ราชันเร้นลับ Lord of the Mysteries - บทที่ 212 ผู้เคียดแค้น
ณ ใจกลางดินแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรโลเอ็น สาย
ลมเหน็บหนาวได้พัดผ่านสุสานกว้างใหญ่และเงียบสงัด
บรรยากาศรอบสุสานราฟาเอลกำลังอึมครึมหม่นหมอง
อากาศเย็นเฉียบจับใจได้กระตุ้นให้ไคลน์ตื่นจากภวังค์
มันเผยรอยยิ้มคร่ำครวญ
“ยังหลงเหลือความลับของการเดินทางข้ามโลกอยู่
สินะ…แต่ดูเหมือนพลังคืนชีพจะใช้ได้อีกไม่เกินสองถึงสาม
ครั้ง…และถ้าถูกสับละเอียดหรือปั่นจนร่างแหลก ไม่มีสิ่งใด
รับประกันว่าเราจะสามารถคืนชีพกลับมาได้อีก…”
……..
หลังจากผ่านไปครึ่งนาที่ ไคลน์ตัดสินใจติดกระดุมเครื่อง
แต่งกายกลับ มันเพิ่งสังเกตว่าตนกำลังอยู่ในชุดทักซิโด้ตัวใหม่
ล่าสุดมีคราบดินสีน้ำตาลเปรอะเปือนประปราย
‘เบ็นสันและเมลิสซ่าคงไม่เคยถือเงินจำนวนมากมา
ก่อน…’
ไคลน์ครุ่นคิดกับตัวเอง
จากนั้นก็ใช้แขนข้างหนึ่งส่งพลังกระโดดม้วนตัว และลงจอด
ในท่ายืนได้ง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าพลังโอสถตัวตลกยังอยู่
ครบถ้วน
‘สุดยอดพี่ชาย สุดยอดน้องชาย สุดยอดเพื่อน
ร่วมงาน…’
ไคลน์ยืนอ่านคำจารึกบนปั้ายหลุมศพ
มันรู้สึกแน่นหน้าอกฉับพลัน เนื่องจากเพิ่งตระหนักว่าเบ็น
สันและเมลิสซ่าต้องเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงใด
‘คงเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้เห็นหัวหน้าเสียชีวิตไปต่อหน้า
ต่อตา…’
ชายหนุ่มถอนหายใจพลางเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะนั่งยอง
เพื่อปิดฝาโลงศพให้สนิท
ความคิดในหัวไคลน์ยังคงกระจัดกระจาย แต่มันทราบดี สิ่ง
สำคัญตอนนี้คือการรีบเก็บกวาดความผิดปกติของหลุมศพ เผื่อ
ว่ามีใครบังเอิญผ่านมาเห็นเข้า
ถึงจะเป็นโลกของผู้วิเศษ แต่เรื่องเหนือสามัญสำนึกอย่าง
การคืนชีพคงไม่ปกติสักเท่าไร แถมยังเป็นกรณีหัวใจถูกทำลาย
หากเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา หรือจิตแห่งจักรกลทราบข่าว
การคืนชีพ รับรองได้เลยว่าชะตาชีวิตมันคงหลีกหนีไม่พ้นความ
ยุ่งเหยิง
ถ้าเป็นโลกเก่า ไคลน์สามารถหลอกให้ผู้คนเชื่อว่าตนได้รับ
พรจากพระเจ้า เป็นมนุษย์ผู้ถูกเลือกโดยพระองค์ ทักษะการ
โกหกหน้าตายของมันอยู่ระดับเดียวกับผู้วิเศษนักต้มตุ๋น
อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวใช้ไม่ได้กับโลกปัจจุบัน
ดินแดนแห่งนี้มีเทพตัวจริงสถิตชัดเจน แถมยังคอยตอบสนอง
พิธีกรรมของสาวกเป็นครั้งคราว!
ไคลน์รีบนำดินกลบโลงศพจนมิดชิด จากนั้นก็เลื่อนแผ่นหิน
กลับคืนตำแหน่งเดิม ตามด้วยการใช้มือปัดเศษดินขณะลุกยืน
ฉากตรงหน้าไม่แปลกประหลาดอีกต่อไป ตนเหมือนกับ
ชาวบ้านธรรมดาผู้เดินทางมาสักการะศพยามค่ำคืน สิ่งแปลก
ประหลาดจุดเดียวคงเป็น รูปโฉมของมันดันตรงกับภาพหน้า
หลุมศพทุกประการ
ขณะขุดดินกลบเมื่อครู่ สัมผัสวิญญาณของไคลน์ได้พบ
นกหวีดทองแดงอะซิกถูกฝังรวมอยู่ด้วย จึงรีบขุดออกมาทำ
ความสะอาด
อย่างไรก็ตามไคลน์ยังไม่มีแผนอัญเชิญผู้ส่งสารตอนนี้ มัน
ตัดสินใจประเมินสถานการณ์รอบตัวไปอีกสักพัก
เมื่อยกแขนซ้ายขึ้นมาสำรวจ ชายหนุ่มพบจี้บุษราคัมยังคง
ผูกติดอยู่กับโซ่เงินรอบข้อมือ
“กะทิ้งไว้ให้ศพดูต่างหน้าหรือไง”
ไคลน์ยิ้มแห้งพลางถอดโซ่เงิน ตามด้วยการกวาดสายตามอง
รอบตัวอย่างเคร่งขรึม
“หัวหน้าคงถูกฝังอยู่แถวนี้…”
หลังจากเดินหาสักพัก มันตัดสินใจใช้เทคนิคลูกตุ้มวิญญาณ
ค้นหาหลุมฝังศพดันน์
อาศัยแสงสลัวของจันทร์แดง ไคลน์เดินวนรอบสุสานราวสิบ
ห้านาที่ จนกระทั่งได้พบภาพถ่ายขาวดำของดันน์·สมิท
ใบหน้าอ่อนโยน หน้าผากกว้าง เส้นผมเริ่มเถิกล้าน นัยน์ตา
เทาเข้มลุ่มลึก ตรงตามรูปโฉมจริงของหัวหน้าเหยี่ยวราตรีทุก
ประการ
ใต้ภาพเป็นวันเดือนปีเกิด วันตาย และถ้อยคำจารึก
ผู้พิทักษ์ตัวจริง
สุดยอดมิตรแท้
สุดยอดหัวหน้าตลอดกาล
ไคลน์ยืนจ้องมองโดยไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน ดวงตาถูก
ของเหลวสีใสบดบังจนพร่ามัว ความรู้สึกในใจกำลังสับสนยุ่ง
เหยิง
คล้ายกับภาพเหตุการณ์ในวันนั้นถูกย้อนกลับมาฉายซ้ำ
ไคลน์เห็นดันน์กำลังจ้องมองมาทางตนพร้อมกับขยิบตาแผ่วเบา
ตามด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล
“พวกเราช่วยทิงเก็นไว้ได้”
‘หัวหน้า…’ ไคลน์ตะโกนสุดเสียงภายในหัวใจตัวเอง
มันยืนแน่นิ่งเช่นนั้นนานราวสามนาทีคล้ายกับรูปปันหิน
อ่อน ใบหน้าเผยรอยยิ้มขื่นขมพลางพึมพำ
“หัวหน้า ในวันนั้น สภาพจิตใจของคุณไม่สมบูรณ์ใช่
ไหม…คุณพูดจาเหลวไหลว่า จะนำลุงนีลล์เข้าไปอยู่ในความ
ฝันด้วยกันหากอีกฝั่ายไม่ได้ตายเพราะคลุ้มคลั่ง แต่เขาเป็นผู้
ส่องความลับส่วนคุณเป็นฝันร้าย มันคนละเส้นทาง คุณลืมใช่
ไหมว่าไม่สามารถกินตะกอนพลังของเขาได้ แถมยัง…คุณไม่
เคยถามเลยสักครั้งว่า ผมมีการโจมตีใดเป็นไพ่ตาย นั่นเพราะ
คุณลืม หรือเพราะเชื่อใจโดยไม่เคลือบแคลง…บางทีคุณอาจ
เดาได้ หลังจากผมนำสมบัติวิเศษออกจากประตูยานิส และระบุ
ว่ามันเหมาะสมกับเลียวนาร์ด คุณคงทราบทันทีว่าผมมีไพ่ตาย
ทรงพลังซ่อนอยู่ แต่คุณไม่เคยถามถึงมัน…”
เมื่อกล่าวจบไคลน์เว้นวรรคพลางถอนหายใจยาวด้วยสีหน้า
เจ็บปวด
“ผมเป็นตัวอะไรกันแน่…บางทีอาจเป็นเพียงวิญญาณ
ร้ายกลับมาบนโลกอีกครั้งโดยมีชีวิตเพียงเพื่อการแก้
แค้น…”
เมื่อพูดจบไคลน์เงียบงันเป็นเวลานานน้ำตาไหลเปียกสอง
ข้างแก้ม
จนกระทั่งมันแผดเสียงแผ่วเบาโดยพยายามยั้งไว้ในลำคอ
“หัวหน้า…ผมจะไม่มีวันลืมคุณ!”
ขณะใช้มือปาดน้ำตาและเช็ดน้ำมูก สายลมเย็นเฉียบพัด
ผ่านลำตัวอย่างอ่อนโยน
ไคลน์ยืนนิ่งหลายนาที่ ก่อนจะกวาดสายตามองรอบทิศ
และได้พบจุดมิดชิดสำหรับซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เมื่อแน่ใจว่าจะไม่ถูกใครรบกวน ชายหนุ่มรีบก้าวทวนเข็มสี่
ครั้งและส่งตัวเองขึ้นบนมิติสายหมอกสีเทา
ประการแรก มันต้องทราบว่าตนเสียชีวิตด้วยฝีมือของใคร
ไอ้ระยำหน้าไหนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมด!
‘ในเมื่อมันปรากฎตัวต่อหน้า เรามั่นใจว่าผลการทำนาย
สามารถบอกใบ้บางสิ่ง’
ไคลน์เม้มปากแน่น ฉากรอบตัวยังคงไม่เปลี่ยนไปจากปกติ
พระราชวังหรูหรารวมถึงโต๊ะทองแดงโบราณทรงยาว
มันนั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล
กระดาษหนังสีน้ำตาลอมเหลืองปรากฏตัวพร้อมกับ
ปากกาหมึกซึมสีแดง
ปัจจุบันร่างเนื้อบนโลกจริงไม่ได้ถูกปกปั้องมิดชิดเหมือนทุก
ครั้ง ไคลน์จึงต้องเร่งมือทำนายหาผลลัพธ์
“ฆาตกรสังหารเรา”
เมื่อท่องครบเจ็ดหน มันเอนหลังพิงเก้าอี้พนักสูงพลาง
หลับตา จิตถูกส่งเข้าภวังค์หลับใหลภายในเวลาอันสั้น ด้วย
ความช่วยเหลือจากภาวะเข้าฌาน
นิมิตฉากตรงหน้าเริ่มปรากฏ รองเท้าบูตคู่ใหม่ไม่คุ้นตา ฝั่า
มือสีขาวซีดผิดธรรมชาติ รวมถึงกล่องเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่า
ถูกหยิบขึ้นด้วยมือคู่เดียวกัน
ไคลน์เพ่งพินิจฉากนิมิตหน้าอย่างละเอียด มันมองเห็นชาย
วัยกลางคน ผมสั้นสีทองเข้ม สวมสูทตัวใหญ่กระดุมสองแถว
ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท ส่วนตาอีกข้างมีสีน้ำเงินเข้มจนเกือบ
ดำ ใบหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอยจนดูเหมือนรูปปันหินวิจิตร
งดงาม
ภาพนิมิตความฝันแตกละเอียดในลักษณะเศษกระจก ชาย
หนุ่มถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
มันขมวดคิ้วชนกันแน่น
เหตุใดตนถึงรู้สึกคุ้นเคยอีกฝั่าย?
ทันใดนั้นในฐานะนักทำนาย ไคลน์พลันตระหนักถึงเหตุผล
ของความคุ้นเคย
ตนเคยเห็นใบหน้าเช่นนี้ในประกาศจับของเหยี่ยวราตรี!
หมายความว่า ฆาตกรคืออินซ์·แซงวิลล์ อดีตอาร์คบิช
อปแห่งโบสถ์รัตติกาล ผู้ขโมยสมบัติวิเศษ 0-08 ติดมือไป ได้ยิน
ว่าล้มเหลวในการเลื่อนลำดับถัดจาก ‘ผู้เฝั้าประตู’
“เป็นหมอนี่เองหรือ”
ภาพเหตุการณ์มากมายจากอดีต ย้อนกลับมาฉายซ้ำใน
สมองไคลน์ จนกระทั่งถึงฉากสุดท้ายก่อนภาพตัด อินซ์·แซง
วิลล์ก้มตัวหยิบกล่องบรรจุเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่า
กึกๆๆ..
ขณะใช้ความคิด ไคลน์ใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดง
ตามนิสัย หลายสิ่งถูกปะติดปะต่อในหัวอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้าบอกว่า หากผู้วิเศษเสียชีวิตตามปกติศพจะเหลือทิ้ง
ตะกอนพลังเอาไว้ ตะกอนพลังมีค่าเทียบเท่าโอสถ เพียงแต่ยัง
ขาดวัตถุดิบเสริมเพียงเล็กน้อย หรือก็คือหากใครทราบสูตรผลิต
โอสถอย่างละเอียดจนรู้ถึงวัตถุดิบเสริม ก็จะปรุงโอสถดังกล่าว
ร่วมกับซากศพได้ทันที่ แน่นอนผู้วิเศษไม่สามารถเลื่อนลำดับ
แบบข้ามหลายขั้นได้ ผลลัพธ์มีเพียงภาวะคลุ้มคลั่งหรือเสียสติ
รออยู่ ถ้าจำไม่ผิดผู้วิเศษขั้นสูงขึ้นไปต้องเลื่อนลำดับผ่าน
พิธีกรรมซับซ้อน… แบบนี้ก็หมายความว่าส่วนขาดหายไปของ
สูตรโอสถ ‘ผู้เจิดจรัส’ ในมือเรา คือขั้นตอนพิธีกรรมสินะ อีก
นัยหนึ่งคือ ผู้วิเศษตั้งแต่ลำดับ 4 ขึ้นไปต้องประกอบพิธีกรรม
เลื่อนลำดับทุกครั้ง…อินซ์·แซงวิลล์คือลำดับ 5 ผู้เฝั้าประตู
เส้นทางเทพมรณา และมันต้องการกลายเป็นผู้วิเศษขั้นสูง ครึ่ง
เทพ
จากสถานการณ์ของมันอินซ์·แซงวิลล์มีสามตัวเลือกให้
ตัดสินใจ ทางแรก ลำดับ 4 เส้นทางเทพมรณา ทางสอง ลำดับ
4 เส้นทางผู้ไร้หลับ และทางสุดท้าย ลำดับ 4 เส้นทางเทพ
สงคราม ‘นักล่าปีศาจ’ ในเมื่อพระแม่เซเลน่าคือตัวตนระดับ
นักบุญ ย่อมหมายถึง เธอเคยเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 หรือ 3 มา
ก่อนขณะยังมีชีวิต เราจึงสรุปได้ว่า เถ้ากระดูกพระแม่ต้องเป็น
ตะกอนพลังของโอสถลำดับ 4 หรือ 3 ในเส้นทางผู้ไร้หลับ
อินซ์·แซงวิลล์ เคยเป็นถึงอาร์คบิชอปของโบสถ์รัตติกาลมา
ก่อน มันย่อมทราบว่าพระแม่อยู่ในลำดับใด และคงทราบสูตร
ผลิตโอสถเกี่ยวข้อง หรือแผนของมันตั้งแต่ต้น คือการขโมยเถ้า
กระดูกพระแม่เซเลน่าและกลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 เส้นทางผู้
ไร้หลับ? ถ้าอย่างนั้น…กะโหลกศีรษะของทายาทเทพมรณา
อาจเป็นวัตถุดิบสำคัญในพิธีกรรมเลื่อนลำดับ…ต้องใช่แน่!
เพราะนั่นคือตะกอนพลังของผู้วิเศษเส้นทางเทพมรณา ถ้า
ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เปั้าหมายหลักของแผนการคือหัวหน้า
ไม่ใช่เรา มันอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด…”
เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ ไคลน์รีบเขียนประโยคทำนาย
เพื่อยืนยันสมมติฐานของตน ตามด้วยการนำปลายลูกตุ้ม
วิญญาณจ่อเหนือผิวกระดาษหนัง
มันท่องคาถาพึมพำเจ็ดครั้ง ก่อนจะลืมตาเพ่งมองลักษณะ
การหมุนของจี้บุษราคัม
ผลคือหมุนตามเข็ม
เนื่องจากไคลน์มีข้อมูลมากพอการทำนายจึงประสบ
ความสำเร็จ และคำตอบได้ระบุชัดเจนว่า สมมติฐานเมื่อครู่เป็น
ความจริง
อินซ์·แซงวิลล์จัดฉากเหตุการณ์ทั้งหมดโดยมีเปั้าหมาย
สูงสุดคือ ขโมยเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าและเลื่อนเป็นผู้วิเศษ
ลำดับ 4
ไคลน์ใช้มือเคาะขอบโต๊ะพลางครุ่นคิดหาคำถามและ
สมมติฐานใหม่
“อินซ์·แซงวิลล์เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5 เส้นทางเทพ
มรณา ลำพังตัวมันไม่ควรมีพลังสร้างความบังเอิญได้มากขนาด
นี้ ตัวอย่างชัดเจนคือเมกูส เธอปรากฏตัวในสำนักงานเหยี่ยว
ราตรีทันทีหลังจากเราและเลียวนาร์ดพบจดหมาย หมายความ
ว่า สิ่งนี้เป็นอิทธิฤทธิ์ของสมบัติวิเศษ 0-08? รูปลักษณ์ภายนอก
เหมือนกับปากกาขนนกธรรมดา แต่สามารถเขียนโดยไม่ใช้
หมึก…หรือจะมีพลังประเภทเปลี่ยนให้ตัวหนังสือกลายเป็น
ความจริง?”
“ไม่ใช่ คงไม่ง่ายขนาดนั้น…เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
อินซ์·แซงวิลล์คงกำหนดให้กล่องเถ้ากระดูกพระแม่ติดปีกคู่
หนึ่งและบินไปหามันด้วยตัวเอง จากนั้นก็นอนกระดิกเท้ารอ
คอยผลลัพธ์อยู่ในแหล่งกบดานห่างไกล 0-08 ต้องมีข้อจำกัด
บางอย่าง และค่อนข้างแน่ชัดว่าไม่มีพลังด้านต่อสู้โดยตรง
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น อินซ์·แซงวิลล์คงบุกถล่มเหยี่ยวราตรี
สาขาทิงเก็นด้วยตัวเอง และเปิดประตูยานิสเข้าไปหยิบกล่อง
เถ้ากระดูกตามใจชอบ แต่ในฐานะสมบัติระดับ 0 พลังของมัน
ย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน…อาจเป็นไปได้ว่าหากใครถูกเขียนชื่อ
ลงไปบนกระดาษ บุคคลผู้นั้นจะมีพฤติกรรมตรงตามข้อความ
ของ 0-08 โดยไม่รู้ตัว? ต้องใช่แน่ เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับ
ความบังเอิญมากมายรอบเมืองทิงเก็นตลอดช่วงสองสามเดือน
หลัง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงสมบัติวิเศษ 0-08 ไม่มีพลังมากเกินไป
หน่อยหรือ?”
“เพราะขนาดเมกูส ผู้กำลังอุ้มท้องบุตรเทพนอกรีต ก็ยัง
ถูกผลจาก 0-08 กำหนดพฤติกรรมได้ตามใจชอบ… สมกับ
เป็นสมบัติวิเศษระดับ 0 ‘อันตรายยิ่งยวด’ ถูกเก็บเป็น
ความลับสุดยอดของโบสถ์มานาน ห้ามเบิกใช้งาน ห้ามเผยแพร่
ให้ใครทราบ ห้ามระบุรายละเอียดกับใครเด็ดขาด”
ชายหนุ่มหยุดเคาะโต๊ะ มันเขียนประโยคทำนายลงบน
กระดาษเพื่อเตรียมยืนยันสมมติฐานเมื่อครู่
แต่น่าเสียดาย ผลทำนายล้มเหลว อาจเป็นเพราะข้อมูลไม่
พอ หรือไม่ก็ถูกขัดขวางด้วยพลังลึกลับในระดับสูงกว่า
เมื่อตระหนักว่าตนใช้เวลาไปมากไคลน์เกิดความคิดจะกลับ
โลกความจริงโดยเร็ว
แต่ก่อนลงไปมันขอทำตามใจเป็นหนสุดท้ายข้อความ
ทำนายใหม่ถูกเขียนลงบนแผ่นกระดาษ
“เมืองปัจจุบันของอินซ์·แซงวิลล์”
ในเมื่ออีกฝั่ายมี 0-08 อยู่กับตัว แถมเลื่อนระดับกลายเป็น
ครึ่งเทพสำเร็จ ผลการทำนายอาจล้มเหลว หากถามระบุถึง
ตำแหน่งอย่างละเอียด ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากซักถาม
เป็นเขตกว้างๆ อย่างชื่อเมือง
แน่นอน ถ้าไม่มีพลังมิติสายหมอกคอยขจัดการรบกวน
ภายนอก มันไม่มีทางทำนายถึงตำแหน่งปัจจุบันของอินซ์·
แซงวิลล์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะกำหนดคำถามกว้างแค่ไหน
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้พร้อมกับหลับตาพึมพำประโยค
ทำนายเจ็ดครั้ง
มันถูกส่งเข้านิมิตความฝันอันพร่ามัว
นิมิตเกิดรอยร้าวทันที่ แต่ยังไม่แตกละเอียดเป็นเศษกระจก
ไคลน์มองเห็นแม่น้ำกว้างขวาง บรรยากาศอึมครึมเล็กน้อย
กึ่งกลางเป็นสะพานข้ามขนาดใหญ่ ตลิ่งสองฝังมีท่าเรือเรียงราย
มีร้านค้า และคนงานท่าเรือเดินขวักไขว่
ถัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำ บ้านเรือนน้อย
ใหญ่เรียงชิดติดกัน ส่วนมากเป็นสถาปัตยกรรมตามยุคสมัย ทรง
อาคารคล้ายคลึงกับพิมพ์นิยมในอาณาจักรโลเอ็น หลังคาหลาย
เหลี่ยม มุขหน้าต่างใหญ่ ไม่มีเฉลียงหน้าบ้าน
นอกเหนือจากบ้านคน ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมทรงโกธิค
อีกหลายแห่ง ท้องถนนเต็มไปด้วยคนเดินเท้าและรถม้า
บางครั้งก็มองเห็นเครื่องจักรแปลกตา
ยิ่งไกลออกไปทางตะวันออกยิ่งได้พบกับปล่องไฟขนาดใหญ่
จำนวนมาก บรรยากาศเหนือท้องฟั้าอึมครึมเปียมด้วยมลพิษ
เมื่อหันไปมองทางตะวันตกอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังเริ่มมี
ขนาดสูงใหญ่ สีสันฉูดฉาดแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นเท้าอมฟั้า
น้ำตาลอ่อน หรือเหลืองอ่อน รวมถึงปราสาทโอ่อ่าหลังใหญ่ มา
พร้อมยอดหอคอยแหลมและหอฬิกาตั้งเด่นตระหง่าน
ก๊อง!
เสียงระฆังหอนาฬิกาดังกังวาน ตามด้วยการถูกส่งออกจาก
นิมิตความฝันของไคลน์
มันทราบทันทีว่าเมื่อครู่คือเมืองใด
‘ดินแดนแห่งความหวัง’ และ
‘มหานครแห่งหมู่นคร’
กรุงเบ็คลันด์