตสมบูรณ์หมายถึง บุคคลดังกล่าวไม่หลงเหลือ
เหตุและผลอีกแล้ว กลายเป็นคนบ้าจนมิอาจพูดคุยรู้เรื่อง
ส่วนพวกเกินเยียวยา สูญเสียความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง
และเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ประหลาด กลุ่มนี้คือ ‘คลุ้มคลั่ง’
ในบางครั้ง หากต้นตอของปัญหายังไม่ถูกสะสาง ‘วิกลจริต
สมบูรณ์’ สามารถวิวัฒนาการกลายเป็น ‘คลุ้มคลั่ง’ ได้ใน
อัตราความเสี่ยงสูง
จากสถานการณ์ก่อนหน้า เพื่อมิให้ข้อมูลของสายข่าว
รั่วไหล ดันน์จึงสั่งให้เหยี่ยวราตรีอย่าเพิ่งเข้าประชิดตัวยูเก็น แต่
เลือกใช้วิธีเฝั้าจับตามองแทน เพื่อให้มั่นใจว่าหมอนั่นจะไม่เกิด
คลุ้มคลั่งและอาละวาดทำร้ายคนไข้อื่น อย่างไรก็ตาม หากเกิด
กรณีฉุกเฉินจริง ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเข้ายับยั้งเหตุการณ์
ดักซ์เตอร์ส่ายศีรษะพลางยิ้มจืดชืด
“ยังไม่มีครับ ไม่ต้องห่วง ผมเองก็กังวลว่ามิสเตอร์ยูเก็น
จะคลุ้มคลั่ง จึงเฝั้าจับตามองลักษณะทางกายภาพเป็นพิเศษ
ผมมีโอกาสใกล้ชิดเขามากถึงสัปดาห์ละหกวัน”
หลังจากแลกเปลี่ยนข่าวสารอีกเล็กน้อย ทั้งสองทยอยแยก
ย้ายออกจากลู่ซ้อมยิงโดยทิ้งระยะห่างกันสิบกว่านาที่
ไคลน์ต้องพยายามเอาชนะความง่วงนอนขณะโดยสารรถม้า
สาธารณะกลับถนนดารารัตน์
เมื่อเปิดประตูบ้าน มันเห็นน้องสาวกำลังนั่งบนโซฟา แต่เธอ
ไม่ได้อ่านหนังสือหรือเล่นกับชิ้นส่วนเครื่องจักรตามปรกติ
สายตากำลังเหม่อลอยคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง
กรามซ้ายถูกกระทบทันที่ มันเปิดเนตรวิญญาณพลาง
ซักถามด้วยสีหน้างุนงง
“เมลิสซ่า เกิดอะไรขึ้น?”
สุขภาพของเธอดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเนื่องจากได้รับ
สารอาหารครบถ้วนเพียงพอ
เมลิสซ่าได้สติกลับมาพร้อมกับกัดริมฝีปากจนเกิดเสียง
กรอด สายตาเหลือบมองเข้าไปในครัวซึ่งใครบางคนกำลังล้าง
จานเสียงดัง
“เบลล่าแนะนำสูตรอาหารของครอบครัวเธอ พร้อมกับ
ยืนยันว่ามันอร่อยมาก จึงลองทำให้พวกเราทานเมื่อเช้า”
“สูตรไหน?” ไคลน์เริ่มสัมผัสถึงลางร้าย
“นำอาหารเหลือค้างคืนทั้งหมดใส่ลงในหม้อและเติมน้ำ
…รวมถึงขนมปัง”
เมลิสซ่าเปล่งเสียงแผ่วเบา
น…นี่มัน สูตรต้มจับฉ่าย แต่ใส่ขนมปังลงไปด้วยเนี่ยนะ?
ไคลน์นำมือลูบหน้าผาก
“แล้วผลลัพธ์?”
“พวกเราไม่ควรนำอาหารมาทำแบบนี้”
เมลิสซ่ากัดริมฝีปากเค้นเสียงตอบ
…น้องสาว ชีวิตมันเพิ่งเริ่ม ไคลน์พยายามระงับอารมณ์
ขันพลางเอ่ยปากถาม
“แล้วเบ็นสันอยู่ไหน?”
“ในห้องน้ำ”
เมลิสซ่าตอบเสียงห้วน แต่ดวงตาเริ่มปรากฏความแวววาว
ให้เห็น
ขณะเดียวกัน เสียงชักโครกดังจากห้องน้ำ พร้อมกับร่างเบ็น
สันถือม้วนหนังสือพิมพ์เดินออกมา
“ไคลน์น้องรัก พี่ชายแสนดีคนนี้แบ่งอาหารเช้าไว้ให้แล้ว
จะกินเลยไหม?”
“ไม่ดีกว่า กินมาแล้ว” ไคลน์ส่ายหัว
มันรอดตัวหวุดหวิด เนื่องจากเมื่อเช้าออกเวรประตูยา
นิสพอดี จึงฝากโรแซนซื้ออาหารเตรียมไว้ให้
…เทพธิดาจงเจริญ ไคลน์กลายเป็นบุคคลนับถือศาสนา
เต็มตัว
“น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นนายจะได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ
ทักษะทำอาหารของฉัน และยอมรับสักทีว่ามันไม่ได้ห่วยแตก
ขนาดนั้น”
เบ็นสันกล่าวอย่างภูมิใจ
ขณะเดียวกัน เมลิสซ่าสังเกตเห็นบางสิ่ง เธอชำเลืองไคลน์
พร้อมซักถาม
“ทำไมถึงกลับมาช้า”
…น้องสาว ชีวิตของเธอเคร่งเครียดเกินไปไหม? หรือกำลัง
เล่นบทคุณแม่?
ไม่ต้องเป็นห่วงพี่ชายขนาดนั้นก็ได้ ผ่อนคลายลงสักนิดจะดี
มาก
ไคลน์อมยิ้ม
“ฉันมีข่าวดี”
“นายผ่านการทดสอบจากกรมตำรวจและได้รับค่าแรง
เพิ่มจากปรกติ?”
เมลิสซ่าตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
ฝังเบ็นสันอมยิ้มพลางพยักหน้า
“…”
ไคลน์ถึงกับใบ้กิน มันถอดหมวกออกพร้อมกับเดินเข้าไปใน
ห้องนั่งเล่น
“ไม่เหลือช่องว่างให้ทำเซอร์ไพรส์เลยหรือ”
ก่อนจะกระแอมแห้ง
“ถูกต้อง เงินเดือนของฉันเพิ่มขึ้นจากเดิมสองเท่า”
มันไม่ได้บอกเกี่ยวกับสี่ปอนด์หลังสุด เนื่องจากยังต้องแอบ
เก็บเงินซื้อของส่วนตัว สถานการณ์ปัจจุบันคงไม่เหมาะกับการ
นำสามร้อยปอนด์ของมิสจัสติสออกมาใช้
…แค่เล่าว่าค่าจ้างเพิ่มขึ้นสองเท่าก็มากพอจะทำให้พี่ชาย
น้องสาวอ้าปากค้างแล้ว
“หกปอนด์?” เมลิสซ่าอุทานตกตะลึง
“สงสัยฉันต้องรีบเปลี่ยนงานแล้ว”
เบ็นสันใช้มือลูบไล้เส้นผมบนหน้าผากซึ่งค่อนข้างเถิก
จากข้อมูลของไคลน์เกี่ยวกับการสอบบรรจุข้าราชการ มัน
ทุ่มเทกับการอ่านหนังสืออย่างมากในระยะหลัง
โดยไม่เปิดโอกาสให้ไคลน์พูด เมลิสซ่ากล่าวต่อด้วยน้ำเสียง
ผ่อนคลาย
“ในกรณีนี้ หากหักจากภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว เงิน
ออมของนายในอีกสองสามปีถัดไปจะอยู่ในระดับมั่นคง เหมาะ
แก่การสมรสมีภรรยา …อลิซาเบธเป็นคนบอกฉันเกี่ยวกับ
มาตรฐานนี้”
“…” ไคลน์ใบ้กินอีกครั้ง ก่อนจะติดตลก
“นั่นมันเรื่องของอนาคต ตามหลักสากลแล้ว เมื่อค่าแรง
เพิ่มก็ต้องฉลอง! ฉันขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า นับแต่นี้ไป
ครอบครัวโมเร็ตติจะทานขนมปังข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลัก! และ
หากภาระงานของฉันลดลงเมื่อไร เราต้องออกไปทานของอร่อย
นอกบ้านบ่อยครั้งขึ้น!”
เมลิสซ่ามองไคลน์ด้วยหางตา ก่อนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ประโยคเมื่อครู่
“เบ็นสันกับฉันกำลังจะไปมิสซา นายจะไปวิหารพระแม่
เซเลน่าด้วยกันไหม?”
ไม่ต้องห่วง ฉันเข้าใกล้เทพธิดาเกือบทุกวัน
ไคลน์นึกขบขันในใจ
“ไม่ไหว ง่วงนอนจะตายอยู่แล้ว”
…
มันหลับเป็นตายจนกระทั่งเที่ยงครึ่ง ก่อนจะถูกปลุกมาทาน
อาหารกลางวันพร้อมเบ็นสันและเมลิสซ่า จากนั้นเป็นการเช่า
รถม้าตระเวนหาปล่องไฟแดง
เมื่อเข้าสู่ยามดึก ชายหนุ่มเตรียมผนึกห้องด้วยกำแพง
วิญญาณเพื่อทดสอบพิธีกรรมอัญเชิญผู้ส่งสารของมาดามดาลีย์